ตอนที่ 31
***บทที่ 31: ตำลึงเงินก้อนแรก***
แสงแดดสีทองยามสายลอดผ่านบานหน้าต่างไม้แกะสลัก ตกกระทบลงบนก้อนเงินตำลึงสุกปลั่งที่วางตระหง่านอยู่บนโต๊ะไม้กะทัดรัด ประกายของมันช่างเย้ายวนและทรงพลัง...
หลินเหม่ยหลินหลุบตาลงมองก้อนเงินตรงหน้า ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายเต้นระรัวอย่างไม่อาจควบคุม แม้ในอดีตชาติที่นางเป็นถึงเชฟระดับแนวหน้า เงินทองย่อมผ่านมือมานับไม่ถ้วน ทว่าสำหรับ ‘หลินเหม่ยหลิน’ สะใภ้รองแห่งตระกูลหลี่ผู้ยากแค้น นี่คือเงินก้อนใหญ่ที่สุดที่นางเคยได้สัมผัส นับตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาในโลกใบนี้!
หนึ่งตำลึงเงิน... สำหรับชาวบ้านทั่วไปในหมู่บ้านชิงสุ่ย มันคือค่าใช้จ่ายสำหรับซื้อเสบียงอาหารได้นานนับเดือน เป็นอิสรภาพที่จับต้องได้ เป็นกุญแจดอกแรกที่จะไขประตูพานางและเสี่ยวเป่าหลุดพ้นจากขุมนรกของแม่สามีใจแคบอย่างจ้าวกุ้ยเซียน!
แม้ภายในใจจะลิงโลดจนแทบอยากจะกู่ร้อง แต่นางกลับสูดลมหายใจเข้าลึก ซ่อนเร้นความตื่นเต้นไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย มุมปากบางยกยิ้มขึ้นเพียงเล็กน้อยอย่างมาดมั่น ดวงตากระจ่างใสดุจน้ำในลำธารจ้องสบกับนัยน์ตาคมกริบของหลงอวี้อย่างไม่สะทกสะท้าน
"ห้าสิบไหภายในสามวัน... หลงจู๊ช่างรู้วิธีทดสอบคู่ค้าเสียจริง" หลินเหม่ยหลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานใส ไร้ซึ่งร่องรอยของความหวาดหวั่น "ทว่าท่านประเมินฝีมือของข้าต่ำเกินไป ขอยกจอกชาแทนสุรา... อีกสามวันให้หลัง ยามซื่อ (09.00 - 10.59 น.) ข้าจะนำน้ำพริกห้าสิบไหที่รสชาติล้ำเลิศที่สุด มาส่งมอบให้ถึงมือท่านที่เหลาอาหารแห่งนี้โดยไม่ขาดตกบิดพลิ้วแม้แต่ครึ่งเฟิน!"
หลงอวี้เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ประกายความพึงพอใจพาดผ่านดวงตา เขาคิดไว้ไม่ผิด หญิงชาวบ้านนางนี้มิใช่คนธรรมดา ความกล้าหาญและเด็ดเดี่ยวของนางเหนือกว่าบุรุษอกสามศอกหลายคนนัก
"ประเสริฐ! ข้าจะรอชมผลงานของเจ้า" หลงอวี้หัวเราะในลำคออย่างชอบใจ "รับเงินมัดจำไปเถิด หวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง"
หลินเหม่ยหลินยื่นมือออกไปกอบกุมก้อนเงินตำลึง สัมผัสอันเย็นเยียบทว่าหนักอึ้งของเนื้อเงินแท้แผ่ซ่านผ่านปลายนิ้ว นางเก็บมันลงในอกเสื้ออย่างระมัดระวัง คล้ายกับกำลังโอบกอดความหวังอันยิ่งใหญ่เอาไว้ ก่อนจะลุกขึ้นประสานมืออำลาหลงจู๊หนุ่ม แล้วหมุนตัวก้าวออกจากห้องรับรองด้วยท่วงท่าสง่างาม
เมื่อพ้นประตูเหลาอาหาร หลินเหม่ยหลินเดินลัดเลาะเข้าสู่ความพลุกพล่านของตลาดตำบลชิงจู๋ เสียงพ่อค้าแม่ค้าตะโกนเร่ขายสินค้าดังเซ็งแซ่ กลิ่นหอมของซาลาเปานึ่งและหมั่นโถวร้อนๆ ลอยแตะจมูก ทว่าสิ่งเหล่านั้นไม่อาจดึงดูดความสนใจของนางได้เท่ากับความตื่นเต้นในอก นางลอบแตะถุงเงินในสาบเสื้อเบาๆ
*‘นี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างตัว... ด้วยมิติลับและระบบเสี่ยวชุ่ย น้ำพริกห้าสิบไหใช้เวลาหมักเพียงข้ามคืนก็สมบูรณ์แบบ ข้าเพียงแค่ต้องกว้านซื้อวัตถุดิบและไหเปล่ากลับไปให้เพียงพอเท่านั้น’* หลินเหม่ยหลินคิดในใจ ขณะกวาดสายตามองหาร้านขายเครื่องปั้นดินเผา
ทว่าในจังหวะที่นางกำลังจะเดินข้ามสะพานหินมุ่งหน้าไปยังท้ายตลาด สายตาพลันสะดุดเข้ากับแผงลอยเก่าซอมซ่อของกลุ่มการค้าสกุลหวัง พ่อค้าเร่จากต่างถิ่นที่มักนำของแปลกตามาขาย บนแผงไม้ปูด้วยผ้ากระสอบ มีห่อผ้าขนาดเล็กหลายห่อวางเรียงรายอยู่
ทันใดนั้น ทักษะ **‘เนตรวิเคราะห์’** ที่ติดตัวมากับระบบก็ทำงานโดยอัตโนมัติ!
แสงสีทองจางๆ ที่มีเพียงนางคนเดียวที่มองเห็น วาบขึ้นเหนือกองเมล็ดพันธุ์แห้งเหี่ยวสีหม่นในมุมหนึ่งของแผงลอย พร้อมกับเสียงใสแจ๋วของปัญญาประดิษฐ์ตัวน้อยที่ดังขึ้นในหัว
*[นายท่าน! พบของดีเข้าแล้วเจ้าค่ะ! นั่นคือเมล็ดพันธุ์ผักกาดหิมะหายากจากแดนเหนือ แม้สภาพภายนอกจะดูแห้งตายไปกว่าเจ็ดส่วน ทว่าแก่นแท้ของพืชยังหลงเหลืออยู่ หากนำไปเพาะปลูกในมิติลับและรดด้วยน้ำทิพย์บริสุทธิ์ของพวกเรา มันจะเติบโตเป็นผักคุณภาพวิเศษที่กรอบหวานและมีฤทธิ์ปรับสมดุลลมปราณได้เจ้าค่ะ! ห้ามพลาดเด็ดขาดนะเจ้าคะ!]*
ดวงตาของหลินเหม่ยหลินเป็นประกายวาบ ผักกาดหิมะคือวัตถุดิบชั้นเลิศที่แม้แต่ในยุคก่อนนางยังหามาทำอาหารได้ยากยิ่ง หากสามารถปลูกจนงอกงามได้ในมิติ มันจะเป็นตัวทำเงินก้อนโตให้ชีวิตของนางอย่างแน่นอน!
นางปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แสร้งทำเป็นเดินเข้าไปชมสินค้าอย่างไม่ใส่ใจ หยิบจับรากสมุนไพรแห้งสองสามชิ้น ก่อนจะชี้ไปยังห่อเมล็ดผักกาดหิมะที่ดูคล้ายขยะ
"เถ้าแก่ ห่อเมล็ดพันธุ์แห้งๆ นู่นคือสิ่งใดหรือ มองดูคล้ายจะเพาะไม่ขึ้นเสียแล้ว" นางแกล้งถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
พ่อค้าเร่ร่างท้วมถอนหายใจยาว "เฮ้อ... แม่นาง สายตาเจ้าช่างแหลมคมนัก นั่นคือเมล็ดผักกาดหิมะจากทางเหนือ ข้าอุตส่าห์ขนข้ามเขามาหมายจะขายให้เศรษฐีในเมือง ทว่าอากาศทางใต้นี้ชื้นและร้อนเกินไป เมล็ดพวกนี้จึงชื้นและเริ่มฝ่อเสียแล้ว หากเจ้าต้องการ ข้าขายให้ถูกๆ เหมาหมดนี่เพียงห้าสิบอีแปะเท่านั้น ถือเสียว่าช่วยข้าล้างแผงก็แล้วกัน"
ห้าสิบอีแปะแลกกับเมล็ดพันธุ์ผักกาดหิมะระดับวิเศษ! หลินเหม่ยหลินแทบจะหัวเราะร่าอยู่ในใจ ทว่าภายนอกนางทำเพียงขมวดคิ้วเล็กน้อย แสร้งทำท่าลังเล ก่อนจะล้วงเหรียญทองแดงจำนวนห้าสิบอีแปะออกจากถุงเงินเก่าๆ จ่ายให้พ่อค้าเร่อย่างรวดเร็ว
"เอาเถิด ข้าจะลองนำไปให้ไก่ที่บ้านจิกกินดู เผื่อจะมีประโยชน์อันใดบ้าง"
นางรับห่อเมล็ดพันธุ์มาเก็บไว้อย่างมิดชิด หลังจากนั้นนางจึงรีบไปจัดการซื้อไหเปล่าจำนวนห้าสิบใบและเครื่องเทศที่จำเป็น โดยจ้างเกวียนเทียมวัวของชาวบ้านให้ไปส่งที่ชายป่าใกล้ภูเขาหมอกคราม เพื่อหลบเลี่ยงสายตาสอดรู้สอดเห็นของผู้คนในหมู่บ้าน
ยามบ่ายคล้อย แสงแดดเริ่มอ่อนแสงลง หลินเหม่ยหลินสะพายตะกร้าไผ่ใบใหญ่เดินลัดเลาะตามคันนาเพื่อกลับสู่เรือนตระกูลหลี่ สายลมเย็นพัดผ่านทุ่งข้าวสีเขียวขจี นำพากลิ่นไอดินและดอกหญ้ามาเตะจมูก
ระหว่างทาง นางยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อที่ผุดซึมตามไรผมโดยไม่รู้ตัว ทว่าสัมผัสจากหลังมือที่แตะลงบนพวงแก้มกลับทำให้นางชะงักไปชั่วครู่...
ผิวพรรณที่เคยหยาบกร้านดั่งเปลือกไม้ คล้ำเสียจากแสงแดดและการตรากตรำทำงานหนัก บัดนี้กลับให้ความรู้สึกนุ่มลื่นและยืดหยุ่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้จะยังไม่ถึงขั้นขาวผ่องดั่งคุณหนูในห้องหอ ทว่าความหมองคล้ำแลดูจางลง เผยให้เห็นน้ำมีนวลที่ซ่อนอยู่ภายใน มิใช่เพียงแค่นางเท่านั้น ทว่าหลายวันมานี้ หลี่เสี่ยวเป่าบุตรชายตัวน้อยที่เคยผอมแห้งจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ก็เริ่มมีเนื้อมีหนัง แก้มยุ้ยขึ้นและเปล่งปลั่งไปด้วยเลือดฝาด
ผลจากการดื่มน้ำแกงที่ผสมน้ำทิพย์จากมิติลับ และการกินอาหารที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการทุกวัน เริ่มแสดงผลลัพธ์ที่ปิดบังไว้ได้ยากขึ้นเรื่อยๆ!
หลินเหม่ยหลินขมวดคิ้วเล็กน้อย นางรู้ดีว่าความเปลี่ยนแปลงนี้เป็นเรื่องน่ายินดี ทว่าในเรือนตระกูลหลี่ที่มีแต่พวกเหลือบไรจ้องจะสูบเลือดสูบเนื้อ โดยเฉพาะซุนเหมยฮวา สะใภ้ใหญ่ผู้มีดวงตาเต็มไปด้วยริษยาและคอยจับผิดนางอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ความโดดเด่นนี้อาจนำมาซึ่งความวุ่นวายโดยไม่จำเป็น
*‘ดูท่าข้าต้องระมัดระวังตัวให้มากขึ้นเสียแล้ว...’* นางเตือนสติตนเอง ขณะก้าวเท้าเข้าสู่เขตหมู่บ้านชิงสุ่ย
ทว่าเมื่อสองเท้าของหลินเหม่ยหลินก้าวผ่านซุ้มประตูไม้ไผ่ที่ผุพังของเรือนตระกูลหลี่ บรรยากาศภายในลานกว้างกลับเงียบสงัดผิดปกติ ไม่มีเสียงก่นด่าของจ้าวกุ้ยเซียน ไม่มีเสียงท่องตำราอันจอมปลอมของหลี่ต้าเหอ...
นางเดินตรงไปยังทิศทางของห้องครัวซอมซ่อซึ่งเป็นที่พักของนางและเสี่ยวเป่า ทันใดนั้น หางตาพลันตวัดไปเห็นความผิดปกติบางอย่าง บานประตูครัวที่นางจำได้แม่นยำว่าปิดสนิทและนำเศษไม้ขัดทับไว้ก่อนออกไปบัดนี้กลับมีรอยแง้มออกเล็กน้อย รอยเท้าเปื้อนดินโคลนประทับอยู่บนพื้นหน้าประตู ไม่ใช่รอยเท้าของเด็กอย่างเสี่ยวเป่าอย่างแน่นอน!
หลินเหม่ยหลินหยุดชะงัก ฝีเท้าเบาหวิวราวกับแมวป่า สายตาเย็นเยียบกวาดมองไปรอบลานเรือน ก่อนที่สัญชาตญาณอันเฉียบคมจะสัมผัสได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่กำลังจ้องมองนางมาจากมุมมืดหลังต้นต้นเหมยต้นใหญ่ข้างเรือนหลัก
ในเงามืดนั้น ใบหน้าอันบิดเบี้ยวของซุนเหมยฮวากำลังซ่อนตัวอยู่ นัยน์ตาของสะใภ้ใหญ่เบิกกว้าง จ้องเขม็งมาที่ใบหน้าที่ดูมีน้ำมีนวลและผิวพรรณที่ผุดผ่องขึ้นของน้องสะใภ้ สลับกับตะกร้าไผ่ใบใหญ่ที่ดูหนักอึ้งบนหลังของหลินเหม่ยหลิน ริมฝีปากที่ทาชาดราคาถูกของซุนเหมยฮวาเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง สองมือขยำชายเสื้อแน่นจนยับยู่ยี่ด้วยความริษยาที่แผดเผาอยู่ในอกประดุจเพลิงนรก!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ความเปลี่ยนแปลงที่ปิดไม่มิด]**