ตอนที่ 13

***บทที่ 13: รอยยิ้มของเสี่ยวเป่า***

ร่างบางของหลินเหม่ยหลินชะงักกึกราวกับถูกแช่แข็ง ดวงตาหงส์หรี่ลงเล็กน้อย ทว่านางมิได้แสดงอาการตื่นตระหนกให้ผู้ใดจับสังเกตได้ หญิงสาวรวบรวมสมาธิ สื่อสารกับปัญญาประดิษฐ์เสี่ยวชุ่ยผ่านห้วงคำนึงอย่างรวดเร็ว

‘เสี่ยวชุ่ย ใช้เนตรวิเคราะห์ตรวจสอบดูสิว่าผู้ใดซ่อนตัวอยู่หลังบานหน้าต่าง’

*‘รับทราบขอรับนายหญิง... ติ๊ด! ตรวจพบสตรีวัยกลางคน รูปร่างท้วม อัตราการเต้นของหัวใจเร็วผิดปกติ กำลังกลั้นหายใจแนบหูกับรอยแยกของบานไม้... ระบบยืนยันตัวตนคือ ซุนเหมยฮวา สะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลหลี่ขอรับ!’*

มุมปากของหลินเหม่ยหลินกระตุกยิ้มเย็นชาในใจ ‘ที่แท้ก็ส่งสุนัขรับใช้มาลอบฟัง คงกะจะจับผิดว่าข้าแอบซ่อนเงินทองหรือเสบียงอาหารเอาไว้กระมัง ได้... ในเมื่ออยากฟังนัก ข้าก็จะจัดงิ้วโรงใหญ่ให้ชม’

หญิงสาวแสร้งทำเป็นถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะบีบน้ำเสียงให้แหบพร่าและสั่นเครือราวกับหญิงม่ายผู้สิ้นหวังดังก้องไปถึงด้านนอก "โธ่... เสี่ยวเป่าลูกแม่ สวรรค์ช่างไร้เมตตานัก เงินทองที่ท่านพ่อเจ้าส่งมาก็ถูกริบไปจนสิ้น บัดนี้ในห้องครัวซอมซ่อของเราไม่มีข้าวสารเหลือสักเม็ด มีเพียงรำข้าวหยาบๆ ผสมน้ำเปล่าและเศษผักป่าต้มขมๆ ให้เจ้าประทังชีวิต แม่ช่างไร้ความสามารถนัก..."

เสี่ยวเป่าที่เกาะแขนมารดาอยู่เงยหน้าขึ้นมองด้วยความงุนงง ทว่าเมื่อเห็นมารดาลอบขยิบตาให้ เด็กน้อยผู้เฉลียวฉลาดก็รีบปิดปากเงียบ ไม่ส่งเสียงเจื้อยแจ้วแทรกขึ้นมา

ภายนอกบานหน้าต่าง ซุนเหมยฮวาที่ยืนหลังขดหลังแข็งแอบฟังอยู่ เมื่อได้ยินประโยคตัดพ้ออันแสนรันทดนั้นก็นิ่วหน้าด้วยความผิดหวัง นางแค่นเสียงดูแคลนในลำคอเบาๆ ก่อนจะบ่นอุบอิบกับตนเอง "ถุย! นึกว่านังสะใภ้รองจะซุกซ่อนของดีอันใดไว้ ที่แท้ก็มีแต่เศษรำข้าวให้ลูกกิน สมน้ำหน้า!" กล่าวจบร่างท้วมก็ย่องฝีเท้าจากไปอย่างรวดเร็วเพื่อนำความไปรายงานจ้าวกุ้ยเซียน

เมื่อเสียงฝีเท้าของซุนเหมยฮวาเงียบหายไปจนลับสัมผัสของระบบ หลินเหม่ยหลินจึงระบายลมหายใจยาว นางจัดการนำท่อนไม้มาขัดบานประตูที่พังเสียหายเอาไว้อย่างแน่นหนา เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใดบุกรุกเข้ามาได้อีก

"เอาล่ะ ปลอดภัยแล้ว" เหม่ยหลินหันมายิ้มให้บุตรชาย นางหลับตาลงเพียงชั่วครู่ อาศัยพลังจากมิติลับสวนวิเศษดึงเอาน้ำทิพย์บริสุทธิ์และข้าวซ้อมมือชั้นดีที่ซุกซ่อนไว้ออกมาอย่างเงียบเชียบ เตาอั้งโล่ใบเล็กมุมห้องถูกจุดขึ้น นางบรรจงต้มโจ๊กข้าวซ้อมมือ เคี่ยวจนเมล็ดข้าวบานนุ่ม ส่งกลิ่นหอมกรุ่นจางๆ ทว่านางระมัดระวังอย่างยิ่งด้วยการปิดฝาหม้อให้มิดชิด มิให้กลิ่นหอมหวนนี้เล็ดลอดออกไปเตะจมูกผู้คนร่วมชายคา

เพียงไม่นาน โจ๊กอุ่นๆ ที่อุดมไปด้วยปราณวิญญาณอ่อนๆ จากน้ำทิพย์ก็ถูกตักใส่ชามส่งให้เด็กน้อย เสี่ยวเป่ารับมาเป่าลมฟู่ๆ ก่อนจะตักเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย รสชาติหวานล้ำและพลังงานที่แผ่ซ่านลงสู่ท้องทำให้ดวงตาของเด็กน้อยโค้งหยีราวกับพระจันทร์เสี้ยว

หลินเหม่ยหลินนั่งมองบุตรชายด้วยแววตาอ่อนโยนลึกซึ้ง ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ด้วยอาหารที่เพียงพอและสรรพคุณอันล้ำเลิศของน้ำทิพย์จากบ่อบาดาลในมิติ ร่างกายของหลี่เสี่ยวเป่าเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด แก้มที่เคยตอบจนเห็นโหนกกระดูกเริ่มมีเนื้อมีหนังขึ้นมาบ้างแล้ว ผิวพรรณที่เคยซีดเซียวเหลืองอมโรค บัดนี้กลับมามีเลือดฝาดอมชมพูระเรื่อประสาเด็กสุขภาพดี แม้แต่เส้นผมที่เคยแห้งกร้านราวกับฟางข้าวก็ยังดูดกดำเงางามขึ้น

"เสี่ยวเป่า..." เหม่ยหลินเอื้อมมือไปเช็ดคราบโจ๊กที่มุมปากให้เด็กน้อยเบาๆ น้ำเสียงของนางจริงจังขึ้นหลายส่วน "เจ้าฟังแม่ให้ดีนะ นับจากนี้ไป ยามที่เราก้าวเท้าออกจากห้องนี้ หรือยามที่อยู่ต่อหน้าท่านย่าและป้าสะใภ้ใหญ่ เจ้าห้ามแสดงท่าทีแข็งแรงกระปรี้กระเปร่าเช่นนี้เด็ดขาด"

เสี่ยวเป่าชะงักชามโจ๊ก เอียงคอถามด้วยความฉงน "เหตุใดเล่าขอรับท่านแม่? ข้าแข็งแรงขึ้น ท่านแม่ก็แข็งแรงขึ้น ไม่ดีหรือขอรับ?"

"ดีสำหรับพวกเรา แต่ไม่ดีต่อสายตาคนบ้านหลี่" เหม่ยหลินอธิบายอย่างใจเย็น "หากพวกนางเห็นว่าเจ้ามีน้ำมีนวลและมีเรี่ยวแรง พวกนางย่อมต้องลากเจ้าไปทำงานหนัก ทั้งผ่าฟืน ตักน้ำ ล้างชาม หรือแม้แต่ให้ไปช่วยลุงใหญ่ฝนหมึกจนดึกดื่น ร่างกายของเจ้าเพิ่งจะฟื้นฟู หากถูกใช้งานเยี่ยงทาส เจ้าจะต้องกลับมาล้มป่วยอีกแน่ แม่จะไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น"

เด็กน้อยนิ่งฟัง คิ้วเล็กๆ ขมวดเข้าหากันราวกับกำลังใช้ความคิด ก่อนที่ดวงตากลมโตจะทอประกายวูบไหว "ข้าเข้าใจแล้วขอรับ หากพวกเขารู้ว่าเรามีกิน พวกเขาก็จะมาแย่งชิงไป และจะใช้งานข้าให้หนักขึ้นเพื่อกลั่นแกล้งท่านแม่"

เหม่ยหลินพยักหน้า พึงพอใจในความฉลาดหลักแหลมของบุตรชาย "ถูกต้อง ดังนั้นเพื่อปกป้องตัวเราเอง เจ้าต้องรู้จักใช้วิธี 'ซ่อนดาบในรอยยิ้ม' เมื่ออยู่ต่อหน้าพวกนาง เจ้าต้องแกล้งทำตัวอ่อนแอ เดินลากขา ไอกระแอมประหนึ่งคนไร้เรี่ยวแรง ทำเหมือนตอนที่เจ้ายังป่วยหนัก เข้าใจหรือไม่?"

เสี่ยวเป่าวางชามโจ๊กลง เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะย่อตัวลงเล็กน้อย ปล่อยไหล่ให้ตกลู่ ดวงตาที่เคยมองอย่างสดใสกลับหรี่ลงครึ่งหนึ่ง แสร้งทำริมฝีปากสั่นระริกและส่งเสียงไอกระแอมออกมาอย่างน่าสงสาร "ค่อกๆ... ท่านแม่... ข้าปวดหัว หน้ามืด หิวข้าวเหลือเกินขอรับ..."

น้ำเสียงและท่าทางนั้นช่างดูสมจริงจนเหม่ยหลินแทบจะหลุดหัวเราะออกมา นางปรบมือเบาๆ ด้วยความชื่นชม ทันใดนั้นเอง เสี่ยวเป่าก็ยืดตัวขึ้นสลัดคราบเด็กป่วยทิ้งไปจนหมดสิ้น เขายกมือขึ้นปิดปากหัวเราะคิกคัก แววตาแฝงความฉลาดแกมโกงเล็กๆ น้อยๆ ที่เริ่มฉายแววออกมา

"ข้าทำได้ดีหรือไม่ขอรับท่านแม่?" เด็กน้อยยิ้มกว้าง "หากข้าแกล้งป่วย ท่านแม่ก็จะไม่ถูกรังแกไปด้วย ข้าจะเป็นเด็กป่วยที่ชาญฉลาด ข้าจะปกป้องท่านแม่เอง!"

รอยยิ้มของเสี่ยวเป่าในยามนี้ช่างสว่างไสวและบริสุทธิ์ มันมิใช่รอยยิ้มที่ฝืนทนจากความหิวโหยเหมือนในอดีต แต่เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความหวังและความมีชีวิตชีวา หัวใจของเหม่ยหลินพองโต ความรู้สึกผูกพันในฐานะมารดาที่แท้จริงหยั่งรากลึกลงไปในจิตวิญญาณ นางดึงตัวเด็กน้อยเข้ามากอดแน่น สัญญากับตนเองว่าจะใช้ทุกความสามารถที่มีเพื่อทำให้รอยยิ้มนี้คงอยู่ตลอดไป

ขณะที่สองแม่ลูกกำลังดื่มด่ำกับความอบอุ่นอยู่นั้น เหม่ยหลินก็แบ่งแยกสมาธิส่วนหนึ่งเพื่อตรวจสอบห้วงมิติลับของตน นางตั้งใจว่าหลังจากเสี่ยวเป่าอิ่มแล้ว นางจะเข้าไปดูแปลงเกษตรที่ปลูกพืชเอาไว้ ด้วยหวังจะนำผลผลิตเหล่านั้นมาทำน้ำพริกและของป่าหมักเกลือเพื่อนำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินตรา สร้างรากฐานที่มั่นคงให้ครอบครัว

ทว่าทันใดนั้นเอง ปัญญาประดิษฐ์เสี่ยวชุ่ยที่เงียบงันไปพักใหญ่ กลับส่งเสียงกรีดร้องเตือนด้วยสัญญาณไฟสีทองอมเขียวสว่างวาบขึ้นในหัวของนาง!

*‘แจ้งเตือนฉุกเฉินขั้นสูงสุด! นายหญิง โปรดทราบ! พืชผลในมิติลับดูดซับปราณวิญญาณจากน้ำทิพย์มากเกินพิกัด บัดนี้พริกวิเศษและผักป่าสุกงอมเต็มที่จนทะลุขีดจำกัดการกักเก็บแล้ว!’*

เหม่ยหลินเบิกตากว้าง ‘หมายความว่าอย่างไรเสี่ยวชุ่ย!?’

*‘หมายความว่ามันกำลังแผ่กลิ่นอายความเผ็ดร้อนและพลังวิญญาณทะลุรอยต่อมิติออกมายังโลกภายนอกแล้วขอรับ! หากท่านไม่รีบเปิดมิติและทำการเก็บเกี่ยวภายในสิบช่วงลมหายใจ กลิ่นประหลาดนี้จะฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งจวนตระกูลหลี่ และดึงดูดความสนใจของทุกคนในหมู่บ้านอย่างแน่นอนขอรับ!’*

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ผลผลิตลอตแรก]**