ตอนที่ 15
***บทที่ 15: แผนการออกจากหมู่บ้าน***
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงเคาะประตูดังสนั่นหวั่นไหวราวกับจะพังทลายบานประตูไม้ที่ผุพังให้แหลกคามือ!
"สะใภ้รอง! เจ้ามัวมุดหัวทำอันใดอยู่ข้างใน! ข้าได้กลิ่นประหลาดลอยออกมาจากห้องเจ้า... เจ้าแอบซ่อนของกินอันใดไว้ใช่หรือไม่! เปิดประตูเดี๋ยวนี้!"
เสียงแหลมปรี๊ดของซุนเหมยฮวาดังแผดทะลุเข้ามา พร้อมกับเงาดำของสะใภ้ใหญ่ที่ทาบทับอยู่หน้าประตูด้านนอก หลินเหม่ยหลินใจหายวาบ ทว่าสติปัญญาของอดีตยอดพ่อครัวหญิงแห่งยุคกลับทำงานอย่างรวดเร็ว นางรีบกวาดกระปุกดินเผาบรรจุน้ำพริกสูตรพิเศษทั้งหมดส่งเข้าไปเก็บรักษาไว้ในพื้นที่ 'มิติลับสวนวิเศษ' ในชั่วพริบตา กลิ่นหอมหวนชวนหลงใหลของน้ำมันพริกและของป่าหมักเกลืออันเลิศรสจึงจางหายไปในอากาศเหลือเพียงกลิ่นอับชื้นของห้องซอมซ่อ
เมื่อเก็บกวาดร่องรอยเสร็จสิ้น เหม่ยหลินหันไปมองหลี่เสี่ยวเป่า บุตรชายตัวน้อยที่เพิ่งสะดุ้งตื่นเพราะเสียงโวยวาย นางปราดเข้าไปกระซิบข้างหูเด็กน้อยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "เสี่ยวเป่า แกล้งร้องไห้โอดครวญ ทำท่าทางเหมือนปวดท้องรุนแรงที่สุด มารดาจะจัดการนางจิ้งจอกหน้าประตูนี่เอง"
เด็กน้อยพยักหน้าหงึกหงัก ดวงตาฉายแววรู้ความ เขาอ้าปากเปล่งเสียงร้องไห้จ้าดิ้นทุรนทุรายไปมาบนเตียงเตาเก่าๆ "ท่านแม่! ข้าปวดท้อง! ข้าจะอาเจียนแล้ว ฮือๆๆ!"
เหม่ยหลินสูดลมหายใจลึก เอื้อมมือไปหยิกต้นแขนตนเองอย่างแรงจนน้ำตาร่วงเผาะ ก่อนจะพุ่งไปกระชากบานประตูเปิดออกด้วยใบหน้าซีดเซียวเปื้อนคราบน้ำตา
"พี่สะใภ้ใหญ่! ท่านมาได้จังหวะพอดียิ่งนัก!" เหม่ยหลินแสร้งปล่อยโฮโผเข้าหาซุนเหมยฮวาทันที "เสี่ยวเป่าจู่ๆ ก็จับไข้ตัวร้อนดั่งไฟสุม อาเจียนออกมามีแต่กลิ่นเปรี้ยวเหม็นฟุ้งไปหมด ท่านได้กลิ่นใช่หรือไม่! ข้ากำลังจะไปเคาะประตูเรือนท่านเพื่อขอยืมเงินสักสองสามอีแปะไปตามหมอจางมาดูอาการ!"
ซุนเหมยฮวาที่ตั้งใจจะมาจับผิดเรื่องของกินถึงกับผงะถอยหลังกรูด กลิ่นเปรี้ยวที่นางสับสนว่าเป็นกลิ่นอาหารหมักดอง บัดนี้เมื่อถูกประกอบเข้ากับเสียงร้องไห้ครวญครางของเด็กและคำว่า 'อาเจียน' ความอยากรู้อยากเห็นก็มลายหายสิ้น เหลือเพียงความรังเกียจเดียดฉันท์และหวาดกลัวว่าจะติดโรคไข้ป่า
"ถะ... ถอยไปให้ห่างข้านะนังตัวซวย!" สะใภ้ใหญ่ยกแขนเสื้อขึ้นปิดจมูก ถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างเดียดฉันท์ "ใครจะไปมีเงินให้เจ้ายืม! ลูกของเจ้าอ่อนแอขี้โรคเอง เกี่ยวอันใดกับข้าเล่า! อย่าได้เอาความซวยมาติดเรือนข้าเชียว!"
กล่าวจบ ซุนเหมยฮวาก็สะบัดหน้าพรืด หมุนตัววิ่งหนีกลับเรือนใหญ่ไปอย่างรวดเร็วราวกับเห็นผีสาง เหม่ยหลินมองตามแผ่นหลังอวบอ้วนนั้นด้วยสายตาเย็นเยียบ รอยยิ้มเย้ยหยันผุดขึ้นที่มุมปาก ก่อนจะปิดบานประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา นางลูบหัวเสี่ยวเป่าที่หยุดร้องไห้แล้วเปลี่ยนเป็นหัวเราะคิกคัก เอ่ยชมเชยบุตรชายจากใจจริงว่า "เก่งมากยอดรักของแม่ พรุ่งนี้เราจะใช้แผนการนี้เพื่อกรุยทางออกจากนรกขุมนี้กัน"
รุ่งอรุณวันใหม่มาเยือนพร้อมกับแสงทองที่สาดส่องผ่านรอยแยกของหลังคาเรือนตระกูลหลี่
ณ โถงกลางบ้าน จ้าวกุ้ยเซียน หญิงชราผู้เป็นนายหญิงใหญ่ของบ้านกำลังนั่งจิบข้าวต้มขาวข้นๆ คู่กับผัดผักกาดดองอย่างสำราญใจ โดยมีหลี่ต้าเหอ บุตรชายคนโตที่สอบจอหงวนตกปีแล้วปีเล่า นั่งกินกับข้าวเนื้อสัตว์หน้าตาระรื่นอยู่เคียงข้าง ช่างแตกต่างจากสำรับอาหารของเรือนรองราวฟ้ากับเหว
เหม่ยหลินจงใจสวมเสื้อผ้าชุดที่เก่าและขาดวิ่นที่สุด ใบหน้าถูกทาด้วยขี้เถ้าบางๆ ให้ดูหมองคล้ำซูบซีด นางเดินค้อมหลังประคองตนเองเข้ามาในโถงกลาง ก่อนจะทิ้งตัวลงคุกเข่าดังก้อง
"ท่านแม่เจ้าคะ..." น้ำเสียงของเหม่ยหลินสั่นเครือ แหบแห้งราวกับคนไร้เรี่ยวแรง "เสี่ยวเป่าไข้ขึ้นสูงมาตั้งแต่เมื่อคืน ร่างกายร้อนรุ่มดั่งไฟเผา อาเจียนจนหมดสติไปแล้ว ข้า... ข้าขอความเมตตาท่านแม่ โปรดหยิบยืมเงินส่วนกลางสักห้าอีแปะ เพื่อให้ข้าไปเชิญหมอจางมาตรวจดูอาการหลานชายของท่านด้วยเถิดเจ้าค่ะ"
คำว่า 'เงิน' เปรียบเสมือนเข็มแหลมที่ทิ่มแทงเกล็ดมังกรย้อนกลับของจ้าวกุ้ยเซียน หญิงชราวางตะเกียบลงกระแทกโต๊ะเสียงดังปัง ดวงตาขุ่นมัวตวัดมองลูกสะใภ้รองด้วยความเกลียดชัง
"นังแพศยาหน้าด้าน! เจ้ายังมีหน้ามาขอเงินข้าอีกหรือ!" จ้าวกุ้ยเซียนตวาดลั่น น้ำลายกระเซ็น "เงินทุกอีแปะที่เจ้าหลี่จงส่งมาจากขบวนคุ้มกันสินค้า ข้าต้องเก็บหอมรอมริบไว้เป็นทุนรอนให้ต้าเหอผู้เป็นความหวังของตระกูลได้เล่าเรียนสอบเป็นขุนนาง! เด็กเปรตหน้าโง่นั่นตายไปก็ดี จะได้ไม่เปลืองข้าวสุกบ้านข้า! ไสหัวไปให้พ้นหน้าข้าเดี๋ยวนี้!"
หลี่ต้าเหอแค่นเสียงขึ้นจมูก ปรายตามองน้องสะใภ้ด้วยความเหยียดหยาม "น้องสะใภ้รอง เจ้าช่างไม่รู้ความเอาเสียเลย หน้าที่ของพวกเจ้าคือต้องเสียสละเพื่อตระกูลหลี่ หากเจ้าอยากได้ค่ายานัก ก็ไปขุดหาเอาตามมีตามเกิดสิ"
เหม่ยหลินก้มหน้าซ่อนแววตาพึงพอใจ ทว่าน้ำเสียงยังคงแสร้งสะอึกสะอื้น "หาก... หากท่านแม่ไม่เมตตาให้ยืมเงิน เช่นนั้นข้าขออนุญาตทิ้งงานบ้านในวันนี้ ขึ้นเขาหมอกครามไปหาผักป่าและสมุนไพรมาตากแห้งส่งให้หมอจาง เพื่อแลกค่ายาให้เสี่ยวเป่าได้หรือไม่เจ้าคะ ข้าอาจจะต้องไปไกลถึงตลาดตำบลชิงจู๋ หากหมอจางไม่ยอมรับซื้อสมุนไพรของข้า"
จ้าวกุ้ยเซียนแค่นเสียงเย็นชา หญิงชรากังวลเพียงเรื่องเดียวคือกลัวว่าเหม่ยหลินจะมาตื๊อขอเงิน จึงรีบตัดบทไล่ตะเพิดทันที "เจ้าจะหัวมงกุฎท้ายมังกรที่ใดก็ไป! จะไปหาของป่าหรือไปตายที่ไหนก็ช่างเจ้า! ขอเพียงอย่าได้มาแบมือขอเงินข้าแม้แต่อีแปะเดียว และอย่าได้หวังจะขโมยข้าวสารในครัวเรือนใหญ่ไปกิน! ไป! รีบไสหัวไปซะ!"
"ขอบคุณท่านแม่ที่เมตตาเจ้าค่ะ"
เหม่ยหลินโขกศีรษะลงบนพื้นไม้กระดานหนึ่งครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นเดินกลับเรือนซอมซ่อของตนด้วยท่าทีโศกเศร้า ทว่าทันทีที่หันหลังพ้นสายตาของคนบ้านรอง รอยยิ้มเย็นเยียบและมาดมั่นก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้างามที่ซูบตอบ ทุกอย่างดำเนินไปตามหมากที่นางวางไว้ร้อยส่วนไม่ขาดไม่เกิน! การมีข้ออ้างออกจากบ้านโดยชอบธรรมเช่นนี้ จะทำให้แม่สามีและสะใภ้ใหญ่ไม่มาวุ่นวายตามจับผิดนางตลอดทั้งวัน
เมื่อกลับมาถึงห้อง เหม่ยหลินจัดการปิดประตูล็อกดาลแน่นหนา นางเรียกเสี่ยวเป่าให้มากินซุปเห็ดหลินจือต้มกระดูกหมูหอมกรุ่นที่แอบทำซ่อนไว้ในมิติลับเมื่อคืน เพื่อบำรุงร่างกายเด็กน้อยให้แข็งแรง
"เสี่ยวเป่า วันนี้มารดาต้องเดินทางไปตำบลชิงจู๋ เจ้าจงซ่อนตัวอยู่ในห้อง ล็อกประตูจากด้านในให้แน่นหนา หากใครมาเคาะก็จงแสร้งทำเป็นไอและร้องไห้ครวญครางว่าปวดหัวตัวร้อน ห้ามเปิดประตูให้ใครเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?"
"ข้าเข้าใจขอรับท่านแม่ ข้าจะปกป้องห้องนี้ไว้เอง ท่านแม่เดินทางปลอดภัยนะขอรับ" เสี่ยวเป่าพยักหน้าอย่างเข้มแข็ง ดวงตากลมโตฉายแววเด็ดเดี่ยวเกินวัย
เหม่ยหลินลูบแก้มยุ้ยของบุตรชายด้วยความรัก ก่อนจะเตรียมตัวออกเดินทาง นางจัดแจงนำตะกร้าสะพายหลังใบเก่าคร่ำคร่ามาวาง นำกระปุกดินเผาบรรจุน้ำพริกสูตรพิเศษหลายสิบกระปุกออกมาจากมิติลับ จัดเรียงลงในตะกร้าอย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงนำหญ้าแห้งและผักป่าใบใหญ่มาปิดทับด้านบนจนมิดชิด ดูผิวเผินก็เหมือนชาวบ้านยากจนที่เพิ่งลงมาจากภูเขาเพื่อนำของป่าไปขาย
ในห้วงความคิด เสียงของระบบปัญญาประดิษฐ์นาม 'เสี่ยวชุ่ย' พลันดังขึ้นแจ้งเตือนด้วยน้ำเสียงร่าเริง
[ติ๊ง! รายงานนายหญิง: สินค้า 'น้ำพริกสูตรพิเศษ' ผ่านกระบวนการหมักสมบูรณ์แบบร้อยส่วน รสชาติกลมกล่อม กลิ่นหอมทะลวงฟ้า ระดับคุณภาพ: เลิศรสไร้ที่ติ! ประเมินความน่าจะเป็นในการขายออก: สูงมาก!]
เหม่ยหลินยกยิ้มมุมปาก ความมั่นใจเปี่ยมล้นอยู่ในอก นางกระชับสายตะกร้าขึ้นสะพายบ่า เปิดประตูหลังเรือนแล้วลอบเร้นกายออกจากหมู่บ้านชิงสุ่ยอย่างเงียบเชียบ มุ่งหน้าสู่วิถีทางแห่งความมั่งคั่งที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า
แสงแดดยามสายทอประกายอบอุ่นอาบย้อมผืนป่าและทุ่งนา เหม่ยหลินก้าวเดินด้วยสองขาสะท้านเล็กน้อยจากความอ่อนล้าของร่างกายเดิม ทว่าจิตวิญญาณกลับแข็งแกร่งดั่งหินผา ตลอดการเดินทางครึ่งชั่วยาม นางทบทวนแผนการตลาดในยุคโบราณไว้ในหัวสารพัดวิธี แม้จะเป็นเพียงตลาดตำบลเล็กๆ แต่นางก็มั่นใจในฝีมือปลายจวักระดับปรมาจารย์ของตนเอง
ในที่สุด หลังจากเดินข้ามเนินเขาและลัดเลาะตามเส้นทางเกวียน ภาพของซุ้มประตูหินสลักคำว่า 'ตำบลชิงจู๋' ก็ปรากฏแก่สายตา เบื้องหลังประตูนั้นคืออาคารบ้านเรือนเรียงราย ร้านรวงคึกคัก เสียงพ่อค้าแม่ขายตะโกนเรียกลูกค้าดังจอแจ รถลากและเกวียนวัวเทียมขนส่งสินค้าขวักไขว่ กลิ่นอายของการค้าขายแบบโบราณลอยปะทะจมูก ช่างเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก
เหม่ยหลินก้าวเท้าเข้าไปในอาณาเขตของตลาด ท่ามกลางฝูงชนที่เดินเบียดเสียด นางกวาดสายตาคมกริบประเมินทำเลที่ตั้งแผงลอยอย่างรวดเร็ว ทว่ายังไม่ทันที่นางจะเดินไปถึงมุมกำแพงว่างเปล่าที่เล็งไว้ จู่ๆ เสียงของเสี่ยวชุ่ยก็แผดลั่นในหัวอย่างกะทันหัน!
[ติ๊ง! แจ้งเตือนภัยคุกคามเร่งด่วน! ระบบตรวจพบความเสี่ยงระดับสูงเบื้องหน้า ขอให้นายหญิงใช้ความระมัดระวังขั้นสูงสุด!]
เหม่ยหลินชะงักฝีเท้ากึก ขนลุกซู่ไปทั้งตัว เมื่อนางเงยหน้าขึ้นมองทะลุฝูงชนไปเบื้องหน้า ภาพที่ปรากฏกลับทำให้นางต้องสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตึงเครียด...
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ตลาดตำบลชิงจู๋]**