ตอนที่ 27
***บทที่ 27: ตอกหน้าบัณฑิตจอมปลอม***
เสียงหัวเราะกังวานใสทว่าเย็นเยียบดุจน้ำแข็งในเหมันต์ฤดูหลุดลอยออกจากริมฝีปากบางของหลินเหม่ยหลิน นางมิได้กล่าววาจาใดในทันที เพียงแต่ส่ายหน้าช้าๆ แววตาที่จ้องมองหลี่ต้าเหอนั้นเต็มไปด้วยความเวทนาจับใจ ราวกับกำลังทอดถอนใจให้กับขอทานผู้โง่เขลาที่หลงคิดว่าก้อนกรวดในมือคือหยกล้ำค่า
"เจ้า... เจ้าหัวเราะอันใด! สตรีไร้การศึกษาเช่นเจ้า มีสิทธิ์ใดมาเยาะเย้ยบทกวีอันลึกล้ำของข้า!" หลี่ต้าเหอหน้าตึง พัดจีบในมือที่เคยกางโบกอย่างจองหองบัดนี้สั่นระริกด้วยความกรุ่นโกรธ
จ้าวกุ้ยเซียนเห็นบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนถูกสตรีที่ตนเกลียดชังหยามเกียรติก็ทนไม่ไหว ถลึงตาตวาดลั่น "นังตัวซวย! เจ้ามันก็แค่สตรีชาวนาที่วันๆ เอาแต่คลุกดินคลุกทราย ฟังคำกวีของต้าเหอไม่ออกแล้วยังกล้าทำกำเริบเสิบสาน หากเจ้าไม่คุกเข่าโขกศีรษะขอขมาพี่สามีเจ้าเดี๋ยวนี้ ข้าจะจับเจ้าถ่วงน้ำเสีย!"
หลินเหม่ยหลินหาได้สะทกสะท้านต่อน้ำเสียงเกรี้ยวกราดนั้น นางก้าวเดินไปเบื้องหน้าอีกครึ่งก้าว ยืดแผ่นหลังตั้งตรงสง่างามราวกับต้นไผ่ที่ท้าทายแรงลม "ท่านแม่ย่า ข้าหาได้หัวเราะเพราะฟังไม่ออก ทว่าข้ากำลังขบขันในความตื้นเขินที่แสนจะจอมปลอมต่างหากเล่า"
นางปรายตามองบัณฑิตสอบตกตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานชัดเจน "ภูเขาตั้งตระหง่านสูงเสียดฟ้า นกน้อยบินมาเกาะกิ่งไม้... หึ นี่หรือคือบทกวีที่ท่านจะนำไปอวดอ้างในงานชุมนุมกวี? ถ้อยคำจืดชืดไร้รสนิยมเยี่ยงนี้ ต่อให้เป็นเด็กน้อยวัยสามหนาวที่เพิ่งหัดท่องตำราพันอักษรยังสามารถร้อยเรียงได้สละสลวยกว่าท่านเสียอีก! ไม่มีทั้งสัมผัสที่งดงาม ไร้ซึ่งจินตภาพที่ลึกล้ำ ซ้ำยังราบเรียบราวกับน้ำล้างจาน!"
"สามหาว! นังแพศยาปากดี!" หลี่ต้าเหอโกรธจนเลือดขึ้นหน้า ชี้หน้าน้องสะใภ้ด้วยมือที่สั่นเทา "บทกวีของข้าเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งขุนเขาและสายน้ำ เจ้ามันคนตาบอดไม่รู้จักของวิเศษ! หากเจ้าเก่งกล้านัก... หึ! เจ้าก็ลองแต่งบทกวีที่เหนือกว่าข้ามาให้ดูสักบทสิ! หากเจ้าทำไม่ได้ วันนี้ข้าจะให้ท่านแม่ลงหวายเจ้าจนกว่าเนื้อจะปริแตก!"
"ได้ ในเมื่อท่านอยากเปิดหูเปิดตา ข้าก็จะสงเคราะห์ให้เป็นวิทยาทาน" หลินเหม่ยหลินเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ในความทรงจำจากโลกก่อน แม้นางจะเป็นเพียงเชฟผู้ปรุงอาหาร แต่บทกวีจีนโบราณที่ประดับตกแต่งอยู่ตามเหลาอาหารระดับห้าดาวและการศึกษาหาความรู้เพื่อประดับบารมีนั้น ทำให้นางจดจำบทกวีชั้นครูได้มากมายก่ายกอง
นางหลับตาลงครู่หนึ่ง ปล่อยให้สายลมเย็นพัดผ่านเรือนผม ก่อนจะลืมตาขึ้นพร้อมประกายตาดุจดวงดารา เอื้อนเอ่ยถ้อยคำด้วยท่วงทำนองที่หนักแน่นและพลิ้วไหวราวกับสายน้ำที่กัดเซาะหินผา
*"ยอดเขาตระหง่านเทียมเมฆา ซ่อนเร้นดาราในม่านหมอก*
*สายธารหลั่งไหลไร้ระลอก ดุจหยกสลักซอกศิลาจันทน์*
*วิหคเหินลมชมผาชัน ทิ้งเพียงเงาพลันจรดสายน้ำ*
*ผู้ปราชญ์สงัดเงียบดื่มด่ำ ไร้คำโอ้อวดอ้างจอมปลอม!"*
สิ้นเสียงกังวานใส ทั่วทั้งลานบ้านตระกูลหลี่ก็ตกอยู่ในความเงียบงันราวกับสุสาน แม้แต่เสียงลมหายใจก็คล้ายจะหยุดชะงักไปชั่วขณะ
ดวงตาของหลี่ต้าเหอเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกจากเบ้า ริมฝีปากที่เคยเหยียดหยามบัดนี้อ้าค้างและสั่นระริก แม้เขาจะเป็นเพียงบัณฑิตที่สอบตกซ้ำซาก แต่อย่างน้อยเขาก็ร่ำเรียนมานานพอที่จะแยกแยะได้ว่าสิ่งใดคือ 'เศษกรวด' และสิ่งใดคือ 'หยกงาม' บทกวีของหลินเหม่ยหลินไม่เพียงแต่มีสัมผัสอักษรที่งดงามไร้ที่ติ แต่ยังสร้างจินตภาพอันยิ่งใหญ่ของขุนเขาและสายธาร ทว่าสิ่งที่ทำให้จิตใจของเขาแหลกสลายที่สุดคือวรรคสุดท้าย... *'ไร้คำโอ้อวดอ้างจอมปลอม'* นั่นมันคือการตบหน้าเขาฉาดใหญ่กลางสี่แยกชัดๆ!
ใบหน้าของหลี่ต้าเหอเปลี่ยนจากสีแดงก่ำเป็นสีเขียวคล้ำ และซีดเผือดลงราวกับกระดาษสวียนจื่อ เขาถอยหลังไปสองก้าวอย่างลืมตัว พัดจีบในมือร่วงหล่นลงคลุกฝุ่นบนพื้นดินโดยที่เขาไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะก้มลงเก็บ
"ตะ... แต่งสด... เป็นไปไม่ได้... สตรีชาวนาเช่นเจ้า จะมีปัญญาแต่งกวีที่ลึกล้ำเช่นนี้ได้อย่างไร!" หลี่ต้าเหอละล่ำละลัก น้ำเสียงขาดห้วง ความเย่อหยิ่งจองหองที่เคยมีถูกทำลายลงจนป่นปี้ไม่มีชิ้นดี
จ้าวกุ้ยเซียนที่แม้จะไม่รู้หนังสือ ทว่าเมื่อเห็นอาการสติแตกของบุตรชายหัวแก้วหัวแหวน นางก็ตระหนักได้ทันทีว่าลูกชายของตนพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ หญิงชราโกรธจัดจนหน้าดำหน้าแดง กระทืบเท้าเร่าๆ ชี้หน้าด่าทอ "นังขี้ขโมย! บทกวีดีๆ เช่นนี้ เจ้าต้องไปขโมยฟังมาจากบัณฑิตท่านอื่นในตลาดเป็นแน่! คนสันดานต่ำช้าเช่นเจ้าหรือจะมีความรู้เยี่ยงนี้!"
หลินเหม่ยหลินแค่นเสียงหยัน เหยียดรอยยิ้มเย็นเยียบส่งให้หญิงชราและบุตรชาย "ขโมยหรือไม่ ผู้ที่เรียนตำรามานับสิบปีแต่กลับแต่งได้เพียงกวีขยะย่อมรู้อยู่แก่ใจ! บทกวีของข้าเพิ่งแต่งขึ้นสดๆ เมื่อครู่ เพื่ออุทิศให้แก่ 'บัณฑิตจอมปลอม' ที่ดีแต่สูบเลือดสูบเนื้อน้องชายเพื่อบำรุงความโอหังของตนเอง! หากท่านยังกล้าบากหน้าเอาเศษกระดาษเปื้อนหมึกของท่านมารีดไถเงินสองตำลึงจากข้าอีก ข้าจะนำบทกวีทั้งสองบทนี้ ไปแปะประจานที่หน้าสถานศึกษาของตำบลชิงจู๋ ให้บัณฑิตทั่วทั้งมณฑลได้ประจักษ์ถึง 'พรสวรรค์' ของคุณชายใหญ่ตระกูลหลี่!"
"เจ้า... นังอสรพิษ!" หลี่ต้าเหอกัดฟันกรอด ความอับอายและโทสะตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่อกจนแทบกระอักเลือด ทว่าเขากลับไม่กล้าปริปากเถียงแม้แต่ครึ่งคำ เพราะหากนางทำเช่นนั้นจริง อนาคตทางการศึกษาของเขาต้องจบสิ้นลงอย่างแน่นอน
"ท่านแม่ย่า ข้าขอเตือนเป็นครั้งสุดท้าย" หลินเหม่ยหลินหมุนตัวกลับ มือบางกุมมือเล็กๆ ของหลี่เสี่ยวเป่าไว้แน่น แววตาที่ปรายมองจ้าวกุ้ยเซียนนั้นคมกริบดุจใบมีด "อย่าได้คิดมาระรานข้าวของของข้าอีก และอย่าลืมว่าเงินสามตำลึงที่พี่จงส่งมาเมื่อเดือนก่อน ข้ายังไม่ได้คิดบัญชีกับท่าน! หากท่านบีบคั้นข้าจนตรอก ข้าไม่รังเกียจที่จะไปตีกลองร้องทุกข์ที่ศาลาว่าการตำบล ว่าแม่ย่าขโมยทรัพย์สินของบุตรชายไปปรนเปรอตัวไร้ค่า... ถึงเวลานั้น ต่อให้มีสิบหลี่ต้าเหอ ก็อย่าหวังจะได้สวมหมวกขุนนางไปชั่วชีวิต!"
กล่าวจบนางก็จูงมือบุตรชายเดินหันหลังให้เรือนตระกูลหลี่อย่างเด็ดเดี่ยว ทิ้งให้จ้าวกุ้ยเซียนยืนตัวสั่นเทาด้วยความโกรธแค้นและหวาดกลัว ในขณะที่หลี่ต้าเหอได้แต่ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น มองตามแผ่นหลังของสตรีที่เขาเคยดูถูกเหยียดหยามด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอัปยศอดสู
หลินเหม่ยหลินเดินก้าวผ่านประตูไม้เก่าซอมซ่อของบ้านตระกูลหลี่ออกมา มุ่งหน้าสู่เส้นทางที่จะมุ่งไปสู่ตลาดตำบลชิงจู๋ วันนี้นางตั้งใจจะนำน้ำพริกและของป่าหมักเกลือลอตใหม่ที่เตรียมไว้ไปวางขาย ทว่าในขณะที่มือของนางสัมผัสลงบนตะกร้าไม้ไผ่ที่สะพายอยู่ด้านหลังเพื่อขยับให้เข้าที่นั้นเอง...
*[ติ๊ง! แจ้งเตือนจากระบบเสี่ยวชุ่ย: นายหญิงโปรดทราบ! วัตถุดิบในมิติลับเกิดการผสานพลังหยินหยางขั้นสุดยอด น้ำพริกสูตรพิเศษลอตที่สองของท่านได้ยกระดับคุณภาพทะลวงขีดจำกัดแล้ว!]*
ฝีเท้าของหลินเหม่ยหลินชะงักกึก ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ท่ามกลางแสงแดดยามเช้าที่สาดส่อง รอยยิ้มแห่งความตื่นเต้นระคนประหลาดใจค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้างาม... นี่มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่?
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: กลับสู่ตลาดอีกครั้ง]**