ตอนที่ 6
บทที่ 6: การเติบโตอย่างก้าวกระโดด
ปัง!! ปัง!! ปัง!!
เสียงทุบประตูไม้หน้าบ้านดังสนั่นหวั่นไหวราวกับจะพังทลายลงมา ทำลายความเงียบสงัดของยามวิกาลจนแตกซ่าน พร้อมกับเสียงตวาดกร้าวที่แฝงไปด้วยความคุกคามของชายฉกรรจ์ที่ดังทะลุเข้ามาถึงในห้องนอน!
"หลินต้าซาน! เปิดประตูเดี๋ยวนี้! หนี้สินที่เจ้าค้างเอาไว้ ถึงเวลาที่ต้องสะสางแล้ว!!"
หลินชิงเหมี่ยวเบิกตากว้าง จิตสำนึกของนางถูกดึงกระชากออกจากมิติลับหยกปราณในชั่วพริบตา เสียงเอะอะโวยวายด้านนอกปลุกให้หลินต้าซานและซูซิ่วอิงสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าของสองสามีภรรยาซีดเผือด หลินเสี่ยวหมิงที่นอนอยู่ข้างๆ ขดตัวเข้าหาผู้เป็นมารดาด้วยความหวาดกลัว
"ทะ... ท่านพี่ นั่นมันเสียงของสะใภ้ใหญ่กับพวกอันธพาลในหมู่บ้านนี่นา" ซูซิ่วอิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
หลินต้าซานพยุงร่างที่ขาเป๋ของตนขึ้นมาอย่างทุลักทุเล แววตาเต็มไปด้วยความขมขื่น "ข้าจะออกไปดูเอง พวกเจ้าแม่ลูกหลบอยู่ข้างในเถิด"
"เดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะท่านพ่อ" หลินชิงเหมี่ยวคว้าแขนบิดาเอาไว้ แววตาของเด็กสาววัยสิบห้าปีที่เคยอ่อนแอและหวาดกลัว บัดนี้กลับทอประกายเย็นเยียบและเด็ดเดี่ยว "ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง ท่านพ่อกับท่านแม่พักผ่อนเถิด สุขภาพของพวกท่านเพิ่งจะดีขึ้น อย่าได้ออกไปรับลมหนาวเลยเจ้าค่ะ"
ไม่รอให้บิดามารดาทักท้วง หลินชิงเหมี่ยวลุกขึ้นพรวดและเดินตรงไปยังประตูบ้านไม้ซอมซ่อ นางสูดหายใจลึก ดึงความกล้าหาญทั้งหมดที่มี แล้วกระชากประตูเปิดออกกว้าง!
สายลมเย็นยะเยือกของยามค่ำคืนพัดพรูเข้ามาปะทะใบหน้า เบื้องหน้าของนางคือร่างอวบอ้วนของ 'หวังเจียวลี่' ป้าสะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลหลินสายหลัก ยืนจังก้าหน้าดำคร่ำเครียด ขนาบข้างด้วยชายฉกรรจ์ท่าทางนักเลงอีกสองคนที่ถือคบเพลิงส่องสว่าง
"นังเด็กเหลือขอ! บิดาคนเนรคุณของเจ้ามุดหัวอยู่ก้นเตียงหรืออย่างไร ถึงได้ส่งเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างเจ้ามารับหน้า!" หวังเจียวลี่ตวาดแหว ชี้หน้าด่าทออย่างไม่ไว้หน้า "ไปเรียกหลินต้าซานออกมา! เงินสามตำลึงเงินที่บ้านใหญ่จ่ายเป็นค่ายาตอนที่มันขาหัก ถึงเวลาต้องจ่ายคืนแล้ว! หากไม่มีเงิน ก็เอาที่ดินทำกินผืนสุดท้ายของพวกเจ้ามาขัดดอกเสีย!"
หลินชิงเหมี่ยวแค่นเสียงหัวเราะเย็นชาในลำคอ ใบหน้างดงามที่ซูบผอมของนางไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัวแม้แต่น้อย "ป้าสะใภ้ใหญ่ ช่างกล้าพูดถึงเรื่องค่ายาเชียวนะเจ้าคะ? ท่านลืมไปแล้วหรือว่าท่านพ่อของข้าขาหักเพราะผู้ใด? ก็เพราะไปซ่อมหลังคาบ้านให้ครอบครัวท่านในวันพายุเข้ามิใช่หรือ! อีกอย่าง... ตลอดสิบห้าปีที่ผ่านมา ท่านพ่อทำงานหนักเยี่ยงวัวเยี่ยงม้าให้บ้านใหญ่ ผลผลิตทั้งหมดก็ถูกพวกท่านฮุบไปหมด หากจะคิดบัญชีกันจริงๆ ค่าแรงสิบห้าปีของท่านพ่อ คงไม่ต่ำกว่ายี่สิบตำลึงเงินกระมัง!"
"จะ... เจ้า! นังเด็กบ้า!" หวังเจียวลี่เบิกตากว้าง คาดไม่ถึงว่าหลินชิงเหมี่ยวที่เคยหัวหดจะกล้าต่อปากต่อคำ ซ้ำยังยกเหตุผลมาตอกหน้าจนนางอ้าปากค้าง
"เอาสิเจ้าคะ หากท่านอยากสะสางหนี้สินนัก ข้าก็จะเดินไปเคาะประตูบ้านผู้ใหญ่บ้านโจวต้าไห่เดี๋ยวนี้เลย ให้ท่านผู้ใหญ่บ้านและผู้อาวุโสในหมู่บ้านชิงสุ่ยมาเป็นพยานร่วมกัน ชำระบัญชีสิบห้าปีให้กระจ่างไปเลยว่าใครติดหนี้ใครกันแน่!" หลินชิงเหมี่ยวก้าวออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แววตาดุดันราวกับพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อ "และถ้าเรื่องนี้ไปถึงหูของบัณฑิตหลิน... ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของท่านที่กำลังเตรียมสอบซิ่วฉ่าย ว่ามารดาของเขารังแกน้องชายสายเลือดเดียวกันจนถึงขั้นจะยึดที่ดินทำกิน ทายสิว่าชื่อเสียงของเขาจะป่นปี้เพียงใด?"
คำว่า 'สอบซิ่วฉ่าย' และ 'ชื่อเสียงป่นปี้' ราวกับมีดที่แทงทะลุจุดตายของหวังเจียวลี่ หญิงวัยกลางคนชะงักกึก ใบหน้าอวบอ้วนสลับสีไปมาอย่างน่าดูชม แม้แต่นักเลงสองคนที่ตามมาก็เริ่มมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่อยากเข้าไปพัวพันกับเรื่องที่อาจทำให้ผู้ใหญ่บ้านลงดาบ
"ฝากไว้ก่อนเถอะนังเด็กปีศาจ! สักวันข้าจะมาเอาคืนให้สาสม!" หวังเจียวลี่กัดฟันกรอด กระทืบเท้าด้วยความคับแค้นใจ ก่อนจะสะบัดหน้าเดินหนีไปพร้อมกับลูกสมุนอย่างหัวเสีย
เมื่อเงาของคนเหล่านั้นกลืนหายไปกับความมืด หลินชิงเหมี่ยวจึงปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา นางถอนหายใจยาว แววตาแข็งกร้าวแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่น นางเดินกลับเข้าไปปลอบประโลมบิดามารดาและน้องชายจนทุกคนคลายความกังวลและหลับสนิทไปอีกครั้งด้วยความอ่อนเพลีย
เมื่อแน่ใจว่าทุกคนเข้าสู่นิทราแล้ว หลินชิงเหมี่ยวก็กลับมาล้มตัวลงนอนที่มุมของตน นางหลับตาลง และส่งจิตสำนึกเชื่อมต่อเข้าสู่ 'มิติลับหยกปราณ' ทันที
ทันทีที่ก้าวเข้ามาในมิติ ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้นางต้องสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตื่นตะลึง!
เหนือแปลงดินปราณขนาดเล็ก หญ้าเกล็ดหิมะที่เคยเป็นเพียงพืชสมุนไพรธรรมดา บัดนี้ได้วิวัฒนาการจนถึงขีดสุด! ลำต้นของมันสูงขึ้นกว่าเดิมถึงสามเท่า ทอประกายแสงสีเงินยวงสุกใสราวกับสะท้อนแสงจันทร์ ใบทุกใบแปรสภาพกลายเป็นผลึกใสบริสุทธิ์ที่มีลวดลายของเกล็ดหิมะสลักอยู่อย่างวิจิตรบรรจง ไอหมอกสีขาวจางๆ ซึ่งเป็นตัวแทนของพลังปราณบริสุทธิ์ลอยอวลอยู่รอบต้นของมัน
ติ๊ง!
เสียงระบบเซียนโอสถกสิกรรมดังขึ้นในโสตประสาท พร้อมกับหน้าต่างโปร่งแสงที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
[แจ้งเตือนจากระบบ: หญ้าเกล็ดหิมะวิวัฒนาการเสร็จสิ้น เลื่อนระดับเป็น 'หญ้าเกล็ดหิมะปราณ' คุณภาพระดับสูง สมบูรณ์ 100% สรรพคุณ: รักษาอาการไข้ป่าเรื้อรัง ถอนพิษร้อนในอวัยวะภายใน และปรับสมดุลลมปราณ แนะนำให้ทำการเก็บเกี่ยวทันทีเพื่อรักษาคุณภาพสูงสุด]
"สำเร็จ... สำเร็จแล้ว!" หลินชิงเหมี่ยวกำมือแน่น หัวใจเต้นระรัวด้วยความยินดี นางเดินเข้าไปใกล้แปลงดิน ค่อยๆ ใช้มือที่สั่นเทาของตนสัมผัสไปที่ใบของมัน ความเย็นสบายและพลังชีวิตอันบริสุทธิ์สายหนึ่งไหลเวียนเข้าสู่ปลายนิ้ว ทำให้นางรู้สึกสดชื่นจนแทบจะโบยบิน
นางใช้ความระมัดระวังอย่างสูงสุดในการขุดรากของหญ้าเกล็ดหิมะปราณขึ้นมาจากดินวิญญาณ
"ระบบ ขอผ้าเก็บความชื้นสำหรับรักษาสมุนไพรปราณ" นางเอ่ยสั่งการในใจ
ชั่วพริบตา ผ้าไหมเนื้อละเอียดสีขาวที่ถูกชุบด้วยน้ำพุวิญญาณจางๆ ก็ปรากฏขึ้นในมือของนาง หลินชิงเหมี่ยวค่อยๆ ห่อหุ้มหญ้าเกล็ดหิมะปราณต้นนั้นอย่างทะนุถนอมราวกับมันคือสมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิต ก่อนจะนำมันไปเก็บรักษาไว้ใน 'กระท่อมเก็บของ' ภายในมิติ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เวลาหยุดนิ่ง ทำให้สมุนไพรไม่มีวันเสื่อมสภาพหรือสูญเสียพลังปราณไปแม้แต่น้อย
"นี่คือจุดเริ่มต้น... พรุ่งนี้ข้าจะนำมันไปขายที่ตลาดอำเภอไป๋หยุน ครอบครัวของข้าจะต้องไม่อดตายอีกต่อไป" นางพึมพำกับตนเองด้วยสายตาที่มุ่งมั่น
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของสมุนไพรต้นแรกนี้ ได้จุดประกายความหวังอันยิ่งใหญ่ในใจของหญิงสาว
หลังจากจัดการทุกอย่างในมิติเรียบร้อย หลินชิงเหมี่ยวก็ดึงจิตสำนึกกลับมายังโลกภายนอก แม้จะเป็นเวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงปลายยามโฉ่ว (ประมาณ 03.00 น.) แล้ว แต่นางกลับไม่รู้สึกง่วงนอนเลยแม้แต่น้อย พลังปราณที่ซึมซับมาจากการสัมผัสสมุนไพรทำให้ร่างกายของนางกระปรี้กระเปร่า
นางจึงตัดสินใจลุกขึ้นไปที่ห้องครัวซอมซ่อ จัดการจุดไฟที่เตาดินเผาเพื่อต้มข้าวต้มสำหรับมื้อเช้าเตรียมไว้ นางใส่ข้าวกล้องหยาบๆ ลงไป ตามด้วยผักป่าที่เหลืออยู่ และที่สำคัญที่สุด... นางแอบหยด 'น้ำพุวิญญาณ' จากมิติลงไปในหม้อหนึ่งหยดถ้วน
เพียงไม่นาน กลิ่นหอมกรุ่นของข้าวต้มที่ผสมผสานกับความบริสุทธิ์ของน้ำพุวิญญาณก็ลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ เป็นกลิ่นหอมที่กระตุ้นความอยากอาหารและชวนให้รู้สึกอบอุ่นถึงจิตวิญญาณ ควันไฟสีขาวบางๆ ลอยกรุ่นขึ้นจากปล่องควันของบ้านดินหลังเล็ก ทะลุผ่านม่านหมอกยามเช้าตรู่ที่กำลังก่อตัว
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ที่บริเวณริมรั้วไม้ไผ่ผุพังหน้าบ้าน...
หวังเจียวลี่ที่เพิ่งกลับไปที่บ้านใหญ่แล้วนอนไม่หลับเพราะความแค้นสุมอก นางจึงแอบย้อนกลับมาที่กระท่อมของครอบครัวรองในช่วงก่อนรุ่งสาง หวังลึกๆ ว่าจะได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญด้วยความหิวโหย หรือเห็นภาพครอบครัวนี้หนาวสั่นจนทนไม่ไหว เพื่อให้ตนเองรู้สึกสะใจและกู้หน้ากลับมาได้บ้าง
ทว่า... สิ่งที่นางเห็นกลับกลายเป็นควันไฟอุ่นๆ ที่พวยพุ่งขึ้นจากปล่องควัน และกลิ่นหอมของอาหารที่โชยมาเตะจมูกจนกระเพาะของนางถึงกับส่งเสียงร้องโครกครากออกมาอย่างน่าสมเพช!
"ปะ... เป็นไปได้อย่างไร! กลิ่นหอมเช่นนี้... พวกมันไปเอาข้าวสารดีๆ มาจากที่ใดกัน! อาหารที่บ้านข้ายังไม่มีกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอถึงเพียงนี้เลย!" หวังเจียวลี่เบิกตากว้าง จ้องมองไปที่ห้องครัวด้วยความริษยาและสับสนประดังประเดเข้ามาในใจ
นางอยากจะบุกเข้าไปพังประตูและแย่งชิงหม้อข้าวต้มนั้นมานัก แต่เมื่อนึกถึงสายตาเยือกเย็นราวกับปีศาจของหลินชิงเหมี่ยวเมื่อคืน และคำขู่ที่จะลากตัวผู้ใหญ่บ้านมาจัดการ นางก็ถึงกับตัวสั่นสะท้าน หวังเจียวลี่ได้แต่กลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง กระทืบเท้าด้วยความไม่ยินยอม ก่อนจะรีบหมุนตัวเดินหนีกลับไปในเงามืดของรุ่งสางด้วยความคับแค้นใจที่พอกพูนขึ้นกว่าเดิม
ภายในบ้าน หลินชิงเหมี่ยวที่นั่งเฝ้าหม้อข้าวต้มอยู่หน้าเตาไฟ ทอดสายตามองลอดช่องหน้าต่างออกไป นางเห็นเงาตะคุ่มๆ ของหวังเจียวลี่ที่ล่าถอยไปอย่างชัดเจน หญิงสาวยกยิ้มมุมปากอย่างเย็นชา ศัตรูพ่ายแพ้ไปแล้วหนึ่งก้าว และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
เมื่อข้าวต้มสุกได้ที่ นางจึงดับไฟ ปล่อยให้ความร้อนระอุหล่อเลี้ยงอาหารมื้อเช้าอันแสนล้ำค่าไว้ หลินชิงเหมี่ยวกลับมาที่เตียงนอนของตนอีกครั้ง เอนกายลงพักผ่อนเพื่อปรับลมปราณในร่างกายให้สมดุลและทบทวนแผนการสำหรับการเดินทางไกลในวันนี้
เพียงแค่ข้ามคืน นางได้รับทั้งสมุนไพรปราณล้ำค่าและได้กอบกู้ศักดิ์ศรีของครอบครัวกลับคืนมาบางส่วน ท้องฟ้าด้านนอกเริ่มเปลี่ยนจากสีดำทะมึนเป็นสีน้ำเงินเข้ม สัญญาณแห่งวันใหม่กำลังคืบคลานเข้ามา วันที่จะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของตระกูลหลินสายรอง!