ตอนที่ 23

***บทที่ 23: ผักปราณลอตแรก***

หน้าต่างโปร่งแสงของระบบผู้ช่วยอัจฉริยะวิถีเซียนโอสถปรากฏขึ้นเบื้องหน้าหลินชิงเหมี่ยว แสงสีฟ้าอ่อนจางสว่างวาบขึ้นในห้วงคำนึง ข้อมูลของแปลงผักหน้ากระท่อมถูกวิเคราะห์และแสดงผลอย่างละเอียดลออ นางเพ่งมองตัวอักษรที่ลอยเด่นอยู่กลางอากาศด้วยหัวใจที่เต้นระรัว

[แจ้งเตือน: ผักกาดและหัวไชเท้าในแปลงดินภายนอกเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว ระดับความสมบูรณ์สิบส่วนเต็ม แฝงพลังปราณระดับเริ่มต้น สามารถเก็บเกี่ยวได้ทันที]

รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นบนริมฝีปากแห้งผากของเด็กสาว นางค่อยๆ ถอนสายตาจากหน้าต่างโปร่งแสง หันไปมองบิดาที่ยังคงนั่งเฝ้ามารดาอยู่ไม่ห่าง หลินต้าซานกุมมือภรรยาไว้แน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความโล่งอกและเปี่ยมล้นด้วยความหวัง หลังจากที่ซูซิ่วอิงรอดพ้นขีดอันตรายจากความตายมาได้อย่างปาฏิหาริย์ ลมหายใจของมารดากลับมาสม่ำเสมอ ใบหน้าที่เคยซีดเผือดราวกับกระดาษเริ่มมีสีเลือดฝาดเล็กน้อย ทว่าร่างกายของนางยังคงอ่อนแอเกินกว่าจะต้านทานความหนาวเย็นที่แผ่ซ่านเข้ามาทางรอยแตกของผนังดิน

หลินชิงเหมี่ยวไม่ต้องการรบกวนช่วงเวลาอันมีค่าของบิดามารดา นางจึงขยับตัวอย่างแผ่วเบา ลุกขึ้นยืนและเดินย่องออกไปทางประตูไม้ผุพัง

เมื่อผลักบานประตูออก ลมหนาวก็พัดกรูเข้ามาปะทะใบหน้า เกล็ดหิมะยังคงโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าสีเทาหม่น ทว่าเมื่อสายตาของนางทอดมองไปยังแปลงดินเล็กๆ หน้ากระท่อม ความหนาวเหน็บก็มลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความปีติยินดีที่เอ่อล้นจนไม่อาจเก็บซ่อน

ผักกาดและหัวไชเท้าที่นางแอบนำน้ำจากบ่อน้ำพุวิญญาณในมิติลับหยกปราณมาเจือจางและรดเอาไว้ บัดนี้ได้เจริญเติบโตจนเต็มแปลง!

“พี่ใหญ่... ท่านออกมาทำอันใดข้างนอก อากาศหนาวเยี่ยงนี้” เสียงงัวเงียของเด็กชายตัวน้อยดังขึ้นจากด้านหลัง หลินเสี่ยวหมิงที่เพิ่งตื่นนอนยกมือขยี้ตา เดินเตาะแตะตามพี่สาวออกมา เสื้อผ้าที่สวมใส่เต็มไปด้วยรอยปะชำรุด เนื้อผ้าบางเบามิอาจต้านทานความทารุณของเหมันตฤดู ร่างเล็กๆ นั้นสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ

แต่เมื่อเด็กน้อยลืมตาขึ้นเต็มตื่นและมองตามสายตาของพี่สาว ร่างเล็กก็ชะงักงันไปในทันที ดวงตากลมโตเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมาจากเบ้า ปากเล็กๆ อ้าค้างด้วยความตื่นตะลึงสุดขีด

“สวรรค์! พะ... พี่ใหญ่! นั่นมันผักกาดและหัวไชเท้าของเราหรือขอรับ!” หลินเสี่ยวหมิงอุทานเสียงหลง วิ่งถลาเข้าไปที่แปลงผักอย่างลืมตัวลืมความหนาว เขาคุกเข่าลงข้างแปลงดินพังๆ มือเล็กๆ สั่นระริกขณะยื่นออกไปสัมผัสใบผักกาดที่อวบใหญ่

ผลผลิตทางการเกษตรลอตแรกจากดินภายนอกที่หลินชิงเหมี่ยวเฝ้าฟูมฟัก บัดนี้ได้แสดงความอัศจรรย์ออกมาให้ประจักษ์แก่สายตา แม้จะปลูกในสภาพอากาศที่เหน็บหนาวและดินที่แห้งแล้งของหมู่บ้านชิงสุ่ย ทว่าด้วยสรรพคุณอันวิเศษของน้ำพุวิญญาณที่เจือจางลงไป ผักกาดแต่ละหัวกลับมีขนาดใหญ่โตกว่าปกติถึงสองเท่า ใบสีเขียวมรกตอวบน้ำ เปล่งประกายเงางามราวกับหยกสลักชั้นเลิศ ส่วนหัวไชเท้าที่โผล่พ้นดินขึ้นมาครึ่งหนึ่งก็มีสีขาวเนียนละเอียด อวบอ้วนจนแทบจะดันพื้นดินรอบๆ ให้แตกปริออก

“หัวใหญ่เบ้อเริ่มเลย! พี่ใหญ่ ข้ามิเคยเห็นผักที่ไหนงดงามและใหญ่โตปานนี้มาก่อนในชีวิตเลยขอรับ!” หลินเสี่ยวหมิงเงยหน้ามองพี่สาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมและทึ่งสุดขีด “แค่หัวไชเท้าหัวเดียวก็คงต้มน้ำแกงกินได้ทั้งครอบครัวไปหลายวันแน่ๆ!”

หลินชิงเหมี่ยวหัวเราะเบาๆ เดินเข้าไปลูบศีรษะน้องชายอย่างเอ็นดู “ใช่แล้วเสี่ยวหมิง นี่คือผักของพวกเรา” นางย่อตัวลงและลงมือจับที่โคนต้นหัวไชเท้า

*กรุบ!* เสียงรากที่ถอนรากถอนโคนดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับหัวไชเท้าอวบใหญ่ที่หลุดพ้นจากดิน กลิ่นหอมสดชื่นอันเป็นเอกลักษณ์ของผักที่อุดมไปด้วยพลังปราณอ่อนๆ โชยมาแตะจมูกทันที กลิ่นนั้นมิใช่เพียงความสดใหม่ของพืชผักธรรมดา หากแต่มีความบริสุทธิ์ที่ทำให้ผู้สูดดมรู้สึกปลอดโปร่งไปถึงส่วนลึกของจิตวิญญาณ ราวกับว่าเพียงแค่สูดดม ความเหนื่อยล้าและความหนาวเหน็บก็มลายหายไปสิ้น

“หอมเหลือเกินขอรับ!” หลินเสี่ยวหมิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดวงตาเป็นประกายวิบวับ “พี่ใหญ่ ท่านเก่งกาจที่สุดเลย!”

หลินชิงเหมี่ยวเด็ดเศษใบผักกาดเล็กๆ ที่หลุดร่วงยื่นให้น้องชาย “ลองชิมดูสิ”

เด็กน้อยรับมาเคี้ยวกร้วมๆ เพียงชั่วพริบตา ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างยิ่งกว่าเดิม “หวานมาก! หวานกรอบยิ่งกว่าผลไม้เสียอีกพี่ใหญ่! แถมพอกลืนลงไป ท้องของข้าก็รู้สึกอุ่นวาบขึ้นมา ความหนาวเมื่อครู่หายไปหมดเลยขอรับ!”

หลินชิงเหมี่ยวมองผลผลิตในมือด้วยแววตาครุ่นคิด ข้อมูลจากหน้าต่างโปร่งแสงระบุชัดเจนว่า ผักเหล่านี้มีสรรพคุณบำรุงโลหิตและขับพิษไข้ในระดับเริ่มต้น แม้นางจะมีมิติลับหยกปราณที่สามารถปลูกสมุนไพรล้ำค่าได้ ทว่าการนำสมุนไพรหายากออกมาขายในทันทีย่อมเป็นที่เตะตาและนำมาซึ่งภัยพิบัติแก่ครอบครัวที่ยังไร้ซึ่งอำนาจและกำลังปกป้องตนเอง ดังนั้น การนำผักปราณลอตแรกเหล่านี้ไปขายจึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและชาญฉลาดที่สุดในเวลานี้ ผักเหล่านี้ดูผิวเผินก็เหมือนผักทั่วไปที่มีคุณภาพดีเยี่ยม ผู้คนมิอาจระแคะระคายถึงความลับของมิติได้ง่ายๆ

"เสี่ยวหมิง เจ้าจงจำไว้ให้ดี" หลินชิงเหมี่ยวลดเสียงลงกระซิบข้างหูน้องชาย "เรื่องที่ผักของเราเติบโตได้รวดเร็วและงดงามถึงเพียงนี้ ห้ามแพร่งพรายให้ผู้ใดล่วงรู้เด็ดขาด หากมีผู้ใดถาม จงบอกเพียงว่าท่านพ่อได้เมล็ดพันธุ์ชั้นดีมาจากพ่อค้าเร่ และเราโชคดีที่ดินตรงนี้อุ้มน้ำได้ดี เข้าใจหรือไม่?"

"ข้าเข้าใจแล้วขอรับพี่ใหญ่! ข้าจะปิดปากให้สนิท มิให้ผู้ใดล่วงรู้ความลับของครอบครัวเราเด็ดขาด!" เสี่ยวหมิงพยักหน้าหงึกหงักอย่างเชื่อฟัง แม้เขาจะเยาว์วัย ทว่าความยากลำบากที่เผชิญมาแต่เล็กทำให้เด็กน้อยรู้ความกว่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันนัก

“ดีมาก มาช่วยพี่เก็บผักเหล่านี้กันเถิด เราจะคัดเลือกหัวที่งดงามที่สุดนำไปขายที่ตลาดอำเภอไป๋หยุน” หลินชิงเหมี่ยวกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น สายตาของนางทอดมองไปยังหลังคาคาแฝกที่ทะลุเป็นรูโหว่ “เงินที่ได้มา เราจะนำมาซื้อข้าวสาร อาหารแห้ง และอุปกรณ์สำหรับซ่อมแซมบ้าน ซื้อผ้าห่มหนาๆ ให้ท่านพ่อท่านแม่และเจ้าได้คลายหนาว”

“ขอรับพี่ใหญ่! ข้าจะช่วยท่านอย่างสุดกำลัง!” เด็กน้อยตอบรับด้วยความกระตือรือร้น เรี่ยวแรงที่มิรู้ว่ามาจากแห่งหนใดทำให้เขาสามารถดึงหัวไชเท้าขนาดใหญ่และอุ้มผักกาดหัวโตได้อย่างทะมัดทะแมง

สองพี่น้องช่วยกันเก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างแข็งขัน ท่ามกลางลมหนาวที่พัดผ่าน ผักกาดและหัวไชเท้าถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบอยู่ในตะกร้าสานไม้ไผ่เก่าๆ ที่บิดาเคยสานไว้ ทุกหัวล้วนสมบูรณ์แบบ แผ่ซ่านพลังปราณอ่อนๆ ที่ทำให้ตะกร้าธรรมดาดูมีมนต์ขลังขึ้นมาอย่างประหลาด

เมื่อเก็บเกี่ยวจนเสร็จสิ้น หลินชิงเหมี่ยวก็คำนวณราคาคร่าวๆ ในใจ ทว่าการเดินทางไปอำเภอไป๋หยุนมิใช่เรื่องง่าย ระยะทางไกลโข ท่ามกลางหิมะที่ตกหนักเช่นนี้ นางและเสี่ยวหมิงย่อมมิอาจแบกตะกร้าอันหนักอึ้งนี้เดินเท้าไปถึงได้อย่างแน่นอน

นางหันไปมองตะกร้าผักที่หนักอึ้ง คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะคลายออกพร้อมกับรอยยิ้มมาดมั่น “เสี่ยวหมิง เฝ้าตะกร้าเหล่านี้ไว้ให้ดี พี่จะเตรียมตัวไปเจรจาขอเช่าเกวียนเทียมวัวของชาวบ้านท้ายหมู่บ้านเสียหน่อย หากเราได้เกวียนเทียมวัวมา การขนผักเข้าเมืองก็มิใช่เรื่องยากอีกต่อไป”

เด็กน้อยพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน นั่งยองๆ กอดเข่าเฝ้าตะกร้าผักด้วยสายตาแน่วแน่ราวกับทหารยามเฝ้าสมบัติล้ำค่า

หลินชิงเหมี่ยวปัดฝุ่นดินออกจากเสื้อผ้า ทว่าในขณะที่นางกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบตะกร้าเพื่อเตรียมตัวออกเดินทางนั้นเอง หูของนางก็พลันแว่วเสียงความเคลื่อนไหวบางอย่างดังมาจากพุ่มไม้แห้งกรอบที่อยู่ไม่ไกลนัก เสียงย่ำเท้าลงบนหิมะดัง ‘กรอบแกรบ’ ช้าๆ แต่แฝงไปด้วยความโลภหมกมุ่น สัญชาตญาณระวังภัยในตัวเด็กสาวพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด มือเรียวเล็กแอบเลื่อนไปกุมด้ามเคียวเกี่ยวหญ้าขึ้นสนิมที่วางอยู่ข้างกายโดยอัตโนมัติ ร่างของใครบางคนกำลังแอบซุ่มซ่อนและจับจ้องมาที่พวกนางและตะกร้าผักปราณอย่างหิวกระหาย!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: รถม้าเข้าเมือง]**