ตอนที่ 25

***บทที่ 25: เจรจาการค้าผักปราณ***

ชายร่างท้วมในชุดผ้าไหมชั้นดีผู้ซึ่งเป็นหลงจู๊ของเหลาอาหารก้าวพรวดเดียวมาขวางหน้าเด็กสาวไว้ มืออวบหนายกขึ้นกั้นเส้นทางอย่างหยาบคายพร้อมกับเสียงตวาดที่ดังลั่น

“หยุดเดี๋ยวนี้! ผักในตะกร้าของเจ้า... เอาออกมาให้ข้าดูเดี๋ยวนี้!”

หลินชิงเหมี่ยวขมวดคิ้วเรียวเข้าหากันเล็กน้อย ทว่าสีหน้ายังคงราบเรียบมิได้ตื่นตระหนก นางก้าวถอยหลังรักษาระยะห่างเพื่อมิให้ดูเป็นการเสียมารยาทจนเกินไปนัก แม้กิริยาของอีกฝ่ายจะหยาบกระด้าง ทว่าเมื่อพิจารณาจากการแต่งกายและสถานที่ที่ยืนอยู่เบื้องหน้า นางก็คาดเดาได้ว่าชายผู้นี้คงมีตำแหน่งไม่ธรรมดาในเหลาอาหารแห่งนี้ หากเจรจาได้ราบรื่น ผักปราณของนางอาจได้ราคาดี

นางค่อยๆ ปลดตะกร้าไม้ไผ่ใบใหญ่ลงจากหลัง เปิดฝาที่สานด้วยตอกไม้ออก เผยให้เห็นผักกาดขาวและหัวไชเท้าที่อวบอิ่ม ใบสีเขียวมรกตและผิวสีขาวเนียนละเอียดเปล่งประกายชุ่มชื้น กลิ่นหอมบริสุทธิ์อันเป็นเอกลักษณ์ของพืชที่ได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยน้ำพุวิญญาณโชยเตะจมูกหลงจู๊ร่างท้วมในทันที

ดวงตาของหลงจู๊เบิกกว้างเป็นประกายวาววับด้วยความโลภ เขาเป็นคนในแวดวงอาหารมานานนับสิบปี ย่อมดูออกว่าผักเหล่านี้มิใช่ผักบ้านป่าเมืองเถื่อนธรรมดา ทว่าด้วยวิสัยพ่อค้าหน้าเลือด เขาจึงรีบซ่อนเร้นความตื่นเต้น เปลี่ยนสีหน้าเป็นเย่อหยิ่งจองหอง

“หึ! ก็แค่ผักป่าใบเขียวไร้ราคา รูปร่างดูดีนิดหน่อยก็เท่านั้น” หลงจู๊แค่นเสียงขึ้นจมูก พลิกดูหัวไชเท้าอย่างลวกๆ “ข้าเห็นแก่ที่เจ้าลำบากแบกมาจากบ้านนอก จะรับซื้อไว้สักหน่อยแล้วกัน ให้ราคาสูงสุดเลย... ห้าอีแปะต่อหนึ่งชั่ง ขนเข้าไปในครัวหลังร้านได้เลย”

หลินชิงเหมี่ยวได้ยินราคาเช่นนั้นก็แค่นรอยยิ้มเย็นเยียบ ผักทั่วไปในตลาดอาจขายได้ชั่งละสามถึงสี่อีแปะ แต่ผักของนางคือผักปราณที่เพาะปลูกในมิติลับหยกปราณ รดด้วยน้ำพุวิญญาณบริสุทธิ์ เพียงสูดดมกลิ่นก็รู้ว่ามีสรรพคุณล้ำเลิศ ทว่าหลงจู๊ผู้นี้กลับกล้าเสนอราคาเพียงห้าอีแปะ ช่างเป็นการกดราคาที่ไร้ยางอายสิ้นดี!

“ขอบคุณหลงจู๊ที่เมตตา ทว่าผักของข้ามิใช่ผักป่าธรรมดา เกรงว่าเหลาอาหารของท่านคงไม่มีวาสนาได้รับไว้” เด็กสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ไม่รอช้าปิดฝาตะกร้าไม้ไผ่และตวัดขึ้นสะพายหลังอย่างรวดเร็ว

“หยุดนะ! นังเด็กอวดดี! ข้าเสนอให้ห้าอีแปะก็ถือว่ามีเมตตามากแล้ว เจ้ายังกล้าปฏิเสธอีกหรือ? ในอำเภอไป๋หยุนแห่งนี้ หากข้าไม่ซื้อ ใครจะกล้าซื้อผักสวะของเจ้า!” หลงจู๊ตะโกนไล่หลังด้วยความเดือดดาล ทว่าหลินชิงเหมี่ยวมิได้หันกลับไปมองแม้แต่น้อย นางก้าวเดินฉับๆ มุ่งหน้าไปตามถนนสายหลัก

ในจังหวะเดียวกันนั้น หวังเจียวลี่ที่แอบซุ่มซ่อนตัวอยู่หลังเสาหินใกล้ๆ ได้ยินบทสนทนาทั้งหมด ดวงตาของป้าสะใภ้ใหญ่เบิกกว้าง นางลอบกลืนน้ำลายลงคอพลางคิดในใจว่า ‘ผักบ้าบออันใดกันถึงได้มีคนกล้าเสนอราคาซื้อ? นังเด็กนี่มันไปทำมนต์ดำอันใดมา!’ ทว่านางก็ยังคงสะกดรอยตามหลินชิงเหมี่ยวต่อไปเพื่อหาช่องทางจับผิด

ด้านหลินชิงเหมี่ยวนั้นตระหนักดีว่าเหลาอาหารทั่วไปแม้จะทำอาหารเลิศรส แต่ผู้คนเหล่านั้นก็มิอาจสัมผัสได้ถึงปราณวิญญาณและสรรพคุณทางยาที่ซ่อนเร้นอยู่ในผักของนาง เมื่อเป็นเช่นนี้ สถานที่ที่เหมาะสมที่สุดย่อมมิใช่สถานที่ขายอาหาร ทว่าเป็นสถานที่ที่ล่วงรู้คุณค่าของสมุนไพร!

จุดหมายใหม่ของนางคือโรงหมอหุยชุน

ป้ายไม้สลักอักษรสีทอง 'โรงหมอหุยชุน' ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า หลินชิงเหมี่ยวเดินเข้าไปในโถงรับรองอันโอ่โถง กลิ่นอายของสมุนไพรนานาชนิดอบอวลไปทั่วบริเวณ เถ้าแก่เถาฟู่กุ้ยกำลังก้มหน้าตรวจสอบบัญชีอยู่ที่โต๊ะตัวใหญ่ เมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นเด็กสาวที่คุ้นเคย เขาก็รีบวางพู่กันลงด้วยรอยยิ้มเบิกบาน

“แม่นางชิงเหมี่ยว! วันนี้ลมอะไรหอบเจ้ามาถึงที่นี่ มีสมุนไพรชั้นเลิศมาขายให้ข้าอีกงั้นหรือ?” เถ้าแก่เถาก้าวออกมารับรองด้วยตนเองอย่างกระตือรือร้น

หลินชิงเหมี่ยวส่ายหน้าเบาๆ พลางแย้มยิ้ม “วันนี้ข้ามิได้นำสมุนไพรมาขายเจ้าค่ะ เถ้าแก่เถา ทว่าข้านำสิ่งที่ดีไม่แพ้กันมาเสนอ”

นางปลดตะกร้าไม้ไผ่ลงและเปิดฝาออกอีกครั้ง กลิ่นหอมบริสุทธิ์ที่เหนือล้ำกว่าครั้งใดๆ แผ่ซ่านออกมา เถ้าแก่เถาชะงักงันไปชั่วครู่ จมูกของเขาขยับสูดดมกลิ่นนั้นอย่างตั้งใจ ดวงตาภายใต้คิ้วดกหนาเบิกกว้างขึ้น

“นี่มัน... ผักกาดกับหัวไชเท้างั้นหรือ?” เถ้าแก่เถายื่นมือที่สั่นเทาเล็กน้อยไปหยิบผักกาดขาวใบอวบขึ้นมาพิจารณา นิ้วหัวแม่มือสัมผัสความชุ่มชื้นของก้านใบ พลันรู้สึกได้ถึงกระแสพลังปราณอ่อนๆ ที่ไหลเวียนอยู่ภายใน “แม่นาง! นี่มิใช่ผักธรรมดา! ในตัวมันมีอณูปราณวิญญาณแฝงอยู่ หากนำไปตุ๋นเป็นน้ำแกงหรือประกอบอาหาร ย่อมมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงสุขภาพ บำรุงโลหิต และทะลวงจุดชีพจรที่อุดตันได้ ช่างล้ำค่ายิ่งนัก!”

หลินชิงเหมี่ยวพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “เถ้าแก่เถาสายตาแหลมคมยิ่งนัก ข้าตั้งใจปลูกผักเหล่านี้ด้วยกรรมวิธีพิเศษเพื่อให้มันซึมซับปราณฟ้าดิน เป็นการขยายเส้นทางการค้าจากสมุนไพรสู่ผักปราณบำรุงสุขภาพ หากเถ้าแก่สนใจ ข้ายินดีขายให้โรงหมอหุยชุนเป็นที่แรก”

“เยี่ยม! เยี่ยมมาก!” เถ้าแก่เถาหัวเราะร่วนลูบเคราตัวเองอย่างถูกใจ เขาตระหนักดีว่าหากโรงหมอหุยชุนสามารถผลิตอาหารยาบำรุงสุขภาพที่ทำจากผักปราณเหล่านี้ได้ ชื่อเสียงและผลกำไรย่อมพุ่งทะยานจนยากจะประเมิน “ข้าขอเหมาซื้อทั้งหมด! ข้าให้ราคาชั่งละห้าสิบอีแปะ! หากเจ้ามีมาส่งอีก ข้าก็รับซื้อไม่อั้น!”

ราคาชั่งละห้าสิบอีแปะนั้นสูงกว่าผักทั่วไปถึงสิบกว่าเท่า! หลินชิงเหมี่ยวยิ้มรับข้อเสนออย่างไม่ลังเล การค้าขายครั้งนี้ราบรื่นและงดงามยิ่งกว่าที่นางคิดไว้ เถ้าแก่เถาสั่งให้ลูกจ้างนำตะกร้าไปชั่งน้ำหนัก ปรากฏว่าผักทั้งหมดหนักถึงสี่สิบชั่ง รวมเป็นเงินสองพันอีแปะ หรือเท่ากับสองตำลึงเงิน!

เถ้าแก่เถานำก้อนเงินสองตำลึงส่งมอบให้หลินชิงเหมี่ยวด้วยตนเอง เด็กสาวรับมาด้วยความยินดี พลางเอ่ยขอบคุณและสัญญากับเถ้าแก่เถาว่าจะนำผลผลิตชุดใหม่มาส่งให้อีกในเร็ววัน

ทว่าในขณะเดียวกัน ที่ฝั่งตรงข้ามของถนน บุรุษชุดเทาผู้มีใบหน้าแหลมเสี้ยมและดวงตาเจ้าเล่ห์ดั่งสุนัขจิ้งจอกกำลังยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้ของโรงน้ำชา เขาคือ ผิงอัน หรือ หมอผิง แห่งโรงหมอบัวหิมะ คู่แข่งทางการค้าตัวฉกาจของโรงหมอหุยชุน

หมอผิงกำหมัดแน่นจนข้อต่อขาวซีด สายตาของเขาจ้องเขม็งไปที่ตะกร้าผักและก้อนเงินที่เถ้าแก่เถายื่นส่งให้หลินชิงเหมี่ยว ความริษยาและเกลียดชังแผดเผาอยู่ในอกประดุจเปลวเพลิงที่ถูกราดด้วยน้ำมัน เขาเพิ่งถูกลูกค้าต่อว่าเรื่องยาด้อยคุณภาพจนเสียหน้า ทว่าเถ้าแก่เถากลับกำลังได้ครอบครองของล้ำค่าที่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นยาระดับสูงได้

“นังเด็กชั้นต่ำจากหมู่บ้านกันดาร... กล้าดีอย่างไรจึงนำของวิเศษเช่นนั้นไปประเคนให้ตาเฒ่าเถาฟู่กุ้ย!” หมอผิงกัดฟันกรอด เสียงกระดูกกรามลั่นเอี๊ยดอ๊าด ความเกลียดชังทำให้ดวงตาของเขาแดงก่ำ

เขาหรี่ตาแคบลง แผนการชั่วร้ายผุดขึ้นในสมอง หากปล่อยให้นังเด็กนี่ส่งผักปราณให้โรงหมอหุยชุนต่อไป โรงหมอบัวหิมะของเขาคงต้องถึงคราวจบสิ้น เขาต้องตัดไฟเสียแต่ต้นลม ทำลายนังเด็กนี่และแย่งชิงความลับของผักปราณมาให้จงได้!

ขณะที่หลินชิงเหมี่ยวเดินก้าวเท้าออกจากโรงหมอหุยชุนด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม โดยมีถุงเงินก้อนโตซุกซ่อนอยู่ในอกเสื้อ นางมิได้ล่วงรู้เลยว่าภัยร้ายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ หวังเจียวลี่ที่แอบซุ่มดูอยู่ไกลๆ เบิกตากว้างด้วยความอิจฉาตาร้อนที่เห็นหลานสาวได้เงินก้อนใหญ่ เตรียมเก็บเอาไปเป็นข้ออ้างหาเรื่องในภายหลัง ทว่ามีบางสิ่งที่อันตรายยิ่งกว่าสายตาของป้าสะใภ้ใหญ่รอคอยอยู่

หมอผิงแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม ก่อนจะยกมือขึ้นทำสัญญาณเรียกชายฉกรรจ์หน้าบากสองคนที่ซุ่มซ่อนอยู่ในตรอกมืด

“ตามนังเด็กนั่นไป... เมื่อถึงที่เปลี่ยว จงสั่งสอนมันให้รู้สำนึก และแย่งชิงทุกอย่างที่มันมีมาให้ข้า!”

ชายหน้าบากพยักหน้ารับคำสั่ง ก่อนจะชักมีดสั้นที่สะท้อนแสงเย็นเยียบออกมาจากเอว แล้วเร้นกายติดตามแผ่นหลังบอบบางของหลินชิงเหมี่ยวไปอย่างเงียบเชียบ!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ซื้ออุปกรณ์ทำฟาร์ม]**