ตอนที่ 44

***บทที่ 44: พายุฤดูหนาว***

สิ้นสุดเสียงอุทานด้วยความตื่นตระหนก ร่างบางของชิงเหมี่ยวก็ดีดตัวลุกจากเตียงไม้เก่าๆ ราวกับติดปีก ลมกรรโชกแรงที่พัดผ่านบานหน้าต่างซึ่งเปิดอ้าส่งเสียงหวีดหวิวราวกับภูตผีปีศาจร่ำไห้ เกล็ดหิมะสีขาวโพลนพัดสาดทะลักเข้ามาดั่งคมมีดน้ำแข็ง กรีดกรายผิวเนื้อจนแสบสัน ความหนาวเหน็บระดับนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น มันคือพายุเหมันต์ระลอกแรกที่มาเยือนก่อนกำหนด และรุนแรงเสียยิ่งกว่าปีใดๆ ที่หมู่บ้านชิงสุ่ยเคยพานพบ!

แปลงผักปราณด้านนอกคือเส้นเลือดใหญ่ทางการเงิน เป็นอนาคตและปากท้องของครอบครัว หากปล่อยให้พายุหิมะกลืนกิน ผักกาดและหัวไชเท้าที่กำลังอุดมด้วยปราณวิญญาณจะต้องตายตกเพราะเซลล์เนื้อเยื่อถูกแช่แข็งจนแตกสลาย

"ท่านพ่อ! ท่านแม่!" ชิงเหมี่ยวตะโกนฝ่าเสียงลมคำราม พลางคว้าเสื้อคลุมตัวหนาที่เพิ่งซื้อมาใหม่ขึ้นสวมทับ "พายุหิมะลงแล้วเจ้าค่ะ! เราต้องออกไปคลุมผ้าใบแปลงผักเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นผลผลิตทั้งหมดจะเสียหาย!"

ประตูห้องเปิดออกอย่างรวดเร็ว หลินต้าซานปรากฏตัวขึ้นด้วยใบหน้าเคร่งเครียด แม้ขาของเขาจะยังไม่หายขาดจากพิษร้ายของหลินต้าเจียง แต่เรี่ยวแรงที่ฟื้นคืนมาจากการบำรุงด้วยอาหารและน้ำพุวิญญาณตลอดหลายวันมานี้ ทำให้ชายวัยกลางคนสามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคง ซูซิ่วอิงที่บัดนี้สุขภาพแข็งแรงขึ้นมากก็รีบวิ่งตามหลังสามีมาพร้อมกับม้วนผ้าใบผืนใหญ่ที่ชิงเหมี่ยวเคยสั่งให้ซื้อตุนไว้จากตลาดอำเภอไป๋หยุน

"ไป! พ่อจะไปช่วยเจ้าเอง ซิ่วอิง เจ้าระวังตัวด้วย หิมะลื่นนัก!" หลินต้าซานกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เด็ดขาดสมกับเป็นหัวหน้าครอบครัว

ทั้งสามชีวิตพุ่งตัวออกสู่ลานบ้านด้านนอก ทันทีที่พ้นชายคา พายุหิมะก็โหมกระหน่ำเข้าใส่ราวกับคลื่นยักษ์ อุณหภูมิที่ดิ่งฮวบทำเอาลมหายใจกลายเป็นไอสีขาวขุ่น ชิงเหมี่ยวหรี่ตาฝ่าดงเกล็ดน้ำแข็ง มองไปยังแปลงดินปราณ ผักกาดขาวและผักบุ้งที่เคยชูคออวดความสดใส บัดนี้กำลังสั่นสะท้านอยู่ใต้กองหิมะที่เริ่มทับถม

[ติ๊ง! ระบบเอไอเซียนโอสถกสิกรรมแจ้งเตือนฉุกเฉิน: อุณหภูมิโดยรอบต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานของพืชปราณระดับต้น หากไม่ดำเนินการปกป้องภายในหนึ่งเค่อ พืชผลจะเข้าสู่สภาวะจำศีลและตายลงอย่างสมบูรณ์!]

เสียงแจ้งเตือนจากระบบเอไอยิ่งตอกย้ำความวิกฤต ชิงเหมี่ยวกัดฟันแน่น "ท่านพ่อ ท่านดึงมุมขวา! ท่านแม่ จับมุมซ้ายไว้เจ้าค่ะ ข้าจะตอกหมุดฝั่งนี้เอง!"

ท่ามกลางความมืดมิดและพายุที่บ้าคลั่ง ครอบครัวตระกูลหลินสายรองร่วมแรงร่วมใจกันอย่างไม่ย่อท้อ หลินต้าซานทิ้งไม้เท้าค้ำยัน ยอมทิ้งตัวคุกเข่าลงบนพื้นหิมะที่เย็นเฉียบเพื่อใช้สองมือดึงรั้งผืนผ้าใบที่สะบัดอย่างรุนแรงตามแรงลม ซูซิ่วอิงใช้ร่างกายของตนเองกดทับปลายผ้าใบไว้ไม่ให้ปลิวลอย ขณะที่ชิงเหมี่ยวใช้ค้อนไม้ตอกหมุดยึดลงบนผืนดินอย่างสุดกำลัง มือเล็กๆ ของนางแดงเถือกและชาหนึบจนแทบไร้ความรู้สึก แต่นางไม่อาจหยุดพักได้แม้แต่เสี้ยววินาที

เกล็ดหิมะเกาะพราวตามเส้นผมและเสื้อผ้าของทั้งสาม ทว่าความอบอุ่นจากสายใยครอบครัวกลับเปล่งประกายเจิดจ้า หลังจากผ่านพ้นการต่อสู้กับมวลพายุอันโหดร้ายเกือบครึ่งชั่วยาม ในที่สุดแปลงผักปราณทั้งหมดก็ถูกคลุมด้วยผ้าใบอย่างแน่นหนา ปิดกั้นลมหนาวและหิมะได้อย่างสมบูรณ์

เมื่อกลับเข้ามาในกระท่อม ซูซิ่วอิงรีบต้มน้ำร้อนผสมน้ำพุวิญญาณให้ทุกคนดื่มเพื่อขับไล่ไอเย็น ชิงเหมี่ยวมองดูบิดามารดาที่แม้ยากลำบากแต่ก็ยิ้มให้กัน ความเหนื่อยล้าพลันมลายสิ้น นี่คือครอบครัวที่นางสาบานจะปกป้องด้วยชีวิต

ทว่า ในขณะที่กระท่อมของชิงเหมี่ยวอบอวลไปด้วยไออุ่นและความโล่งใจ ห่างออกไปไม่ไกลนัก ณ บ้านเรือนหลังใหญ่ของตระกูลหลินสายหลัก กลับกำลังเผชิญกับนรกบนดิน

"หนาว! หนาวเหลือเกิน! นังพวกบ่าวไพร่ไร้ประโยชน์ ทำไมไม่มีใครมาสุมไฟเพิ่ม!"

เสียงแหลมปรี๊ดของหวังเจียวลี่ ป้าสะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลหลิน กรีดร้องลั่นห้องนอน บ้านหลักที่เคยโอ่อ่าบัดนี้ขาดการดูแลรักษามายาวนาน เมื่อพายุเหมันต์พัดถล่มอย่างหนัก กระเบื้องหลังคาที่แตกร้าวก็ไม่อาจต้านทาน เกล็ดหิมะและน้ำแข็งละลายหยดแหมะลงมาตามรอยรั่ว ซึมผ่านฝ้าเพดานลงมารดที่นอนจนชื้นแฉะไปหมด

หวังเจียวลี่นอนขดตัวสั่นงันงกอยู่ใต้กองผ้าห่มเก่าๆ ริมฝีปากสั่นระริกจนฟันกระทบกันดังกึกๆ สามีของนาง หลินต้าเจียง ก็เอาแต่นอนกรนไม่รู้เรื่องรู้ราว นางโมโหจนแทบคลุ้มคลั่ง ลุกพรวดขึ้นมาหมายจะเดินไปหาเตาผิง แต่เมื่อเดินผ่านช่องหน้าต่างที่ปิดไม่สนิท สายตาของนางกลับสะดุดเข้ากับบางสิ่ง

ทะลุม่านพายุหิมะที่มืดมิด หวังเจียวลี่มองเห็นแสงไฟสีส้มเรืองรองสว่างไสวมาจากทางท้ายหมู่บ้าน... นั่นคือกระท่อมซอมซ่อของครอบครัวหลินต้าซาน!

กระท่อมที่พวกนางเคยดูถูกเหยียดหยาม บัดนี้กลับดูมั่นคงแข็งแรง ซ้ำยังดูอบอุ่นจนน่าประหลาด ไม่มีท่าทีว่าหลังคาจะรั่วหรือพังทลายลงมาเลยแม้แต่น้อย

ดวงตาของหวังเจียวลี่เบิกกว้าง ความหนาวเหน็บที่เกาะกินร่างกายพลันถูกแทนที่ด้วยเพลิงแห่งความริษยาที่ลุกโชนขึ้นในอก "เหตุใด... เหตุใดพวกสวะสายรองถึงได้อยู่สุขสบายเช่นนั้น! พวกมันเอาเงินที่ไหนไปซ่อมบ้าน!" นางกัดฟันกรอดจนแทบแหลกละเอียด

ภาพผักใบเขียวที่ชิงเหมี่ยวปลูกไว้ผุดขึ้นมาในหัวของป้าสะใภ้ใหญ่ ความโลภเริ่มบดบังมโนสำนึก "ใช่แล้ว... ผักพวกนั้นต้องขายได้ราคาดีเป็นแน่ พวกมันถึงมีเงินกินข้าวขาวและซ่อมแซมบ้าน แต่ช้าก่อน... ที่ดินที่พวกมันปลูกผัก ก็ยังเป็นที่ดินดั้งเดิมของตระกูลหลินมิใช่หรือ? ในเมื่อพวกมันเป็นคนของตระกูลหลิน ผลประโยชน์ทั้งหมดก็ต้องเป็นของตระกูลหลักสิ!"

รอยยิ้มวิปริตบิดเบี้ยวปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่เหี่ยวย่นของหวังเจียวลี่ นางลืมเลือนความหนาวเย็นไปจนสิ้น ในหัวมีเพียงแผนการชั่วร้าย นึกกระหยิ่มใจว่าเมื่อพายุสงบลง นางจะรวบรวมคนในตระกูลไปทวงสิทธิ์และแย่งชิงผลผลิตทั้งหมดมาเป็นของตนให้จงได้!

กาลเวลาล่วงเลยจนรุ่งอรุณมาเยือน พายุหิมะอันเกรี้ยวกราดได้พัดผ่านไป ทิ้งไว้เพียงโลกที่ถูกย้อมด้วยสีขาวโพลน แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องลงมากระทบผืนหิมะจนเป็นประกายระยิบระยับ

ชิงเหมี่ยวเปิดประตูรั้วลานบ้านออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ นางเดินไปเปิดมุมผ้าใบเพื่อตรวจสอบแปลงผัก ทันทีที่ผ้าใบเปิดออก ไอปราณบริสุทธิ์ก็ลอยกรุ่นขึ้นมา ผักกาดและหัวไชเท้ายังคงสดกรอบ ใบสีเขียวเข้มเปล่งประกายแห่งชีวิตอย่างเต็มเปี่ยม รอดพ้นจากภัยหนาวมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ นางคลี่ยิ้มบางๆ อย่างพึงพอใจ

ทว่า ความเงียบสงบยามเช้ากลับถูกทำลายลงอย่างกะทันหัน!

"ปัง! ปัง! ปัง!"

เสียงทุบประตูไม้หน้าลานบ้านดังสนั่นหวั่นไหวราวกับจะพังมันให้ราบคาบ พร้อมกับเสียงย่ำเท้าของคนกลุ่มใหญ่ที่เดินเหยียบย่ำหิมะกรอบแกรบเข้ามาใกล้

"เปิดประตูเดี๋ยวนี้! หลินต้าซาน! นังเด็กเหลือขอชิงเหมี่ยว! มุดหัวอยู่ที่ไหน ออกมาเปิดประตูให้ข้าเดี๋ยวนี้!"

เสียงแหลมแสบแก้วหูของหวังเจียวลี่ดังก้องกังวานไปทั่วบริเวณ แฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งและเจตนาร้ายที่ปิดไม่มิด ชิงเหมี่ยวชะงักมือที่กำลังจับผ้าใบ นางค่อยๆ ยืดตัวขึ้นยืนตรง นัยน์ตากระจ่างใสที่เคยเต็มไปด้วยความปีติ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบดุจธารน้ำแข็งล้านปี

พายุฤดูหนาวบนท้องฟ้าอาจจะสงบลงไปแล้ว... แต่พายุแห่งความโลภโมโทสันของมนุษย์ กำลังพัดมาเยือนถึงหน้าประตูบ้านของนางแล้ว!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ความโลภไม่สิ้นสุด]**