ตอนที่ 5

***บทที่ 5: มื้ออาหารแรกในรอบหลายวัน***

เงาดำทะมึนที่พุ่งแหวกม่านหมอกออกมาด้วยความเร็วและกลิ่นคาวเลือดนั้น แท้จริงแล้วคือหมูป่าเขี้ยวเหล็กขนาดเท่าลูกวัวตัวหนึ่ง! ทว่าสภาพของมันกลับดูไม่ได้เลย ตามลำตัวมีบาดแผลเหวอะหวะราวกับถูกกรงเล็บของสัตว์ร้ายที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าฉีกกระชาก ดวงตาของมันเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด มันวิ่งเตลิดผ่านจุดที่สองพี่น้องซ่อนตัวอยู่ไปอย่างไม่คิดชีวิต ก่อนจะหายลับเข้าไปในดงไม้ทึบอีกด้านหนึ่ง

หลินชิงเหมี่ยวกดศีรษะของเสี่ยวหมิงให้หมอบต่ำแนบชิดกับพื้นดินจนกระทั่งเสียงฝีเท้าของหมูป่าตัวนั้นเงียบหายไป หน้าต่างระบบเซียนโอสถกสิกรรมเบื้องหน้าของเธอกะพริบแจ้งเตือนว่าคลื่นพลังงานปริศนาได้เคลื่อนตัวออกห่างไปไกลแล้ว หญิงสาวลอบสูดลมหายใจเข้าลึก ความหนาวเหน็บเกาะกุมแผ่นหลังจนชุ่มเหงื่อ ป่าหมอกเร้นลับแห่งนี้อันตรายเกินกว่าที่เด็กสองคนจะรั้งอยู่นาน นางรีบคว้าตะกร้าสานที่เต็มไปด้วยเสบียงแล้วจูงมือน้องชายวิ่งฝ่าม่านหมอกกลับมุ่งหน้าสู่หมู่บ้านชิงสุ่ยทันที

เมื่อสองพี่น้องเดินทางกลับมาถึงบ้านดินซอมซ่อท้ายหมู่บ้าน บานประตูไม้ที่ผุพังก็ถูกเปิดออกอย่างรีบร้อน หลินต้าซานพยายามใช้ไม้เท้าพยุงร่างที่ขาเป๋ของตนเองเดินกะเผลกออกมารับลูกๆ ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลใจ ขณะที่ภายในห้องโถงแคบๆ เสียงไอแหบพร่าของซูซิ่วอิงก็ยังคงดังแว่วมาอย่างต่อเนื่อง บ่งบอกถึงอาการป่วยเรื้อรังที่กัดกินร่างกายของนางมาแรมปี

"ชิงเหมี่ยว! เสี่ยวหมิง! พวกเจ้ากลับมาแล้ว พ่อเป็นห่วงแทบแย่ ป่าหลังหมู่บ้านอันตรายนัก วันหลังอย่าได้เข้าไปลึกเช่นนี้อีกเข้าใจหรือไม่?" หลินต้าซานเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แววตาของหัวหน้าครอบครัวเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดที่ตนเองไร้ความสามารถจนต้องให้ลูกๆ ออกไปเสี่ยงอันตรายหาอาหาร

"ท่านพ่อ พวกเราปลอดภัยดีเจ้าค่ะ ท่านดูสิ วันนี้เราได้ผักป่ากับเห็ดมาเยอะแยะเลย เพียงพอให้ครอบครัวเรากินอิ่มไปได้อีกหลายวัน" หลินชิงเหมี่ยวส่งยิ้มอ่อนโยนเพื่อปลอบประโลมผู้เป็นบิดา ก่อนจะประคองเขาให้กลับไปนั่งพัก "ท่านพ่อดูแลท่านแม่เถิด ข้าจะไปจัดการทำมื้อเย็นให้พวกเราเอง วันนี้ครอบครัวเราจะได้กินของอร่อยกันแล้ว"

เมื่อกล่าวจบ หญิงสาวก็หอบตะกร้าตรงไปยังลานครัวเล็กๆ ที่ทรุดโทรม นางตักน้ำจากโอ่งมาล้างทำความสะอาดผักป่าและเห็ดอย่างเบามือ จากนั้นจึงก่อไฟในเตาดินเก่าๆ ตั้งหม้อต้มน้ำจนเดือดพล่าน ขณะที่กำลังหั่นมันภูเขาและใส่เห็ดลงไปในหม้อนั้น ข่ายความรู้สึกของนางก็เชื่อมต่อเข้ากับมิติลับหยกปราณที่ซ่อนอยู่ในจี้หยกเก่าแก่ตรงหน้าอก

หน้าต่างระบบโปร่งแสงปรากฏขึ้นในห้วงความคิด หลินชิงเหมี่ยวสั่งการให้ระบบดึงเอาน้ำจาก 'บ่อน้ำพุวิญญาณ' ในมิติออกมาเพียงสามหยดเล็กๆ หยดน้ำใสกระจ่างที่อัดแน่นไปด้วยปราณบริสุทธิ์ร่วงหล่นลงสู่หม้อต้มซุปที่กำลังเดือดปุดๆ

พริบตาที่น้ำพุวิญญาณสัมผัสกับน้ำแกง กลิ่นหอมกรุ่นที่ยากจะบรรยายก็ระเหิดระเหยขึ้นมาพร้อมกับไอน้ำสีขาว มันไม่ใช่กลิ่นหอมของเครื่องปรุงรสเลิศ ทว่ากลับเป็นความหอมสดชื่นที่ซึมลึกเข้าไปถึงจิตวิญญาณ ผักป่าและเห็ดธรรมดาๆ เมื่อถูกเคี่ยวรวมกับน้ำพุวิญญาณก็พลันเปลี่ยนสีสันให้ดูน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น น้ำซุปใสแจ๋วทอประกายแสงสีทองจางๆ ออกมาอย่างน่าอัศจรรย์

ไม่นานนัก ซุปผักป่ารวมมิตรชามใหญ่ก็ถูกยกมาวางบนโต๊ะไม้ที่ขาหักไปข้างหนึ่งจนต้องใช้ก้อนหินหนุนไว้ เสี่ยวหมิงลอบกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ดวงตากลมโตจดจ้องไปยังชามซุปที่ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายจนท้องร้องจ๊อกๆ แม้แต่หลินต้าซานและซูซิ่วอิงที่ร่างกายอ่อนแอไร้เรี่ยวแรงก็ยังอดไม่ได้ที่จะสูดดมกลิ่นหอมนั้นด้วยความประหลาดใจ

"กินเถอะเจ้าค่ะท่านพ่อ ท่านแม่ มื้อนี้ข้าตั้งใจต้มสุดฝีมือเลย" หลินชิงเหมี่ยวตักซุปร้อนๆ ส่งให้บิดามารดาและน้องชาย

เมื่อน้ำซุปอุ่นๆ ช้อนแรกถูกส่งเข้าปาก ทุกคนในครอบครัวต่างเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง รสชาติของผักป่าที่ควรจะขมปร่ากลับหวานล้ำและกลมกล่อมอย่างประหลาด ยิ่งไปกว่านั้น ทันทีที่น้ำซุปไหลลงสู่กระเพาะ กระแสความอบอุ่นสายหนึ่งก็พลันแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย

นี่คือสรรพคุณเบื้องต้นของน้ำพุวิญญาณ! ความเหนื่อยล้าและความหนาวเหน็บที่เกาะกินกระดูกมานานนับเดือนราวกับถูกแสงแดดในยามวสันต์ฤดูหลอมละลายจนสิ้น หลินต้าซานรู้สึกได้ว่าความเจ็บปวดแปลบที่ขาข้างที่เป๋บรรเทาลงอย่างเห็นได้ชัด เรี่ยวแรงที่เคยเหือดหายกำลังค่อยๆ ฟื้นคืนกลับมาสู่กล้ามเนื้อที่ลีบแบน

แต่สิ่งที่ทำให้หลินต้าซานต้องเบิกตาค้างจนน้ำตาเอ่อล้นคลอเบ้า คือเมื่อเขาหันไปมองผู้เป็นภรรยา ซูซิ่วอิงที่ปกติจะต้องไอจนหน้าดำหน้าแดงทุกๆ ครึ่งก้านธูป บัดนี้กลับนั่งซดน้ำซุปอย่างสงบ ใบหน้าที่เคยซีดเผือดราวกับกระดาษเริ่มมีเลือดฝาดสีชมพูจางๆ ปรากฏขึ้น ลมหายใจของนางสม่ำเสมอและโล่งสบาย ไม่มีการไอหอบอย่างทรมานอีกต่อไป

"ซิ่วอิง... เจ้า... เจ้าไม่ไอแล้ว" หลินต้าซานเสียงสั่นเครือ มือหยาบกร้านที่กุมชามข้าวสั่นสะท้านด้วยความปีติยินดีอย่างหาที่สุดไม่ได้

ซูซิ่วอิงชะงักไปเล็กน้อย นางยกมือขึ้นทาบอกตัวเอง สัมผัสได้ว่าก้อนเสมหะและความเจ็บปวดในปอดที่คอยทรมานนางมาตลอดได้มลายหายไปสิ้น นางเงยหน้ามองสามีและลูกๆ ด้วยรอยยิ้มทั้งน้ำตา "จริงด้วยท่านพี่... ข้า... ข้ารู้สึกโล่งคอเหลือเกิน คล้ายกับว่าเรี่ยวแรงมันกลับมาแล้ว"

มื้ออาหารค่ำในบ้านดินซอมซ่อดำเนินไปท่ามกลางรอยยิ้มและคราบน้ำตาแห่งความสุข เป็นมื้ออาหารแรกในรอบหลายวันที่พวกเขารู้สึกอิ่มท้องและเปี่ยมไปด้วยความหวัง หลินชิงเหมี่ยวมองดูภาพนั้นด้วยหัวใจที่พองโต นางลอบสัญญากับตนเองอย่างหนักแน่นว่า นับจากนี้ไป นางจะใช้ความรู้ทางการแพทย์และระบบเซียนโอสถกสิกรรมพลิกชะตาชีวิตของครอบครัวนี้ให้จงได้

เมื่อราตรีมาเยือน สมาชิกครอบครัวหลินต่างล้มตัวลงนอนด้วยความอิ่มเอมและหลับสนิทไปอย่างรวดเร็วด้วยฤทธิ์การฟื้นฟูของน้ำพุวิญญาณ ทว่าหลินชิงเหมี่ยวยังคงตื่นอยู่ นางหลับตาลงและส่งจิตสำนึกเข้าไปตรวจสอบในมิติลับหยกปราณ

ภายในแปลงดินปราณขนาดเล็ก หญ้าเกล็ดหิมะที่นางทดลองปลูกเอาไว้กำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างบ้าคลั่ง! ลำต้นของมันทอประกายแสงสีเงินยวง ใบที่เคยเป็นสีเขียวหม่นกำลังแปรสภาพกลายเป็นผลึกใสราวกับเกล็ดหิมะของแท้ มันกำลังดูดซับพลังวิญญาณอย่างตะกละตะกลาม เพียงแค่ข้ามคืน มันก็จะเติบโตเต็มที่และกลายเป็นสมุนไพรล้ำค่าที่สามารถนำไปขายเพื่อแลกเงินก้อนแรกได้!

ทว่า... ในจังหวะที่หัวใจของหญิงสาวกำลังเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นกับผลผลิตในมิติอยู่นั้นเอง!

ปัง!! ปัง!! ปัง!!

เสียงทุบประตูไม้หน้าบ้านดังสนั่นหวั่นไหวราวกับจะพังทลายลงมา ทำลายความเงียบสงัดของยามวิกาลจนแตกซ่าน พร้อมกับเสียงตวาดกร้าวที่แฝงไปด้วยความคุกคามของชายฉกรรจ์ที่ดังทะลุเข้ามาถึงในห้องนอน!

"หลินต้าซาน! เปิดประตูเดี๋ยวนี้! หนี้สินที่เจ้าค้างเอาไว้ ถึงเวลาที่ต้องสะสางแล้ว!!"

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: การเติบโตอย่างก้าวกระโดด]**