ตอนที่ 12

***บทที่ 12: การค้นห้องที่ว่างเปล่า***

รอยยิ้มหยันบนมุมปากของซุนเหมยฮวาพลันลึกล้ำขึ้น ท่ามกลางหมอกยามเช้าที่หนาวเหน็บ นางรีบรวบสาบเสื้อคลุมให้กระชับเข้าหาตัว ก่อนจะหมุนกายสาวเท้าอย่างเร่งรีบมุ่งหน้าไปยังเรือนใหญ่ฝั่งตะวันตกอันเป็นห้องพักของแม่สามี ข่าวใหญ่เยี่ยงนี้ หากแม้นนางนำไปรายงานจ้าวกุ้ยเซียนได้ทันท่วงที ไม่เพียงแต่จะได้เห็นสะใภ้รองผู้เป็นเสี้ยนหนามถูกลงหวายจนหลังลาย แต่นางยังอาจได้ส่วนแบ่งเป็นของดีที่นังตัวซวยนั่นซุกซ่อนเอาไว้อีกด้วย

ในเวลาเดียวกัน หลินเหม่ยหลินเพิ่งก้าวผ่านธรณีประตูเรือนซอมซ่อของตนเข้ามา นางปิดบานประตูไม้ที่ดังเอี๊ยดอ๊าดลงอย่างแผ่วเบาที่สุด แสงสลัวภายในห้องเผยให้เห็นร่างเล็กจ้อยของหลี่เสี่ยวเป่าที่ยังคงนอนขดตัวหลับใหลอยู่บนเตียงเตาอันเย็นเฉียบ เหม่ยหลินมิได้รีรอให้เสียการ นางปลดห่อผ้าที่หนักอึ้งและเต็มไปด้วยข้าวสารซ้อมมือรวมถึงเสบียงที่ได้มาจากการแลกเปลี่ยนกับป้าอู๋ลงบนโต๊ะ

'เสี่ยวชุ่ย เก็บของทั้งหมดเข้าสู่มิติลับ' นางออกคำสั่งผ่านห้วงคำนึงด้วยความรวดเร็ว

เพียงชั่วพริบตา แสงสีทองจางๆ ที่คนนอกไม่อาจมองเห็นพลันสว่างวาบขึ้น ห่อสัมภาระบนโต๊ะอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอยราวกับละลายไปในอากาศธาตุ เสียงของปัญญาประดิษฐ์เสี่ยวชุ่ยดังขึ้นในหัวอย่างนอบน้อม *'จัดเก็บเสบียงเข้าสู่มิติลับสวนวิเศษเรียบร้อยแล้วขอรับนายหญิง ของทุกชิ้นถูกเก็บรักษาไว้ในพื้นที่หยุดนิ่ง คงความสดใหม่และปลอดภัยอย่างสมบูรณ์แบบร้อยส่วน'*

หลินเหม่ยหลินลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ทักษะของมิติลับนี้ช่างล้ำเลิศนัก มันเป็นเสมือนคลังสมบัติส่วนตัวที่ไร้ผู้ใดล่วงรู้ ทว่าความโล่งใจนั้นอยู่ได้เพียงชั่วจิบชาคล้อยหลัง...

"ปัง!"

บานประตูไม้ผุพังถูกถีบเปิดออกอย่างแรงจนบานพับแทบหลุดกระเด็น เสียงกัมปนาทนั้นทำเอาเสี่ยวเป่าที่กำลังหลับสนิทสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความหวาดผวา เด็กน้อยผุดลุกขึ้นนั่ง ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว หลินเหม่ยหลินรีบก้าวเข้าไปโอบกอดบุตรชายไว้แนบอก แววตาที่เคยมองดูอบอุ่นแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบดุจน้ำแข็งยามเหมันต์เมื่อตวัดมองไปยังผู้บุกรุก

ที่หน้าประตูคือจ้าวกุ้ยเซียน หญิงชราผู้มีใบหน้าเหี่ยวย่นและดวงตาถมึงทึงราวกับยักษ์ขมูขี ยืนเท้าสะเอวหอบหายใจด้วยความเกรี้ยวกราด เบื้องหลังของนางคือซุนเหมยฮวาที่ชะโงกหน้ามองเข้ามาด้วยสายตาสอดรู้สอดเห็นและเปี่ยมไปด้วยความสะใจ

"นังตัวดี! เจ้าแอบซุกซ่อนของกินอันใดไว้ เอาออกมาเดี๋ยวนี้!" จ้าวกุ้ยเซียนแผดเสียงลั่น ชี้หน้าด่าทอลูกสะใภ้รองอย่างไม่ไว้หน้า "สะใภ้ใหญ่เห็นเต็มสองตาว่าเจ้าลอบนำห่อของใหญ่โตเข้ามาในห้อง วันๆ เอาแต่เกียจคร้านไม่ทำการทำงาน กลับกล้าขโมยเสบียงของครอบครัวมาแอบกินเองเชียวหรือ นังงูพิษเนรคุณ!"

หลินเหม่ยหลินลูบหลังปลอบโยนเสี่ยวเป่าอย่างแผ่วเบา ก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมองแม่สามีด้วยท่าทีสงบนิ่ง ไร้ซึ่งความตื่นตระหนกดังที่จ้าวกุ้ยเซียนคาดหวัง "ท่านแม่กล่าววาจาอันใดกัน ข้าเพิ่งตื่นนอน ออกไปสูดอากาศหน้าเรือนเพียงครู่เดียว ขโมยเสบียงอันใดกันเจ้าคะ? หากสะใภ้ใหญ่ตาฝาดเห็นเงาไม้เป็นโจร ท่านแม่ก็ควรจะไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนก่อนบุกรุกห้องของข้าและพี่จงในยามวิกาลเช่นนี้"

"ปากดีนัก! ข้าเห็นกับตาว่าเจ้าอุ้มห่อผ้าตุงๆ เข้ามา! อย่ามาเล่นลิ้นกับข้า!" ซุนเหมยฮวาแผดเสียงแทรกขึ้นมาทันควัน ก่อนจะหันไปประจบแม่สามี "ท่านแม่เจ้าคะ นังนี่มันเจ้าเล่ห์นัก ท่านแม่ต้องค้นห้องมันให้ละเอียด มันต้องซ่อนของดีไว้ใต้เตียงหรือไม่ก็ในตู้เก่าๆ นั่นเป็นแน่!"

"ค้น! ค้นให้หมด! หากข้าเจอของกินแม้แต่คำเดียว ข้าจะตีเจ้าให้ขาหักแล้วไล่ออกจากบ้านสกุลหลี่!" จ้าวกุ้ยเซียนตวาดลั่น ก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปรื้อค้นข้าวของในห้องราวกับพายุบ้าคลั่ง

ซุนเหมยฮวากระโจนตามเข้ามาช่วยรื้อ ทั้งสองคนรื้อค้นตู้ไม้ที่ว่างเปล่า พลิกที่นอนยัดฟางของเสี่ยวเป่าจนฝุ่นฟุ้งกระจาย งัดแงะแม้กระทั่งใต้แผ่นกระดานเตียงและมุมห้องทุกซอกทุกมุม เสียงข้าวของแตกหักดังก้องไปทั่วเรือนเล็ก

เวลาผ่านไปชั่วก้านธูปไหม้หมดดอก หยาดเหงื่อเริ่มผุดพรายบนหน้าผากของจ้าวกุ้ยเซียนและซุนเหมยฮวา ภายในห้องแคบๆ ที่มีเพียงเตียงเตา ตู้เก่าๆ หนึ่งใบ และโต๊ะไม้ผุพัง กลับไม่มีสิ่งใดซุกซ่อนอยู่เลยแม้แต่น้อย ไม่มีห่อผ้า ไม่มีข้าวสาร ไม่มีแม้แต่เศษมันเทศสักหัว!

*‘หึ... พวกมนุษย์โง่เขลา’* เสียงของเสี่ยวชุ่ยแค่นหัวเราะเยาะหยันอยู่ในหัวของเหม่ยหลิน *‘ต่อให้พวกนางขุดดินลึกลงไปสามฉื่อ ก็มิมีวันตามหาของที่อยู่ในมิติลับเจอหรอกขอรับ’*

หลินเหม่ยหลินยืนตัวตรง แววตาของอดีตยอดแม่ครัวผู้ผ่านโลกมามากทอประกายเย็นชาและทรงอำนาจ นางเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงดังกังวาน หวังให้ทะลุออกไปถึงหูเพื่อนบ้านที่อาจกำลังตื่นขึ้นมา "ท่านแม่ค้นพอหรือยังเจ้าคะ? หรือต้องให้ข้าทุบผนังเรือนทิ้งให้ท่านดูด้วย?"

จ้าวกุ้ยเซียนชะงักมือ ใบหน้าแก่ชราแดงก่ำด้วยความอับอายและโกรธเกรี้ยวที่หาหลักฐานไม่พบ

"ข้าแต่งเข้าบ้านสกุลหลี่ ปรนนิบัติแม่สามีมิเคยขาดตกบกพร่อง พี่จงสามีข้าต้องไปตกระกำลำบากเป็นผู้คุ้มกันขบวนสินค้า เสี่ยงชีวิตกลางป่าเขาเพื่อส่งเงินเบี้ยหวัดทุกอีแปะกลับมาให้ท่านแม่หวังให้จุนเจือครอบครัว!" หลินเหม่ยหลินเน้นเสียงคำว่า 'เงินเบี้ยหวัด' อย่างจงใจ "แต่ท่านแม่และพี่สะใภ้ใหญ่กลับพังประตูบุกเข้ามาในห้อง รื้อค้นข้าวของ ทำร้ายจิตใจหลานชายที่กำลังป่วยหนักเพียงเพราะคำพูดเหลวไหลของคนอิจฉาริษยา หากเรื่องนี้แพร่งพรายไปถึงหูหัวหน้าหมู่บ้าน หรือพี่จงส่งจดหมายกลับมาถามไถ่ ท่านแม่จะตอบคำถามเขาอย่างไรเจ้าคะ!"

คำพูดประโยคนี้ราวกับมีดปลายแหลมแทงทะลุจุดอ่อนของจ้าวกุ้ยเซียน หญิงชราสะดุ้งเฮือก เงินที่หลี่จงส่งมานั้นนางฮุบเอาไว้บำรุงลูกชายคนโตผู้สอบจอหงวนไม่ติดจนหมดสิ้น หากเรื่องความอยุติธรรมนี้แดงออกไป ชื่อเสียงของตระกูลหลี่และอนาคตของต้าเหอย่อมต้องมัวหมองเป็นแน่

จ้าวกุ้ยเซียนกัดฟันกรอด หันไปถลึงตาใส่ซุนเหมยฮวาอย่างกินเลือดกินเนื้อ "นังสะใภ้ตัวดี! เจ้าตาบอดหรือไรถึงได้สร้างเรื่องให้ข้าต้องมาอับอายขายหน้าแต่เช้าตรู่! ไสหัวกลับไปทำกับข้าวเดี๋ยวนี้ หากชักช้าข้าจะตัดข้าวเช้าเจ้า!"

กล่าวจบ หญิงชราก็สะบัดแขนเสื้อเดินฮึดฮัดกระแทกเท้าตึงตังออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว ซุนเหมยฮวาหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ นางมองซ้ายมองขวาด้วยความสับสนและหวาดกลัว ก่อนจะตวัดสายตาอาฆาตใส่เหม่ยหลินและรีบวิ่งตามแม่สามีออกไป

เสียงฝีเท้าของคนทั้งสองเงียบหายไปแล้ว หลินเหม่ยหลินปิดประตูห้องที่พังเสียหายพลางถอนหายใจยาว นางหันกลับมาลูบศีรษะเสี่ยวเป่าที่เกาะแขนนางแน่น

"ไม่เป็นไรแล้วนะเสี่ยวเป่า แม่จะทำโจ๊กข้าวซ้อมมืออุ่นๆ ใส่ของดีให้เจ้ากิน ประเดี๋ยวเดียวเจ้าจะกลับมาแข็งแรง" นางแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยน เตรียมจะเปิดมิติลับเพื่อนำน้ำทิพย์และข้าวสารออกมาปรุงอาหารเช้าบำรุงบุตรชาย

ทว่าในจังหวะที่นางกำลังหลับตาเพื่อดึงสัมผัสเข้าสู่ระบบนั้นเอง เสียงเตือนสีแดงฉานจากปัญญาประดิษฐ์เสี่ยวชุ่ยก็กรีดร้องดังก้องขัดจังหวะขึ้นมาในห้วงความคิดอย่างกะทันหัน!

*‘คำเตือนฉุกเฉินนายหญิง! ระบบเนตรวิเคราะห์ตรวจพบความเคลื่อนไหว... มีเงาน่าสงสัยกำลังแอบซุ่มฟังอยู่ใต้บานหน้าต่างหลังเรือนของท่าน!’*

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: รอยยิ้มของเสี่ยวเป่า]**