ตอนที่ 29

***บทที่ 29: เข้าตาหลงจู๊***

ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมทั่วบริเวณแผงไม้ชั่วคราวชั่วขณะ ก่อนที่เสียงฮือฮาจะระเบิดขึ้นราวกับทำนบแตก ชาวบ้านและคนงานที่ยืนต่อแถวรอคอยต่างส่งเสียงประท้วงด้วยความไม่ยินยอม บางคนถึงขั้นเขย่งปลายเท้าชะเง้อมองข้ามไหล่กันเพื่อดูหน้าผู้ที่กล้าประกาศเหมาน้ำพริกหน้าตาเฉย ทว่าเมื่อเห็นการแต่งกายด้วยผ้าไหมเนื้อดีและป้ายหยกประจำตระกูลใหญ่ที่เอวของพ่อบ้านวัยกลางคนผู้นั้น เสียงโวยวายก็พลันเบาบางลงเหลือเพียงเสียงบ่นพึมพำในลำคอ

"แม่นาง ข้าบอกว่าข้าขอเหมาทั้งหมด เจ้าคิดราคามาได้เลย!" พ่อบ้านย้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ไม่สนใจสายตาทิ่มแทงของฝูงชน มือหนาโยนก้อนเงินก้อนเล็กกระแทกแผงไม้เสียงดังทึบ ประกายเงินแวววาวสะท้อนแสงแดดทำเอาชาวบ้านหลายคนถึงกับลอบกลืนน้ำลาย

หลินเหม่ยหลินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาประหลาดใจแปรเปลี่ยนเป็นความสงบนิ่งอย่างรวดเร็ว นางคืออดีตยอดแม่ครัวแห่งยุค การรับมือกับลูกค้ากระเป๋าหนักที่หิวโหยจนขาดสตินั้นเป็นเรื่องที่นางคุ้นชินยิ่งกว่าสิ่งใด หญิงสาวแย้มรอยยิ้มการค้าที่ดูเป็นธรรมชาติและไม่ถ่อมตัวจนเกินไป

"ในเมื่อนายท่านเอ่ยปากเช่นนี้ ผู้น้อยย่อมยินดีขายให้เจ้าค่ะ"

มือเรียวบางที่ผ่านการทำงานหนักทว่าเริ่มดูนวลเนียนขึ้นจากการดื่มน้ำทิพย์ ขยับตักน้ำพริกที่เหลือลงในกระบอกไม้ไผ่อย่างคล่องแคล่วและรวดเร็ว กลิ่นหอมฉุนอมเปรี้ยวหวานและเผ็ดร้อนฟุ้งกระจายไปทั่วทุกครั้งที่ไม้พายตักลงไปในไหดินเผาใบใหญ่ ใช้เวลาเพียงไม่กี่อึดใจ น้ำพริกทั้งหมดก็ถูกบรรจุหีบห่ออย่างเรียบร้อย พ่อบ้านรับสินค้าไปพร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะรีบหมุนตัวกลับขึ้นรถม้าที่จอดรออยู่ ราวกับกลัวว่าจะมีใครมาแย่งชิงของล้ำค่าชิ้นนี้ไป

*‘ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีโฮสต์ สินค้าลอตใหญ่ถูกจำหน่ายหมดเกลี้ยง ค่าประสบการณ์การค้าเพิ่มขึ้น!’* เสียงใสของเสี่ยวชุ่ยดังขึ้นในห้วงคำนึง หลินเหม่ยหลินเพียงอมยิ้มบางๆ ขณะกวาดเศษเหรียญอีแปะและก้อนเงินลงในถุงผ้า

ฝูงชนที่พลาดโอกาสต่างถอนหายใจด้วยความเสียดาย ทยอยกันแยกย้ายสลายตัวไป ทว่าเรื่องราวของ ‘น้ำพริกสวรรค์’ ที่หอมหวลจนพ่อบ้านตระกูลใหญ่ต้องกระโดดลงจากรถม้ามาเหมาจนหมดแผง กลับถูกเล่าลือปากต่อปาก กระจายไปทั่วตลาดตำบลชิงจู๋ราวกับไฟลามทุ่ง

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ณ อีกฟากหนึ่งของตลาดตำบลชิงจู๋ บุรุษหนุ่มในชุดหน้ากากผ้าไหมสีครามเข้ม รูปร่างสูงโปร่ง กลิ่นอายรอบกายแผ่ซ่านถึงความภูมิฐานและเฉียบขาด เขากำลังเดินก้าวเท้าอย่างเชื่องช้า ทว่าสายตากลับคมกริบราวกับพญาเหยี่ยวที่จ้องมองเหยื่อ บุรุษผู้นี้คือ ‘หลงอวี้’ หลงจู๊ผู้ดูแลกิจการเหลาอาหารชื่อดังในตัวเมือง วันนี้เขาเดินทางมาตรวจดูตลาดวัตถุดิบด้วยตนเอง

ตลอดทางที่เดินผ่าน หลงอวี้ได้ยินแต่เสียงชาวบ้านจับกลุ่มคุยกันถึงน้ำพริกของสะใภ้รองตระกูลหลี่ คำโอ้อวดถึงรสชาติที่จัดจ้านและกลิ่นหอมที่กระชากวิญญาณคน ทำให้สัญชาตญาณพ่อค้าในตัวของเขาถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง ในฐานะหลงจู๊ผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เขาย่อมรู้ดีว่าวงการอาหารนั้นขับเคี่ยวกันด้วยรสชาติที่แปลกใหม่ หากมีของดีหลุดรอดสายตาไป คงถือเป็นความบกพร่องครั้งใหญ่

หลงอวี้พับพัดจีบในมือเก็บ ตัดสินใจเปลี่ยนทิศทางเดินตามคำบอกเล่าของชาวบ้าน มุ่งหน้าไปยังหัวมุมถนนที่ตั้งแผงไม้ชั่วคราว

ทว่าเมื่อเขามาถึง กลับพบเพียงสตรีสวมชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบที่สะอาดสะอ้าน กำลังเก็บกวาดแผงไม้และใช้เศษผ้าเช็ดทำความสะอาดไหดินเผาใบใหญ่ที่ว่างเปล่า

หลงอวี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย "ขายหมดแล้วงั้นหรือ..." เขาพึมพำด้วยความเสียดาย ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะหมุนตัวกลับ สายลมเย็นระลอกหนึ่งได้พัดผ่านมา หอบเอากลิ่นที่หลงเหลืออยู่จากก้นไหดินเผาใบนั้นมาปะทะเข้ากับจมูกของเขาโดยตรง

กึก!

ฝีเท้าของหลงจู๊หนุ่มชะงักงันราวกับถูกมนต์สะกด นัยน์ตาที่เคยมั่นคงฉายแววตื่นตะลึงอย่างปิดไม่มิด!

กลิ่นนี้... มันไม่ใช่แค่น้ำพริกธรรมดา! ในฐานะผู้ที่คลุกคลีกับอาหารเลิศรสมาทั้งชีวิต หลงอวี้สามารถแยกแยะวัตถุดิบได้เพียงแค่สูดดม เขาสัมผัสได้ถึงความเผ็ดร้อนของพริกที่ถูกคั่วจนได้ที่ ความหอมของกระเทียมและสมุนไพรป่า แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของเขาสั่นสะท้าน คือกลิ่นอายของการหมักบ่มที่ล้ำลึก มันมีความกลมกล่อมที่ลงตัวอย่างไร้ที่ติ ราวกับวัตถุดิบทุกชิ้นถูกดึงรสชาติที่ซ่อนเร้นออกมาจนถึงขีดสุด ซ้ำยังมีกลิ่นหอมบริสุทธิ์บางอย่างที่เขาไม่เคยพานพบมาก่อนในชีวิต... กลิ่นที่ทำให้จิตใจรู้สึกสดชื่นอย่างประหลาด (ซึ่งแท้จริงแล้วคือผลจากการใช้น้ำทิพย์และทักษะเร่งกระบวนการหมักของระบบ)

*นี่มันสูตรลับระดับปรมาจารย์ชัดๆ!* หลงอวี้กู่ร้องในใจ หากนำสิ่งนี้ไปเป็นเครื่องเคียงในเหลาอาหารของเขา มันจะต้องดึงดูดลูกค้ากระเป๋าหนักได้มหาศาล และทิ้งห่างคู่แข่งอย่างเหลาอาหารฝูหรงจนไม่เห็นฝุ่น!

เขาหันขวับกลับไปจ้องมองแผ่นหลังบอบบางของสตรีตรงหน้าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความประเมินค่าต่ำทรามที่เคยมีต่อแม่ค้าแผงลอยมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะไขว่คว้าขุมทรัพย์นี้ไว้ในมือ

หลงอวี้ก้าวเท้ายาวๆ เข้าไปประชิดหน้าแผงไม้ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกที่แฝงไปด้วยพลังอำนาจแห่งการต่อรอง

"แม่นางช้าก่อน..."

หลินเหม่ยหลินชะงักมือที่กำลังจัดเก็บสัมภาระ นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สบเข้ากับดวงตาคมกริบของบุรุษแปลกหน้า แม้ชายผู้นี้จะแต่งกายดูดีมีชาติตระกูล ทว่าสายตาที่เขามองมายังไหดินเผาของนางนั้น เต็มไปด้วยความหิวโหยในผลกำไรอย่างปิดไม่มิด

"นายท่านมีธุระอันใดหรือเจ้าคะ? หากท่านมาเพื่อซื้อน้ำพริก คงต้องขออภัยด้วย วันนี้สินค้าของข้าหมดเกลี้ยงแล้วจริงๆ" นางเอ่ยตอบอย่างฉะฉาน ไม่มีท่าทีหวาดหวั่นต่อกลิ่นอายกดดันของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย

หลงอวี้หรี่ตาลงเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่อ่านไม่ออก สตรีชาวบ้านผู้นี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ นางไม่มีท่าทีลุกลี้ลุกลนเมื่อเผชิญหน้ากับเขา

"ข้ารู้ว่ามันหมดแล้ว แม่นาง... ข้าเพียงแค่ได้กลิ่นจากก้นไหของเจ้า และมันก็ทำให้ข้าตระหนักได้ถึงบางสิ่ง..." หลงอวี้ขยับตัวเข้าใกล้อีกก้าว โน้มตัวลงเล็กน้อยพร้อมกับใช้พัดจีบชี้ไปยังไหดินเผาใบนั้น ดวงตาของเขาเปล่งประกายเจิดจ้า

"สูตรลับที่ซ่อนอยู่ในไหใบนี้ หากปล่อยให้ขายในตลาดสดเช่นนี้ต่อไป คงเป็นเรื่องน่าเสียดายแย่..." หลงอวี้จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหลินเหม่ยหลิน น้ำเสียงของเขาหนักแน่นและทรงพลัง "หากเจ้ากล้าพอ ข้ามีข้อเสนอที่จะพลิกเปลี่ยนชะตาชีวิตของเจ้าไปตลอดกาล... เจ้าสนใจจะฟังหรือไม่!"

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ข้อเสนอจากหลงอวี้]**