ตอนที่ 24

***บทที่ 24: รถม้าเข้าเมือง***

มือเรียวเล็กของหลินชิงเหมี่ยวกำด้ามเคียวเกี่ยวหญ้าขึ้นสนิมแน่นจนข้อขาวซีด นัยน์ตากระจ่างใสที่เคยเรียบเฉยพลันแปรเปลี่ยนเป็นเยือกเย็นดุจน้ำแข็งในเหมันตฤดู รังสีอำมหิตบางเบาแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเด็กสาววัยสิบห้าปี ฝีเท้าที่กำลังย่ำลงบนหิมะอย่างตระกละตระกลามหลังพุ่มไม้แห้งกรอบพลันชะงักกึก

ใบหน้าอวบอูมที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นและแววตาละโมบของหวังเจียวลี่โผล่พ้นกิ่งไม้ออกมาครึ่งหนึ่ง เมื่อปะทะเข้ากับสายตาดุดันของหลานสาว ป้าสะใภ้ใหญ่ก็ลอบสูดลมหายใจหนาวเหน็บเข้าปอด กายสั่นสะท้านมิใช่เพียงเพราะลมหนาว แต่เพราะสัญชาตญาณบางอย่างร้องเตือนว่านังเด็กเหลือขอผู้นี้มิใช่ลูกพลับนิ่มให้บีบเล่นอีกต่อไป หวังเจียวลี่รีบหดหัวกลับไปดั่งเต่าในกระดอง หมุนตัวลอบเร้นกายจากไปอย่างเงียบเชียบ ทว่าในใจกลับลุกโชนด้วยไฟแห่งความริษยาเมื่อได้เห็นตะกร้าผักใบโตที่อัดแน่นไปด้วยผลผลิตอันงดงามผิดมนุษย์มนา

เมื่อโสตประสาทสัมผัสได้ว่าผู้บุกรุกถอยร่นไปแล้ว ชิงเหมี่ยวจึงลดเคียวลง นางแค่นเสียงเย็นในลำคอ รู้ดีว่าสุนัขจิ้งจอกเฒ่าย่อมมิละทิ้งชิ้นเนื้ออันโอชะง่ายๆ แต่ยามนี้การนำผักปราณไปทำกำไรย่อมสำคัญกว่าสิ่งใด เด็กสาวหันไปกำชับเสี่ยวหมิงให้ดูแลบ้านและแปลงผักให้ดี ก่อนจะเร่งฝีเท้าฝ่าหิมะมุ่งหน้าไปยังท้ายหมู่บ้าน

ใช้เวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งก้านธูป หลินชิงเหมี่ยวก็กลับมาพร้อมกับเกวียนเทียมวัวของผู้เฒ่าสวี ชายชราผู้มีรอยยิ้มใจดีและคิดค่าเช่าเพียงไม่กี่อีแปะ สองพี่น้องช่วยกันยกตะกร้าไม้ไผ่ที่บรรจุผักกาดและหัวไชเท้าปราณขึ้นบั้นท้ายเกวียนอย่างระมัดระวัง แม้น้ำหนักจะมากโข ทว่าด้วยพลังวิญญาณที่ไหลเวียนในกายจากการดื่มกินน้ำพุวิญญาณ ทำให้เรี่ยวแรงของชิงเหมี่ยวเพิ่มพูนขึ้นจนผู้เฒ่าสวียังต้องเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ

“เสี่ยวหมิงอยู่เฝ้าบ้าน ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด อย่าให้ผู้ใดเข้ามาได้เด็ดขาด” ชิงเหมี่ยวลูบศีรษะน้องชายอย่างอ่อนโยน ก่อนจะก้าวขึ้นไปนั่งบนเกวียนวัวที่เริ่มเคลื่อนตัวออกไปตามเส้นทางขรุขระสู่ตลาดอำเภอไป๋หยุน

บนเกวียนเทียมวัวมิได้มีเพียงชิงเหมี่ยว แต่ยังมีชาวบ้านอีกสี่ห้าคนที่ขอร่วมทางเข้าเมืองเพื่อนำของป่าและงานฝีมือไปขาย ท่ามกลางลมหนาวที่พัดกรีดผิวหนัง กลิ่นหอมจางๆ ของความสดชื่นกลับระเหยออกมาจากตะกร้าไม้ไผ่เก่าๆ ของชิงเหมี่ยว กลิ่นนั้นบริสุทธิ์ยิ่งนัก คล้ายกวาดล้างความเหนื่อยล้าของชาวบ้านบนเกวียนให้มลายสิ้นไป

ป้าหลี่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามอดไม่ได้ที่จะชะโงกหน้ามองตะกร้าผัก ดวงตาของสตรีวัยกลางคนเบิกกว้างเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ภายใน “สวรรค์! ชิงเหมี่ยวเอ๋ย ผักกาดของเจ้าเหตุใดจึงดูอวบอิ่มเขียวขจีปานนี้ ใบของมันใสกระจ่างราวกับหยกมรกตเลยเชียว!”

ลุงจางที่นั่งสูบยาสูบอยู่ข้างๆ รีบชะโงกหน้ามาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก่อนจะอุทานเสียงหลง “นั่นหัวไชเท้าหรือ? ข้าเกิดมาจนหัวหงอกปูนนี้ เพิ่งเคยเห็นหัวไชเท้าที่อวบใหญ่และขาวเนียนประดุจไขมันแกะเช่นนี้! ในยามที่หิมะตกหนัก ดินแห้งแล้งปลูกสิ่งใดก็ยากลำบาก ครอบครัวเจ้าไปเอาวิธีการเพาะปลูกวิเศษเช่นนี้มาจากที่ใดกัน?”

ชาวบ้านต่างพากันรุมล้อมตะกร้าผัก เอ่ยปากชื่นชมผลผลิตของหลินชิงเหมี่ยวไม่ขาดสาย แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความทึ่งและยกย่อง แม้ตระกูลหลินสายหลักจะทอดทิ้งพวกนาง แต่สวรรค์กลับประทานพรให้เด็กสาวผู้นี้มีฝีมือในการทำเกษตรกรรมที่เหนือชั้นยิ่งกว่าผู้ใด

หลินชิงเหมี่ยวแย้มยิ้มบางๆ อย่างถ่อมตน นางมิอาจเปิดเผยความลับเรื่องน้ำพุวิญญาณและมิติลับหยกปราณได้ จึงเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ท่านลุงท่านป้าชมเกินไปแล้วเจ้าค่ะ เป็นเพราะท่านพ่อขุดพบตาน้ำเล็กๆ หลังบ้าน อีกทั้งข้ายังหมั่นพรวนดินและใส่ปุ๋ยหมักอย่างสม่ำเสมอ ผักเหล่านี้จึงเติบโตมาได้ดีกว่าปกติเล็กน้อยเท่านั้น”

คำตอบที่ชาญฉลาดและท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตนยิ่งทำให้ชาวบ้านรู้สึกเอ็นดูและชื่นชมเด็กสาวผู้นี้มากขึ้นไปอีก

ทว่าในขณะที่บรรยากาศบนเกวียนวัวเต็มไปด้วยความชื่นมื่น ห่างออกไปเบื้องหลังไม่ไกลนัก ท่ามกลางแนวต้นไม้ที่ปกคลุมด้วยหิมะ รถม้าลากจูงเก่าๆ อีกคันหนึ่งกำลังแล่นตามมาอย่างเงียบเชียบ หวังเจียวลี่กัดฟันยอมควักเงินอีแปะที่ซ่อนไว้อย่างยากลำบากเพื่อจ้างรถม้าของชาวบ้านหมู่บ้านข้างเคียงให้สะกดรอยตามเกวียนของผู้เฒ่าสวีมาติดๆ

ดวงตาของป้าสะใภ้ใหญ่แดงก่ำราวกับสัตว์ร้ายที่จ้องมองเหยื่อ นางใช้ผ้าโพกศีรษะปิดบังใบหน้า แอบมองผ่านช่องว่างของผ้าม่านรถม้า นัยน์ตาเต็มไปด้วยความริษยาที่ลุกโชนเมื่อนึกถึงหัวไชเท้าและผักกาดที่งดงามราวกับสมบัติล้ำค่าเหล่านั้น

“นังเด็กเหลือขอสันดานเนรคุณ! มีของดีเช่นนี้กลับซ่อนเร้นไว้ไม่ยอมนำมามอบให้ตระกูลหลัก มิน่าเล่ามันถึงกล้าแข็งข้อและตัดขาดจากพวกเรา!” หวังเจียวลี่พึมพำลอดไรฟัน เล็บจิกทึ้งเข้าไปในเนื้อผ้าจนแทบขาด “คอยดูเถิด ข้าจะตามไปดูให้เห็นกับตาว่ามันนำผักผีสางพวกนั้นไปขายให้ผู้ใด หากข้ารู้แหล่งรับซื้อ ข้าจะไปเจรจาแย่งเส้นทางการค้านี้มาเสีย หรือไม่ก็จะเรียกร้องส่วนแบ่งในฐานะญาติผู้ใหญ่ ถึงตอนนั้นเงินทองทุกอีแปะที่มันหาได้ จะต้องตกมาอยู่ในกระเป๋าของข้า!”

เวลาล่วงเลยผ่านไปราวหนึ่งชั่วยาม เกวียนเทียมวัวก็เคลื่อนผ่านซุ้มประตูหินอันใหญ่โตและคึกคักของอำเภอไป๋หยุน เสียงโหวกเหวกโวยวายของพ่อค้าแม่ค้าและผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมาดังสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณ ผู้เฒ่าสวีจอดเกวียนที่ลานกว้างหน้าตลาด ชาวบ้านต่างทยอยจ่ายเงินและแยกย้ายกันไปตามจุดหมายของตน

หลินชิงเหมี่ยวจ่ายเงินค่าเช่าเกวียน ก่อนจะใช้ท่อนแขนเรียวเล็กที่แฝงไปด้วยพลังปราณยกตะกร้าผักทั้งสองใบขึ้นสะพายหลังอย่างทะมัดทะแมง นางกวาดสายตามองไปรอบๆ ตลาดอันคุ้นเคย เป้าหมายของนางในวันนี้มิใช่การนั่งกางแผงขายให้ชาวบ้านทั่วไป ทว่าคือการเสาะหาเหลาอาหารใหญ่ที่สามารถให้ราคาสูงสุดแก่ผักปราณของนางได้

ในจังหวะที่เด็กสาวกำลังก้าวเท้าเดินลึกเข้าไปในย่านการค้าอันพลุกพล่าน หวังเจียวลี่ที่แอบลงจากรถม้าอีกคันก็รีบเร้นกายเข้าไปปะปนกับฝูงชน คอยตามติดอยู่เบื้องหลังในระยะไม่ใกล้ไม่ไกล สายตาของป้าสะใภ้ใหญ่จับจ้องแผ่นหลังของหลินชิงเหมี่ยวประดุจอสรพิษที่รอคอยจังหวะฉกเหยื่อ

ทว่าก้าวเดินไปได้เพียงไม่กี่ช่วงถนน ขณะที่ชิงเหมี่ยวกำลังเดินผ่านหน้าเหลาอาหารขนาดใหญ่ที่ประดับประดาด้วยโคมไฟหรูหรา กลิ่นอายบริสุทธิ์ของผักปราณที่พวยพุ่งออกมาจากตะกร้าไม้ไผ่ก็พลันดึงดูดความสนใจของใครบางคนเข้าอย่างจัง ชายร่างท้วมในชุดผ้าไหมชั้นดีที่ยืนอยู่หน้าประตูเหลาอาหารเบิกตากว้าง เขารีบก้าวพรวดเดียวมาขวางหน้าเด็กสาวไว้ มืออวบหนายกขึ้นกั้นเส้นทางอย่างหยาบคายพร้อมกับเสียงตวาดที่ดังลั่น

“หยุดเดี๋ยวนี้! ผักในตะกร้าของเจ้า... เอาออกมาให้ข้าดูเดี๋ยวนี้!”

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: เจรจาการค้าผักปราณ]**