ตอนที่ 34

***บทที่ 34: ส่งตัวให้ทางการ***

สายลมเย็นเยียบแห่งยามวิกาลพัดผ่านทุ่งนาและแปลงผัก เสียงแมลงกลางคืนเงียบสงัดลงราวกับรับรู้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านรอบกายของหลินชิงเหมี่ยว นางตวัดสายตามองชายฉกรรจ์ทั้งสองที่บัดนี้ตัวสั่นเทาประดุจลูกนกตกน้ำ ก่อนจะก้าวไปคว้าเชือกป่านเส้นหนาที่พาดอยู่ริมรั้วไม้ไผ่มามัดมือพวกมันไพล่หลังไว้อย่างแน่นหนา

“ลุกขึ้น!” เสียงหวานใสทว่าเฉียบขาดดังขึ้น พร้อมกับที่ต้าเฮยแยกเขี้ยวส่งเสียงคำรามข่มขวัญ อันธพาลทั้งสองไม่กล้าชักช้า รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนด้วยขาสั่นพั่บ

หลินชิงเหมี่ยวเดินนำหน้า โดยมีต้าเฮยคุมเชิงอยู่ด้านหลัง บังคับให้ผู้บุกรุกทั้งสองเดินมุ่งหน้าไปยังเรือนของโจวต้าไห่ ผู้ใหญ่บ้านชิงสุ่ย แม้จะเป็นยามดึกสงัด ทว่าเรื่องราวอุกอาจเช่นนี้ไม่อาจปล่อยปละละเลยให้ถึงรุ่งสางได้

เมื่อถึงหน้าประตูไม้บานใหญ่ของบ้านผู้ใหญ่บ้าน นางเคาะประตูด้วยจังหวะหนักแน่น เพียงไม่นาน แสงตะเกียงก็สว่างวาบขึ้นจากด้านใน ตามด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ ของโจวต้าไห่ที่เดินมาเปิดประตูด้วยสีหน้างัวเงีย ทว่าเมื่อเห็นหลินชิงเหมี่ยวในยามวิกาล พร้อมกับชายแปลกหน้าสองคนที่ถูกมัดและมีร่องรอยฟกช้ำ ความง่วงงุนของเขาก็มลายหายไปสิ้น

“ชิงเหมี่ยว! นี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้น? เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่ในยามนี้ แล้วสองคนนี้คือผู้ใด?” โจวต้าไห่เบิกตากว้าง เอ่ยถามด้วยความตื่นตระหนก

“ท่านลุงโจว ขออภัยที่รบกวนเวลาพักผ่อนของท่าน” หลินชิงเหมี่ยวประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม แต่แววตายังคงแน่วแน่และเยือกเย็น “สองคนนี้ลอบเข้ามาในแปลงผักของข้า หวังจะถอนทำลายพืชผลให้สิ้นซาก โชคดีที่ข้าและต้าเฮยตื่นมาพบเข้าเสียก่อน จึงจับตัวไว้ได้ พวกมันสารภาพว่ารับเงินมาจากหมอผิงแห่งโรงหมอบัวหิมะ ให้มาทำลายผลผลิตของข้าเจ้าค่ะ”

พอได้ฟังคำอธิบาย โจวต้าไห่ก็สูดลมหายใจลึก ใบหน้ากร้านแดดแดงก่ำด้วยความโทสะ “บังอาจนัก! กล้าส่งคนมารังแกคนในหมู่บ้านชิงสุ่ยของข้าถึงถิ่น ไม่เห็นข้าผู้ใหญ่บ้านอยู่ในสายตาเลยหรือ! ชิงเหมี่ยว เจ้าทำถูกต้องแล้วที่พาพวกมันมาหาข้า”

โจวต้าไห่รีบตะโกนเรียกบุตรชายและชายฉกรรจ์ในบ้านให้มาช่วยกันคุมตัวอันธพาลทั้งสองไปขังไว้ในห้องเก็บฟืน รอจนกระทั่งรุ่งสางจึงจะส่งตัวให้ทางการ

เช้าวันรุ่งขึ้น ท้องฟ้าเพิ่งจะทอแสงสีทอง โจวต้าไห่ก็นำเกวียนวัวบรรทุกอันธพาลทั้งสองมุ่งหน้าสู่อำเภอไป๋หยุน โดยมีหลินชิงเหมี่ยวนั่งไปด้วยเพื่อเป็นโจทก์ร้องทุกข์ เรื่องราวคนของโรงหมอบัวหิมะว่าจ้างอันธพาลมาทำลายพืชผลของชาวบ้านแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง เพียงไม่นาน หน้าที่ว่าการอำเภอก็คลาคล่ำไปด้วยชาวบ้านที่มามุงดูเหตุการณ์

นายอำเภอสั่งเบิกตัวหมอผิงมาสอบสวนทันที ทว่าเมื่อหมอผิงก้าวเข้ามาในศาลาว่าการ เขากลับมีสีหน้าเรียบเฉย ไร้ซึ่งความตื่นตระหนกใดๆ ชายชราเจ้าเล่ห์ผู้นี้เมื่อได้ยินคำให้การของอันธพาลที่ซัดทอดมาถึงตน ก็ทำทีเป็นเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ก่อนจะคุกเข่าลงร้องเรียนต่อหน้านายอำเภอด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น

“ใต้เท้าโปรดให้ความเป็นธรรมแก่ผู้น้อยด้วย! ผู้น้อยเป็นเพียงหมอชราที่รักษาคนไข้หาเช้ากินค่ำ จะไปมีปัญญาว่าจ้างอันธพาลไปทำลายพืชผลของผู้ใดได้อย่างไร สองคนนี้เคยมาขอทานที่หน้าโรงหมอของผู้น้อย แต่ผู้น้อยไล่ตะเพิดไป พวกมันคงผูกใจเจ็บ จึงคิดสร้างเรื่องใส่ความผู้น้อยเป็นแน่!”

คำแก้ตัวอันไหลลื่นของหมอผิง ทำให้อันธพาลทั้งสองถึงกับอ้าปากค้าง พวกมันพยายามโต้เถียง ทว่ากลับไม่มีหลักฐานใดๆ มายืนยันว่าหมอผิงเป็นผู้มอบเงินให้ นอกจากคำพูดลอยๆ ยิ่งไปกว่านั้น หมอผิงยังแอบขยิบตาให้ลูกน้องคนสนิทนำถุงเงินเล็กๆ ไปยัดใส่มือของเสมียนศาลอย่างแนบเนียน

สุดท้าย ด้วยหลักฐานที่ไม่เพียงพอ นายอำเภอจึงสั่งลงหวายอันธพาลทั้งสองคนละสามสิบไม้และจำคุกเป็นเวลาหนึ่งเดือน ส่วนหมอผิงนั้นรอดพ้นความผิดไปได้อย่างหวุดหวิด

แม้กระบวนการยุติธรรมจะไม่สามารถเอาผิดจิ้งจอกเฒ่าผู้นี้ได้ แต่หลินชิงเหมี่ยวก็หาได้แสดงสีหน้าผิดหวังออกมา นางยืนกอดอกมองหมอผิงที่เดินกร่างออกจากศาลาว่าการด้วยแววตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง นางรู้อยู่แล้วว่าคนเจ้าเล่ห์เช่นนี้ย่อมหาทางดิ้นหลุดไปได้ แต่เป้าหมายของนางไม่ได้มีเพียงการจับกุมตัวเท่านั้น

ตลอดสองข้างทางที่หมอผิงเดินผ่าน ชาวบ้านต่างซุบซิบนินทาและชี้มือชี้ไม้มาที่เขา แม้ทางการจะบอกว่าไม่มีหลักฐาน แต่ในสายตาของชาวบ้านอำเภอไป๋หยุน โรงหมอบัวหิมะที่มักจะกดราคาและเอาเปรียบชาวบ้านอยู่เสมอนั้น ย่อมมีแนวโน้มที่จะทำเรื่องชั่วช้าเช่นนี้จริง ชื่อเสียงที่เคยสั่งสมมาบัดนี้เริ่มด่างพร้อยและเต็มไปด้วยความหวาดระแวงของชาวบ้าน นี่คือผลลัพธ์ที่หลินชิงเหมี่ยวคาดหวังไว้

เมื่อเกวียนวัวของโจวต้าไห่เดินทางกลับมาถึงหมู่บ้านชิงสุ่ย หลินชิงเหมี่ยวก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าที่หน้าบ้านของนางมีชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำสี่คนยืนตระหง่านอยู่ ชายเหล่านั้นสวมชุดผ้าฝ้ายสีคราม มีสัญลักษณ์ของโรงหมอหุยชุนปักอยู่ที่อกเสื้อ

เถาฟู่กุ้ย เถ้าแก่แห่งโรงหมอหุยชุน กำลังยืนคุยกับหลินต้าซานอยู่ลานหน้าบ้าน เมื่อเห็นหลินชิงเหมี่ยวเดินเข้ามา เขาก็รีบสาวเท้าเข้าไปหาด้วยสีหน้าเป็นกังวล

“แม่นางหลิน ข้าได้ยินข่าวเรื่องเมื่อคืนแล้ว! หมอผิงผู้นั้นช่างไร้ยางอายนัก กล้าใช้วิธีสกปรกเช่นนี้กับสตรีตัวเล็กๆ ได้อย่างไร” เถ้าแก่เถากล่าวด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง ก่อนจะชี้มือไปยังชายฉกรรจ์ทั้งสี่ “ข้าจึงสั่งให้คนงานที่แข็งแรงที่สุดของโรงหมอหุยชุนมาช่วยดูแลความปลอดภัยให้เจ้าและครอบครัว พวกเขาจะผลัดเวรกันเฝ้าแปลงผักของเจ้าทั้งกลางวันและกลางคืน เจ้าจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องพวกคนพาลอีก”

หลินชิงเหมี่ยวรู้สึกอบอุ่นในใจอย่างประหลาด นางประสานมือคารวะเถ้าแก่เถาอย่างลึกซึ้ง “น้ำใจของเถ้าแก่เถา ชิงเหมี่ยวจะจดจำไว้ในใจตลอดไปเจ้าค่ะ ขอบพระคุณท่านมากที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือในยามลำบาก”

“อย่าได้เกรงใจไปเลย แม่นางหลิน เจ้าคือพันธมิตรการค้าคนสำคัญของข้า หากเจ้าเดือดร้อน ข้าย่อมนิ่งดูดายไม่ได้” เถ้าแก่เถายิ้มกว้าง แววตาแฝงไปด้วยความชื่นชมในความกล้าหาญและเด็ดเดี่ยวของเด็กสาวผู้นี้ การกระทำของเขาในวันนี้ ไม่เพียงแต่ปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง แต่ยังเป็นการประกาศจุดยืนเคียงข้างหลินชิงเหมี่ยวอย่างชัดเจน

เมื่อตกกลางคืน ความวุ่นวายตลอดทั้งวันได้สงบลง หลินชิงเหมี่ยวจุดตะเกียงน้ำมันในห้องนอนเล็กๆ ของตน นางทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แววตาคู่สวยฉายประกายมุ่งมั่นยิ่งกว่าเดิม การใช้กฎหมายและพันธมิตรเป็นเพียงเกราะป้องกัน แต่หากต้องการจะบดขยี้ศัตรูให้ราบคาบ นางต้องใช้ความแข็งแกร่งของตนเอง!

นางหลับตาลง กำจี้หยกบรรพกาลที่ห้อยคอไว้แน่น สติสัมปชัญญะถูกดึงดูดเข้าสู่มิติลับหยกปราณในทันที

เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เบื้องหน้าของนางคือแปลงดินปราณที่อุดมสมบูรณ์ กลิ่นหอมสดชื่นของสมุนไพรลอยแตะจมูก ทว่าสิ่งที่ทำให้นางต้องเบิกตากว้างด้วยความปีติ คือภาพของหญ้าเกล็ดหิมะปราณจำนวนมหาศาลที่เจริญเติบโตเต็มที่ พวกมันเปล่งประกายแสงสีฟ้าอ่อนละมุน ทอแสงระยิบระยับราวกับดวงดาวนับพันดวงที่ร่วงหล่นลงมาบนผืนดิน พลังวิญญาณที่แผ่ซ่านออกมานั้นเข้มข้นจนแทบจะจับต้องได้

หลินชิงเหมี่ยวก้าวเดินเข้าไปใกล้แปลงสมุนไพร รอยยิ้มลึกลับปรากฏขึ้นบนมุมปาก การกระทำของหมอผิงครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ทำลายพืชผลบางส่วน แต่ยังจุดไฟแห่งการโต้กลับในใจนางด้วย

[ติ๊ง! ระบบตรวจพบหญ้าเกล็ดหิมะปราณขั้นสมบูรณ์จำนวนมาก พร้อมสำหรับการเก็บเกี่ยวและสกัดเป็นตัวยาบริสุทธิ์แล้ว!]

เสียงกลไกไร้อารมณ์ของระบบเอไอเซียนโอสถกสิกรรมดังก้องในโสตประสาทของนาง หลินชิงเหมี่ยวลูบไล้ใบหญ้าสีฟ้าอ่อนอย่างทะนุถนอม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าจำลองในมิติลับ แววตาของนางแฝงไปด้วยประกายคมกริบประดุจกระบี่ที่เพิ่งถูกชักออกจากฝัก

“หมอผิง...เจ้าคิดว่าการทำลายผักกาดไม่กี่ต้นจะหยุดยั้งข้าได้อย่างนั้นหรือ? เตรียมตัวรับมือกับคลื่นพายุสมุนไพรที่กำลังจะกวาดล้างโรงหมอของเจ้าให้สิ้นซากได้เลย!”

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: สมุนไพรลอตใหญ่]**