ตอนที่ 16
***บทที่ 16: ตลาดตำบลชิงจู๋***
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำเอาหลินเหม่ยหลินต้องสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตึงเครียด เกวียนเทียมวัวขนาดใหญ่ที่บรรทุกกระสอบข้าวสารมาจนล้นกำลังเสียหลักพุ่งตรงแหวกฝูงชนเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง! เสียงผู้คนกรีดร้องแตกตื่นดังระงม ฝุ่นดินสีแดงฟุ้งกระจายตลบอบอวล
ดวงเนตรหงส์หรี่แคบลง สัญชาตญาณที่ถูกขัดเกลาจากมิติลับสั่งการให้ร่างกายที่บัดนี้ฟื้นฟูจนแข็งแรงกว่าสตรีชาวบ้านทั่วไปขยับเขยื้อนอย่างฉับไว นางเบี่ยงกายหลบไปซ่อนหลังเสาหินของซุ้มประตูตลาดได้อย่างฉิวเฉียด ปล่อยให้เกวียนวัวพุ่งเฉียดปลายอาภรณ์เก่าซอมซ่อไปเพียงคืบ ก่อนที่ชายฉกรรจ์หลายคนจะกรูกันเข้าไปช่วยดึงบังเหียนจนวัวที่ตื่นตระหนกสงบลงได้ในที่สุด
[ติ๊ง! ภัยคุกคามระดับสูงผ่านพ้นไปแล้ว เข้าสู่สภาวะปลอดภัย ขอแนะนำให้นายหญิงดำเนินการตามแผนการค้าต่อไป] เสียงของเสี่ยวชุ่ยดังขึ้นในหัวพร้อมกับถอนหายใจจำลอง
หลินเหม่ยหลินปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าของตนเองเล็กน้อย ริมฝีปากอิ่มยกยิ้มบางๆ นางก้าวเท้าเดินเข้าสู่ใจกลางของตลาดตำบลชิงจู๋อย่างเป็นทางการ นี่คือการปรากฏตัวครั้งแรกของนางในแหล่งการค้าแห่งยุคโบราณ บรรยากาศรอบด้านช่างแตกต่างจากตลาดสดหรือห้างสรรพสินค้าติดแอร์ในยุคปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง ทว่ากลับเปี่ยมไปด้วยมนต์ขลังและกลิ่นอายแห่งชีวิตที่เต้นเร่า
สองข้างทางเดินที่ปูด้วยแผ่นหินขรุขระคลาคล่ำไปด้วยร้านรวงและแผงลอยที่สร้างจากไม้และไม้ไผ่ เสียงของพ่อค้าแม่ขายตะโกนแข่งขันกันเรียกลูกค้าดังเซ็งแซ่ กลิ่นหอมของหมั่นโถวนึ่งร้อนๆ ที่เพิ่งเปิดฝาซึ้งลอยปะทะจมูก ผสมผสานกับกลิ่นชาต้มและกลิ่นควันไฟบางเบา ผู้คนเดินขวักไขว่เบียดเสียด มีทั้งชาวบ้านสวมเสื้อผ้าผ้าป่านหยาบๆ สีมอซอ ไปจนถึงพ่อค้าวาณิชที่สวมอาภรณ์ผ้าไหมสีสันสดใสที่เดินทางมาจากท่าเรือแม่น้ำหยก
อดีตเชฟมิชลินสตาร์กวาดสายตาคมกริบประเมินสถานการณ์รอบด้านอย่างรวดเร็ว ในหัวของนางกำลังคำนวณกำลังซื้อของผู้คนในตำบลแห่งนี้ นางสังเกตเห็นว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ยังคงใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง พวกเขามักจะหยุดต่อรองราคาผักและธัญพืชเป็นเวลานาน นิ้วมือหยาบกร้านนับเหรียญทองแดงหรืออีแปะอย่างทะนุถนอม ทว่าในขณะเดียวกัน บริเวณหน้าร้านขายเนื้อสัตว์และเหลาอาหารขนาดใหญ่ กลับมีกลุ่มคนงานจากท่าเรือและผู้คุ้มกันขบวนสินค้าที่ยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อเนื้อและสุราดับความเหน็ดเหนื่อย
“แสดงว่าที่นี่ไม่ได้ยากจนจนไร้กำลังซื้อเสียทีเดียว เพียงแต่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะประหยัด...” หลินเหม่ยหลินพึมพำกับตนเอง
ขณะที่นางกำลังเดินสำรวจหาทำเลที่ตั้งแผงลอย พลันหูของนางก็แว่วได้ยินเสียงบ่นกระปอดกระแปดดังมาจากเพิงขายบะหมี่ริมทาง
“เถ้าแก่! บะหมี่ชามนี้จืดชืดเกินไปแล้ว ไม่มีพริกหรือเครื่องเทศให้ข้าเติมบ้างเลยหรือ? ข้าทำงานแบกหามมาทั้งวัน อยากกินอะไรที่มันเผ็ดร้อนถึงใจเสียหน่อย!” ชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งตบโต๊ะโวยวาย
เถ้าแก่ร้านบะหมี่ถอนหายใจยาวพลางเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน “โธ่พี่ชาย ท่านก็รู้ว่าเมืองชิงจู๋ของเราอยู่ห่างไกลจากเส้นทางสายใต้ เครื่องเทศและพริกแห้งล้วนถูกพ่อค้าคนกลางโก่งราคาจนแพงหูฉี่ ขืนข้าซื้อมาปรุงให้ท่าน บะหมี่ชามนี้คงต้องขายชามละสิบอีแปะ ใครจะไปมีปัญญาซื้อกินเล่า!”
หลินเหม่ยหลินชะงักฝีเท้า นางเดินเข้าไปใกล้แผงขายของชำที่อยู่ถัดไปเพื่อตรวจสอบความจริง บนแผงนั้นมีพริกแห้งสีคล้ำและผงเครื่องเทศบรรจุในห่อกระดาษใบเล็กจิ๋ววางขายอยู่ เมื่อสอบถามราคาก็พบว่าแพงจนน่าใจหายจริงๆ สมดังที่เถ้าแก่ร้านบะหมี่กล่าว
[ติ๊ง! ระบบทำการวิเคราะห์ข้อมูลตลาดท้องถิ่น: ประชากรในเขตตำบลชิงจู๋ร้อยละแปดสิบมีความชื่นชอบอาหารรสจัดจ้านและเผ็ดร้อน เพื่อกระตุ้นกำลังวังชาจากการทำงานหนัก ทว่าอุปทานของเครื่องเทศกลับขาดแคลนและมีราคาสูงลิ่ว สรุปผล: น้ำพริกสูตรพิเศษของนายหญิง ตรงตามความต้องการของตลาดขั้นสูงสุด!]
คำวิเคราะห์ของเสี่ยวชุ่ยทำให้นัยน์ตาของหลินเหม่ยหลินเปล่งประกายเจิดจ้า ความมั่นใจของนางพุ่งทะยานจนถึงขีดสุด สิ่งที่อยู่ในตะกร้าสะพายหลังของนางเวลานี้ไม่ใช่แค่น้ำพริกและของป่าหมักเกลือธรรมดา แต่มันคือขุมทอง! น้ำพริกของนางใช้พืชผักวิเศษจากมิติลับ รสชาติกลมกล่อมเผ็ดร้อนทะลวงวิญญาณ ทั้งยังหมักด้วยเทคนิคขั้นสูง หากนำมาขายในราคาที่ชาวบ้านจับต้องได้ ย่อมต้องเกิดปรากฏการณ์แย่งชิงกันซื้ออย่างแน่นอน
เมื่อมั่นใจในสินค้า นางจึงเริ่มสอดส่ายสายตาหาทำเลทอง ทว่าพื้นที่ทำเลดีกลางตลาดล้วนถูกจับจองโดยร้านค้าเจ้าถิ่น หากจะตั้งแผงตรงนั้นจำต้องจ่ายค่าคุ้มครองหรือค่าเช่าที่แสนแพง ซึ่งสตรีที่พกเงินติดตัวมาเพียงไม่กี่อีแปะอย่างนางย่อมไม่มีปัญญาจ่าย
ในที่สุด หลังจากเดินวนอยู่ครึ่งค่อนชั่วยาม หลินเหม่ยหลินก็ตัดสินใจเลือกมุมกำแพงอิฐที่ค่อนข้างเงียบเหงาบริเวณปากตรอกทางเชื่อมสู่อีกถนนหนึ่ง แม้ผู้คนจะไม่พลุกพล่านเท่าใจกลางตลาด แต่ก็เป็นจุดที่กรรมกรและคนงานมักจะเดินผ่าน นางปลดตะกร้าลงจากบ่าอย่างระมัดระวัง ค่อยๆ หยิบผ้าฝ้ายสีซีดที่เต็มไปด้วยรอยปะชุนออกมาปูลาดลงบนพื้นดินอย่างประณีต จากนั้นจึงนำไหดินเผาบรรจุน้ำพริกและของป่าหมักเกลือออกมาวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ
ทุกท่วงท่าของนางเต็มไปด้วยความหวัง รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าขณะเตรียมจะเปิดฝาไหเพื่อปล่อยกลิ่นหอมเรียกแขก ทว่ายังไม่ทันที่มือเรียวจะได้สัมผัสกับจุกไม้ก๊อก...
เงาดำทะมึนของคนผู้หนึ่งก็ทาบทับลงมาบดบังแสงแดดที่สาดส่องมายังแผงลอยของนาง!
"เฮอะ! กลิ่นเหม็นสาบคนจนมาจากที่ใดกัน?" เสียงทุ้มแหบพร่าและเต็มไปด้วยความหยิ่งยโสดังตะคอกขึ้นเหนือหัว "นี่เจ้าขอทานน้อย! ใครอนุญาตให้เจ้าเอาเศษผ้าขี้ริ้วกับไหกากๆ พวกนี้มาวางเกะกะหน้าร้านผ้าไหมของข้า? ไสหัวไปเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ข้าจะให้คนรับใช้ทุบตีเจ้าให้กระดูกหัก!"
เสียงตวาดอันเกรี้ยวกราดนั้นดึงดูดสายตาของผู้คนทั้งถนนให้หันขวับมามองเป็นตาเดียว สายตานับสิบๆ คู่จับจ้องมาที่อาภรณ์อันซอมซ่อเก่าขาดของหลินเหม่ยหลินด้วยแววตาดูแคลนและเวทนา บรรยากาศรอบด้านพลันเย็นเยียบลงในพริบตา!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: แม่ค้าเสื้อผ้าซอมซ่อ]**