ตอนที่ 17

***บทที่ 17: เผชิญหน้าหลินต้าเจียง***

เศษฝุ่นดินทรายจากการกระแทกอย่างรุนแรงยังคงลอยคลุ้งอยู่ในอากาศยามเย็น บานประตูรั้วไม้ไผ่ที่เพิ่งได้รับการซ่อมแซมอย่างยากลำบากบัดนี้แตกหักและทอดร่างไร้สภาพอยู่บนพื้นดิน เบื้องหน้าเศษซากเหล่านั้น ร่างอวบอ้วนของหลินต้าเจียงยืนตระหง่านอยู่ด้วยท่วงท่าโอหัง สองมือไพล่หลัง เชิดหน้าขึ้นสูงจนแทบจะมองเห็นรูจมูก แววตาที่จ้องมองเข้ามาในลานบ้านเต็มไปด้วยความดูแคลนและลุกวาวด้วยความโลภโมโทสันอย่างปิดไม่มิด ส่วนหวังเจียวลี่ที่ยืนอยู่เยื้องไปทางด้านหลังก็กำลังแสยะยิ้มกว้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความสะใจที่ได้เห็นสภาพทรุดโทรมของบ้านรอง

หลินต้าซานที่เพิ่งวางอุปกรณ์ทำเกษตรลงมีสีหน้าซีดเผือดลงในพริบตา ความหวาดกลัวที่ฝังรากลึกในจิตใจจากการถูกกดขี่ข่มเหงมาหลายสิบปี ทำให้ร่างกายของชายวัยกลางคนสั่นสะท้านโดยอัตโนมัติ เขาลืมไปเสียสิ้นว่าตนเองและบุตรสาวเพิ่งจะดิ้นรนหลุดพ้นจากขุมนรกตระกูลหลักมาได้ สัญชาตญาณเดิมๆ บีบบังคับให้เขากะเผลกเท้าก้าวออกไปเบื้องหน้า ไหล่ที่เคยกว้างงุ้มลง ศีรษะก้มต่ำด้วยท่าทีจำยอมและหวาดกลัว

"พี่ใหญ่... พี่สะใภ้ใหญ่... พวกท่านมาที่นี่... มีธุระอันใดหรือ ประตูรั้วนี่..." หลินต้าซานเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พยายามระงับความเจ็บปวดในใจที่เห็นประตูบ้านถูกทำลาย แต่ก็ไม่กล้าแม้แต่จะกล่าวโทษอีกฝ่าย

"หุบปาก! เจ้าคนไร้ค่า!" หลินต้าเจียงตวาดลั่นจนน้ำลายกระเซ็น "หากข้าไม่พังประตูบานนี้เข้ามา พวกเจ้าพ่อลูกที่ทำตัวเย่อหยิ่งจองหอง คงไม่ยอมเสนอหน้าออกมาต้อนรับข้ากระมัง!"

หลินต้าซานสะดุ้งเฮือก ร่างกายหดเล็กลงยิ่งกว่าเดิม เขารีบประสานมือเตรียมจะกล่าวคำขอโทษ ทว่าก่อนที่คำพูดอัปยศเหล่านั้นจะหลุดออกจากปาก เรียวแขนเล็กๆ แต่อัดแน่นไปด้วยความหนักแน่นก็คว้าหมับเข้าที่ท่อนแขนของเขา

"ท่านพ่อ! ท่านไม่ต้องพูดอันใดทั้งสิ้น และไม่ต้องขอโทษผู้ใด!"

เสียงหวานใสทว่าเย็นเยียบดุจน้ำแข็งลอยตัดผ่านบรรยากาศอันตึงเครียด ชิงเหมี่ยวก้าวพรวดเดียวขึ้นมาขวางเบื้องหน้าหลินต้าซาน นางออกแรงดึงร่างของบิดาให้ถอยกลับมาอยู่เบื้องหลังตนเอง ปกป้องเขาดุจแม่ไก่ที่กางปีกคุ้มภัยลูกน้อย นัยน์ตาหงส์ที่เคยสงบนิ่งบัดนี้ฉายแววเด็ดเดี่ยวและคมกริบดุจกระบี่ที่เพิ่งถูกชักออกจากฝัก จ้องเขม็งไปยังผู้มาเยือนทั้งสองโดยปราศจากความหวาดกลัวแม้แต่น้อย

"ชิงเหมี่ยว... แต่ว่า..." หลินต้าซานพยายามจะท้วงติงด้วยความเป็นห่วง กลัวว่าบุตรสาวจะถูกทำร้าย

"ท่านพ่อเชื่อใจข้า ข้าบอกว่าไม่ต้องยอมแพ้ ก็คือไม่ต้องยอมแพ้!" ชิงเหมี่ยวเอ่ยโดยไม่หันกลับไปมอง ก่อนจะตวัดสายตากลับมาที่หลินต้าเจียง "ไม่ทราบว่าท่านลุงใหญ่มีมารยาทพื้นฐานของวิญญูชนหรือไม่ ถึงได้มาพังประตูบ้านผู้อื่นยามวิกาลเช่นนี้ หากมีธุระอันใดก็จงรีบกล่าวมา หากไม่มี ก็จงไสหัวออกไปจากที่ดินของพวกข้า!"

"นังเด็กอกตัญญู! เจ้ากล้ากำเริบเสิบสานกับข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ!" หลินต้าเจียงหน้าดำหน้าแดงด้วยความโกรธจัด เขาชี้หน้าชิงเหมี่ยวด้วยนิ้วที่สั่นเทา "ดี! ในเมื่อเจ้าอยากให้พูด ข้าก็จะพูด! พวกเจ้าแอบซ่อนเงินทองไว้มากมาย ซื้อข้าวปลาอาหารดีๆ กินกันอย่างสุขสบาย แต่กลับปล่อยให้ท่านปู่ท่านย่าของเจ้าต้องกินข้าวต้มใสๆ อยู่ที่บ้านหลัก! วันนี้ข้ามาเพื่อทวงสิทธิ์ของตระกูลหลิน เอาเงินห้าตำลึงเงินมามอบให้ข้าเดี๋ยวนี้! ถือเป็นการทดแทนบุญคุณที่เลี้ยงดูพวกเจ้ามา!"

ห้าตำลึงเงิน!

หลินต้าซานเบิกตากว้างแทบถลน ร่างกายเซถอยหลังไปหนึ่งก้าว เงินจำนวนนี้สำหรับชาวไร่ชาวนาธรรมดา ต่อให้ทำนาหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินทั้งปีก็ยังมิอาจเก็บหอมรอมริบได้ถึงครึ่งตำลึงด้วยซ้ำ! นี่มันมิใช่การทวงบุญคุณ แต่มันคือการปล้นชิงกันซึ่งๆ หน้า!

ชิงเหมี่ยวได้ยินตัวเลขนั้นแทนที่จะหวาดหวั่น นางกลับแค่นเสียงหัวเราะเยาะเย้ยออกมาเบาๆ ทว่าดังก้องกังวานในความเงียบ "ห้าตำลึงเงิน? ท่านลุงใหญ่ ท่านกำลังฝันกลางวัน หรือว่าสติปัญญาฟั่นเฟือนไปแล้วกันแน่? ครอบครัวของข้าแยกบ้านออกมาจากตระกูลหลักอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีหนังสือแยกบ้านที่ลงนามโดยผู้ใหญ่บ้านและพยานชัดเจน ตั้งแต่วันที่เราเดินออกจากประตูบ้านตระกูลหลิน ข้าวสักเม็ด น้ำสักหยด ท่านก็มิเคยเจือจาน แล้วเหตุใดข้าต้องมอบเงินห้าตำลึงเงินให้แก่ท่าน!"

หวังเจียวลี่ที่ทนฟังไม่ได้ รีบก้าวขึ้นมาเท้าสะเอวชี้หน้าด่าทอ "นังเด็กปากดี! ถึงจะแยกบ้านแล้ว อย่างไรเลือดในตัวเจ้าก็คือเลือดของตระกูลหลิน! บิดาของเจ้าก็เป็นน้องชายของสามีข้า! พวกเจ้ามีเงินแต่ไม่รู้จักกตัญญู วันนี้หากไม่มีเงินห้าตำลึงเงินมาประเคนให้ ก็จงมอบโฉนดที่ดินผืนนี้มาชดใช้เสียดีๆ ไม่อย่างนั้นข้าจะเข้าไปรื้อค้นข้าวของในกระท่อมของเจ้าให้หมด!"

พูดจบ หวังเจียวลี่ก็ทำท่าจะพุ่งตัวฝ่าด่านชิงเหมี่ยวเข้าไปในกระท่อมจริงๆ ทว่าชิงเหมี่ยวยังคงยืนหยัดอยู่ที่เดิม ร่างกายบางระหงแผ่กลิ่นอายกดดันที่เหนือกว่าอายุออกมาอย่างประหลาด นางหรี่ตาลง หยิบฉวยท่อนไม้ไผ่ที่หักอยู่บนพื้นขึ้นมากำไว้ในมือแน่น

"ก้าวเข้ามาสิ หากพวกท่านกล้าขยับเข้ามาอีกเพียงครึ่งก้าว ข้าจะรับรองได้เลยว่าเรื่องนี้จะไม่จบลงแค่การด่าทอ!" น้ำเสียงของชิงเหมี่ยวทรงพลังและเฉียบขาด "ท่านคิดว่าตนเองเป็นผู้มีอิทธิพลล้นฟ้าหรือไร? การที่ท่านเตะทำลายประตูบ้านข้า ถือเป็นความผิดฐานบุกรุกเคหสถานยามวิกาล! และการที่พวกท่านมารีดไถเงินห้าตำลึงเงินจากข้าโดยไร้เหตุผลและข้อผูกมัดทางกฎหมาย นี่คือข้อหากรรโชกทรัพย์อย่างชัดเจน!"

คำพูดที่ร้อยเรียงด้วยข้อกฎหมายอันคมกริบทำให้หลินต้าเจียงและหวังเจียวลี่ชะงักงันไปชั่วครู่ ชาวบ้านป่าเมืองเถื่อนย่อมมีความหวาดกลัวต่ออำนาจรัฐฝังลึกอยู่ในสายเลือด

ชิงเหมี่ยวไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอย นางก้าวรุกคืบไปข้างหน้าหนึ่งก้าวพร้อมกดเสียงให้ต่ำลง ทว่าดังกังวานก้อง "พรุ่งนี้เช้า ข้าจะนำหนังสือแยกบ้านเดินเข้าเมืองไปตีกลองร้องทุกข์ที่ศาลากลางอำเภอ ไป๋หยุน! ให้ใต้เท้าผู้ว่าการเป็นผู้ตัดสินว่า การบุกรุกและกรรโชกทรัพย์ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ จะต้องถูกสั่งโบยด้วยไม้กระดานกี่สิบไม้! และพวกท่านสองผัวเมียจะต้องไปนอนหนาวตายในคุกมืดกี่ปี!"

"เจ้า... นังเด็กปีศาจ! เจ้ากล้าขู่ข้าหรือ!" หลินต้าเจียงโกรธจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความอับอายที่ถูกเด็กเมื่อวานซืนตอกหน้าจนไร้ทางสู้ ความโลภที่บังตาทำให้เขาขาดสติ ไม่สนใจข้อกฎหมายใดๆ อีกต่อไป "ในเมื่อเจ้าไม่เห็นหัวผู้ใหญ่ วันนี้ข้าในฐานะลุงใหญ่จะสั่งสอนเจ้าแทนบิดาที่ไม่ได้เรื่องของเจ้าเอง! ข้าจะตีเจ้าให้ตาย แล้วยึดสมบัติทั้งหมดไป!"

ชายร่างอ้วนเงื้อหมัดและท่อนแขนอันหนาเตอะขึ้นสูง หมายจะฟาดลงมาที่ใบหน้าของชิงเหมี่ยวอย่างสุดแรง เสียงตะคอกและเสียงด่าทอของเขาก็ดังลั่นไปทั่วบริเวณตีนเขา ทำลายความเงียบสงบยามเย็นจนสิ้นซาก หลินต้าซานร้องลั่นด้วยความตกใจพร้อมพุ่งตัวเข้ามาหมายจะรับแรงกระแทกแทนบุตรสาว ในขณะที่ชิงเหมี่ยวกระชับท่อนไม้ไผ่ในมือแน่น ดวงตาเบิกกว้างเตรียมตอบโต้กลับด้วยจุดตาย

บรรยากาศหน้ากระท่อมตีนเขาเดือดพล่านถึงขีดสุดราวกับสายป่านที่ตึงจนใกล้จะขาดผึง!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ผู้ใหญ่บ้านออกโรง]**