ตอนที่ 46
***บทที่ 46: หลักฐานโฉนดที่ดิน***
มือเรียวเล็กของเด็กสาวที่ล้วงเข้าไปในสาบเสื้อ ชักนำให้ทุกจังหวะการเต้นของหัวใจผู้คนในตระกูลหลินสายหลักต้องหยุดชะงัก หลินต้าเจียงเบิกตากว้าง สูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความระแวงระวัง ทว่าสิ่งที่หลินชิงเหมี่ยวดึงออกมาหาใช่อาวุธมีคมหรือของวิเศษอันตรายใดๆ ไม่ มันเป็นเพียงกระดาษเนื้อหนาสีน้ำตาลอ่อนแผ่นหนึ่งที่ถูกพับเก็บไว้อย่างประณีต
กระนั้น เมื่อกระดาษแผ่นนั้นถูกคลี่ออกเบื้องหน้าสายตาของทุกคน กลิ่นอายของหมึกแดงที่ประทับเป็นตราสัญลักษณ์วงกลมขนาดใหญ่ก็พลันสะกดให้ทุกสรรพเสียงเงียบสงัดลง ตราประทับสีชาดอันเด่นชัดนั้นแผ่ซ่านอำนาจแห่งความเป็นทางการที่ชาวบ้านธรรมดามิอาจลบหลู่
"นี่คือสิ่งใดกัน..." หลินต้าเจียงพึมพำ นัยน์ตาขุ่นมัวของเขากวาดมองตัวอักษรบนกระดาษ แม้เขาจะรู้หนังสือเพียงหางอึ่ง ทว่าตราประทับสีแดงสดของที่ว่าการอำเภอไป๋หยุนนั้นเป็นสิ่งที่ผู้คนในยุคสมัยนี้ล้วนจดจำได้ดีและหวาดกลัวจับใจ
หลินชิงเหมี่ยวเชิดหน้าขึ้น เลิกคิ้วเรียวงามประดุจกิ่งหลิว น้ำเสียงของนางดังกังวานใสทว่าแฝงความเฉียบขาดดุจกระบี่ที่เพิ่งถูกชักออกจากฝัก "เปิดตาอันมืดบอดของท่านดูให้เต็มที่เถิดท่านลุงใหญ่ สิ่งที่อยู่บนมือข้าคือ 'โฉนดที่ดิน' ฉบับทางการที่ประทับตราโดยนายอำเภอไป๋หยุนอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ!"
คำว่า 'โฉนดที่ดิน' ราวกับอสนีบาตฟาดเปรี้ยงลงกลางแสกหน้าของหลินต้าเจียงและเหล่าญาติพี่น้องตระกูลหลัก ร่างของชายวัยกลางคนสั่นสะท้าน ถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
"ในวันที่ข้าเดินทางเข้าเมืองเพื่อนำสมุนไพรไปขาย ข้าได้แวะไปยังที่ว่าการอำเภอ นำหนังสือแยกครอบครัวที่เคยทำไว้ไปเป็นหลักฐาน เพื่อยื่นเรื่องขอแบ่งแยกโฉนดที่ดินอย่างเป็นทางการ" หลินชิงเหมี่ยวอธิบายด้วยรอยยิ้มเย็นชา นิ้วเรียวกافกวาดชี้ไปรอบๆ อาณาบริเวณกระท่อมซอมซ่อและแปลงผักที่เขียวชอุ่ม "ที่ดินผืนนี้ ทั้งแปลงผัก ลานบ้าน และตัวกระท่อม ล้วนถูกระบุชื่อผู้ครอบครองตามกฎหมายว่าคือ 'หลินต้าซาน' บิดาของข้าแต่เพียงผู้เดียว!"
หลินต้าเจียงอ้าปากค้าง ใบหน้าที่เคยเขียวคล้ำเพราะโทสะพลันแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดราวกับกระดาษ ในใจของเขาบังเกิดคลื่นพายุโหมกระหน่ำ ความตื่นตระหนกและหวาดหวั่นพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่า นังเด็กเมื่อวานซืนที่อายุเพียงสิบห้าปี จะมีความคิดอ่านรอบคอบและล้ำลึกถึงขั้นนี้!
ชาวบ้านธรรมดาเมื่อแยกครอบครัว มักจะใช้เพียงสัญญาใจหรือกระดาษเขียนเองที่ผู้ใหญ่บ้านรับรู้เท่านั้น ไม่มีผู้ใดอยากเสียเงินและเวลาเดินทางไปเผชิญหน้ากับขุนนางที่ว่าการอำเภอ แต่หลินชิงเหมี่ยวกลับกล้าบุกบั่นไปถึงที่นั่น ยอมจ่ายค่าธรรมเนียม เพื่อนำกระดาษแผ่นนี้มาเป็นเกราะคุ้มภัย!
"มะ... ไม่จริง! เป็นไปไม่ได้!" หลินต้าเจียงตะโกนเสียงหลง ชี้หน้าหลานสาวด้วยมือที่สั่นเทา "นังเด็กเหลือขอ! เจ้าต้องปลอมแปลงตราประทับของทางการขึ้นมาแน่ๆ! เจ้าคิดจะนำกระดาษขยุกขยิกแผ่นเดียวมาหลอกข้าผู้เป็นลุงใหญ่รึ ฝันไปเถอะ! ผักพวกนี้ปลูกบนดินของบรรพบุรุษตระกูลหลิน ย่อมต้องเป็นของตระกูลหลัก!"
มุมปากของหลินชิงเหมี่ยวเหยียดยิ้มกว้างขึ้น ทว่าแววตากลับเย็นเยียบจนถึงกระดูก "ปลอมแปลงตราประทับของนายอำเภอ? ท่านลุงใหญ่ ท่านช่างกล้ากล่าวหาเสียจริง ท่านทราบหรือไม่ว่าโทษของการปลอมแปลงเอกสารราชการคือสิ่งใด? กฎหมายของแผ่นดินระบุไว้ชัดเจน โทษสถานเบาคือเนรเทศไปชายแดนทาส โทษสถานหนักคือประหารชีวิตเจ็ดชั่วโคตร!"
นางก้าวเข้าไปหาหลินต้าเจียงหนึ่งก้าว พร้อมกับต้าเฮยที่ส่งเสียงคำรามข่มขู่ "หากท่านลุงใหญ่คิดว่าโฉนดฉบับนี้เป็นของปลอม เช่นนั้นพวกเราก็ไปที่ว่าการอำเภอไป๋หยุนด้วยกันเดี๋ยวนี้เลยเป็นอย่างไร! ให้ท่านนายอำเภอเป็นผู้ตัดสิน! แต่ข้าขอเตือนไว้ก่อน หากทางการตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นโฉนดจริง การที่พวกท่านรวมหัวกันบุกรุกเข้ามาในพื้นที่ส่วนบุคคลที่มีกรรมสิทธิ์ถูกต้อง ทั้งยังพยายามปล้นชิงทรัพย์สินและผลผลิตทางการเกษตรในเวลากลางวันแสกๆ... โทษของการเป็นโจรปล้นทรัพย์ จะต้องถูกเฆี่ยนห้าสิบไม้และจับขังคุกหลวงไปอีกสิบปี!"
ข้อกฎหมายที่ถูกงัดออกมาฉะฉานทีละข้อ ราวกับค้อนเหล็กที่ทุบทำลายความหยิ่งผยองของคนตระกูลหลักจนแหลกละเอียด เหล่าญาติพี่น้องที่ตามมาเพื่อหวังจะได้ส่วนแบ่งผักกาดและหัวไชเท้า พลันหน้าถอดสี ขาสั่นจนแทบจะทรุดลงกับพื้น ไม่มีผู้ใดกล้าแลกอิสรภาพของตนเองกับการติดคุกเพียงเพราะผักไม่กี่ต้น พวกเขาเริ่มถอยร่น หันหลังเตรียมเผ่นหนี
หลินต้าเจียงกัดฟันกรอดจนเลือดแทบซึมออกจากเหงือก แววตาที่มองหลินชิงเหมี่ยวเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชังอย่างหาที่สุดไม่ได้ ทว่าความหวาดกลัวต่ออาญาแผ่นดินก็มีมากเกินกว่าจะกล้าเสี่ยง เขาตระหนักแล้วว่าหลานสาวผู้นี้มิใช่ลูกแกะให้เชือดอีกต่อไป นางมีทั้งสุนัขดุร้ายและกฎหมายคุ้มครอง
"ฝากไว้ก่อนเถอะนังตัวดี! วันนี้ข้าจะปล่อยพวกเจ้าไป แต่ตระกูลหลินจะไม่ปล่อยให้พวกเจ้าได้อยู่อย่างสงบสุขแน่!" หลินต้าเจียงทิ้งคำรามอาฆาตไว้ ก่อนจะสะบัดแขนเสื้ออย่างหัวเสีย แล้วหันหลังเดินหนีหัวซุกหัวซุนตามคนอื่นๆ ไปอย่างไม่คิดชีวิต
เมื่อแผ่นหลังของกลุ่มคนตระกูลหลักลับสายตาไป หลินชิงเหมี่ยวก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ นางพับโฉนดที่ดินเก็บเข้าที่เดิมอย่างระมัดระวัง แม้นางจะรู้ว่าคนสารเลวพวกนั้นจะต้องหาทางกลับมาแว้งกัดอีกแน่นอน แต่ในเมื่อมีกฎหมายคุ้มครองกรรมสิทธิ์อย่างชัดเจน พวกมันย่อมไม่อาจใช้ข้ออ้างเรื่องดินบรรพบุรุษมาปล้นชิงอย่างหน้าด้านๆ ได้อีก
"เก่งมากต้าเฮย" นางย่อตัวลงลูบหัวสุนัขตัวโตที่บัดนี้กลับมาเชื่องและกระดิกหางอย่างน่าเอ็นดู
หลังจากจัดการปัญหาหน้าบ้านเสร็จสิ้น หญิงสาวก็เดินกลับเข้าไปในกระท่อม หลินต้าซานที่นั่งอยู่บนเตียงมองบุตรสาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและตื้นตันใจ แม้ขาของเขาจะยังไม่หายดีร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เรี่ยวแรงที่ฟื้นคืนมาก็ทำให้เขารู้สึกมีหวัง ทว่าสายตาของหลินชิงเหมี่ยวกลับทอดมองไปยังซูซิ่วอิง มารดาที่แม้จะสามารถลุกขึ้นมาช่วยงานบ้านได้บ้างแล้ว แต่ใบหน้าก็ยังคงซีดเซียว ร่างกายซูบผอมจากอาการป่วยเรื้อรังที่บั่นทอนอายุขัยมาเนิ่นนาน
ในวินาทีนั้นเอง เสียงกลไกประหลาดที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นในโสตประสาทของนาง
[ติ๊ง! ระบบเอไอเซียนโอสถกสิกรรมขอแจ้งเตือน: ตรวจพบความผันผวนของมวลพลังงานบริสุทธิ์ระดับสูงสุดจากภายในมิติลับหยกปราณ]
หลินชิงเหมี่ยวชะงักงัน นัยน์ตาทอประกายตื่นเต้นระคนยินดี ท่ามกลางภาพฉายอินเทอร์เฟซโปร่งแสงที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ข้อมูลการประมวลผลวิ่งผ่านอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยุดลงที่ภาพของพืชชนิดหนึ่งที่เปล่งประกายแสงสีแดงชาดราวกับโลหิตแห่งชีวิต
[รายงานผลการเพาะปลูก: เมล็ดโสมโลหิตวิถีระดับบรรพกาล ได้ดูดซับพลังจากบ่อน้ำพุวิญญาณและเติบโตบนแปลงดินปราณจนเข้าสู่ระยะสมบูรณ์เต็มที่ พลังยาสูงสุดพร้อมสำหรับการสกัดและปรุงยารักษาอาการบาดเจ็บเรื้อรังระดับวิกฤตแล้ว!]
ลมหายใจของหลินชิงเหมี่ยวสะดุดไปชั่วขณะ มือเล็กๆ ของนางกำแน่นด้วยความมุ่งมั่น ในที่สุดสิ่งที่นางเฝ้ารอคอยก็มาถึง สมุนไพรล้ำค่าที่จะพลิกชะตากรรมของมารดาให้หลุดพ้นจากความตายได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: การรักษาขั้นสุดท้ายของมารดา]**