ตอนที่ 33
***บทที่ 33: สะกดรอยตาม***
รุ่งอรุณเบิกฟ้า แสงตะวันสีทองสาดส่องทะลุม่านหมอกบางเบาที่ปกคลุมยอดเขาหมอกคราม อากาศยามเช้าในหมู่บ้านชิงสุ่ยเย็นสบายและสดชื่นยิ่งนัก ทว่าบรรยากาศบริเวณเรือนหลักของตระกูลหลี่กลับคุกรุ่นไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ซ่อนเร้น
หลินเหม่ยหลินจัดการแต่งกายด้วยชุดผ้าฝ้ายสีเนื้อหยาบที่ทะมัดทะแมง เกล้าผมขึ้นเป็นมวยเรียบง่ายเสียบด้วยปิ่นไม้ นางจัดแจงให้เสี่ยวเป่านอนหลับพักผ่อนอย่างปลอดภัย พร้อมกำชับเสี่ยวชุ่ยให้คอยดูแลความเรียบร้อยอยู่ภายในจิตสำนึก จากนั้นจึงสะพายตะกร้าไม้ไผ่สานใบใหญ่ขึ้นหลัง ก้าวเดินออกจากลานบ้านมุ่งหน้าสู่ภูเขาหมอกครามด้วยท่วงท่ากระฉับกระเฉง
ทันทีที่แผ่นหลังบอบบางทว่าตั้งตรงของสะใภ้รองลับสายตาไปทางท้ายหมู่บ้าน ประตูไม้เก่าคร่ำคร่าของเรือนหลักก็แง้มออกอย่างเงียบเชียบ ซุนเหมยฮวาในชุดสีเข้มทะมัดทะแมงผิดวิสัย ชะโงกหน้าออกมามองซ้ายมองขวา เมื่อแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น นางก็รีบคว้าผ้าโพกหัวมาปิดบังใบหน้าครึ่งล่าง แล้วก้าวเท้าย่ำตามรอยหลินเหม่ยหลินไปอย่างรวดเร็ว
‘นังแพศยา วันนี้แหละข้าจะกระชากหน้ากากของเจ้าให้จงได้!’ ซุนเหมยฮวากัดฟันกรอด นัยน์ตาทั้งสองข้างวาวโรจน์ไปด้วยความโลภโมโทสัน นางวาดฝันไปไกลแสนไกลว่าบนภูเขาลูกนั้น นังสะใภ้รองต้องมีแหล่งขุดโสมคนอายุร้อยปี หรือไม่ก็ไปพบเจอหีบสมบัติของโจรป่าที่ซุกซ่อนไว้เป็นแน่ มิเช่นนั้นเหตุใดอีกฝ่ายถึงได้มีเงินทองมาซื้อเนื้อหมู ซื้อข้าวขาว ทั้งยังผิวพรรณเปล่งปลั่งงดงามขึ้นทุกวันราวกับสตรีสูงศักดิ์เล่า
ยิ่งคิด ความริษยาก็ยิ่งสุมขอนในอก ซุนเหมยฮวาเร่งฝีเท้าตามไปห่างๆ พยายามทิ้งระยะไม่ให้ใกล้จนเกินไปเพื่อป้องกันการถูกจับได้
เมื่อเข้าสู่เขตป่าของเขาหมอกคราม ต้นไม้สูงใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาบดบังแสงตะวัน บรรยากาศรอบด้านเริ่มเงียบสงัด มีเพียงเสียงนกร้องและเสียงใบไม้ไหวสวบสาบ หลินเหม่ยหลินเดินทอดน่องอย่างสบายใจราวกับกำลังเดินชมสวนหลังบ้าน ร่างกายที่ได้รับการฟื้นฟูบำรุงด้วยน้ำทิพย์จากมิติลับ ทำให้ประสาทสัมผัสของนางเฉียบคมกว่าคนทั่วไปหลายเท่านัก
‘ติ๊ง! แจ้งเตือนนายท่าน ระบบตรวจพบการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ด้านหลัง ห่างออกไปประมาณห้าสิบก้าว อัตราการเต้นของหัวใจถี่รัว มีความเหนื่อยหอบสูง และแผ่รังสีมุ่งร้ายอย่างชัดเจนขอรับ’ เสียงของเสี่ยวชุ่ยดังขึ้นในห้วงความคิด
ริมฝีปากอวบอิ่มของหลินเหม่ยหลินยกยิ้มขึ้นมุมปากบางเบา แววตาปรากฏร่องรอยของความขบขันระคนเย็นเยียบ ‘ข้ารู้อยู่แล้ว เสี่ยวชุ่ย... พี่สะใภ้ใหญ่ช่างมีความอดทนเสียจริง อุตส่าห์ตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อมาเดินป่าลำบากลำบนเช่นนี้’
‘นายท่านจะให้ข้าเปิดระบบพรางตัว หรือสร้างหมอกควันเพื่อสลัดนางทิ้งหรือไม่ขอรับ?’
‘ไม่ต้องหรอก ในเมื่อนางอยากรู้อยากเห็นถึงเพียงนี้ ข้าก็ควรจะเป็นเจ้าบ้านที่ดี พานางเดินชมทิวทัศน์อันงดงามของเขาหมอกครามเสียหน่อย’ หลินเหม่ยหลินตอบกลับในใจ พลางใช้ ‘เนตรวิเคราะห์’ กวาดตามองสภาพภูมิประเทศโดยรอบ แผนการดัดหลังผู้ที่ชอบสอดรู้สอดเห็นผุดขึ้นมาในหัวอย่างรวดเร็ว
อดีตเชฟสาวเริ่มปรับเปลี่ยนเส้นทาง นางเลี่ยงทางเดินปกติที่ชาวบ้านใช้หาของป่า แล้วจงใจมุ่งหน้าเข้าสู่เขตป่าดงดิบที่รกทึบกว่าเดิม ซุนเหมยฮวาที่สะกดรอยตามมาเริ่มพบกับความยากลำบาก กิ่งไม้ระเกะระกะเกี่ยวเสื้อผ้าจนขาดวิ่น หนามแหลมขีดข่วนตามท่อนแขนและใบหน้าจนแสบสัน ยุงป่าตัวโตบินว่อนรุมกัดจนนางต้องคอยปัดป่ายอย่างหัวเสีย
“โอ๊ย! นังตัวดี นี่มันเดินบ้าบออันใดของมัน ทะลุดงหนามเข้ามาทำไมเนี่ย!” ซุนเหมยฮวาสบถอุบอิบในลำคอ หอบหายใจแฮกๆ เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มแผ่นหลัง ขาทั้งสองข้างเริ่มสั่นเทาด้วยความเหนื่อยล้า ทว่าความโลภที่บังตาทำให้นางยังคงกัดฟันเดินตามต่อไป ไม่ยอมถอดใจ
ด้านหลินเหม่ยหลิน เมื่อเห็นว่าเหยื่อติดกับและตามเข้ามาลึกพอสมควรแล้ว นางก็เริ่มดำเนินแผนการขั้นต่อไป ร่างบางจงใจก้าวเดินวนเวียนไปมาอยู่บริเวณดงต้นไผ่ทึบ เดินซ้ายทีขวาทีราวกับกำลังค้นหาของล้ำค่าบางอย่าง เมื่อเห็นพื้นดินบริเวณหนึ่งที่มีลักษณะชื้นแฉะและเป็นดินเหนียว หลินเหม่ยหลินก็กดน้ำหนักเท้าลงไปอย่างแรง เพื่อทิ้งรอยเท้าขนาดใหญ่และลึกเอาไว้ให้เห็นเด่นชัด
จากนั้น นางก็ใช้ท่อนไม้แห้งๆ กดลงบนพื้นดินข้างรอยเท้า เพื่อจำลองรอยยุบที่คล้ายกับว่ามีคนวางของหนักลงบนพื้น ก่อนจะใช้ทักษะความคล่องแคล่วว่องไวของตน กระโดดขึ้นไปเหยียบรากไม้ใหญ่ที่โผล่พ้นดิน ถีบตัวส่งไปยังโขดหิน ลบเลือนร่องรอยการหลบหนีของตนเองอย่างหมดจด แล้วปีนขึ้นไปซ่อนตัวอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ที่ปกคลุมด้วยใบไม้หนาทึบ
ซุนเหมยฮวาที่เพิ่งแหวกดงหนามออกมาได้สำเร็จ หอบหายใจตัวโยน นัยน์ตาเบิกกว้างเมื่อเห็นรอยเท้าชัดเจนที่ประทับอยู่บนดินเหนียวชื้นแฉะ รอยเท้านั้นมุ่งหน้าตรงไปยังพงหญ้าสูงทึบเบื้องหน้า แถมยังมีรอยยุบคล้ายการวางของหนักอยู่เป็นระยะ
“ฮ่าฮ่า! ในที่สุด... ในที่สุดข้าก็เจอแล้ว!” ซุนเหมยฮวากระซิบด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าไปด้วยความตื่นเต้นตระหนก นางลืมความเหน็ดเหนื่อยและความเจ็บปวดไปจนสิ้น สองตาเบิกโพลงจ้องมองไปยังพงหญ้าทึบเบื้องหน้า ราวกับเห็นหีบทองคำอร่ามวางรออยู่
‘นังสะใภ้รองคงกำลังขุดสมบัติอยู่หลังพงหญ้านั่นแน่ๆ รอยเท้าลึกปานนี้ ต้องแบกของหนักมากเป็นแน่!’
สะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลหลี่แสยะยิ้มกว้างจนเห็นไรฟัน นางค่อยๆ ย่องตามรอยเท้านั้นไปอย่างระมัดระวัง มือสองข้างแหวกพงหญ้าสูงชันที่บดบังทัศนวิสัยออก โดยหารู้ไม่ว่าเบื้องหลังพงหญ้านั้น ไม่ใช่แหล่งซ่อนสมบัติล้ำค่าอันใด แต่เป็นสิ่งที่สัตว์ป่าบนภูเขาหมอกครามโปรดปรานที่สุดในฤดูนี้...
ซุนเหมยฮวาก้าวเท้าข้ามกอดอกไม้ป่า สายตาจับจ้องเพียงภาพจินตนาการแห่งความมั่งคั่งเบื้องหน้า เท้าข้างขวาของนางเหยียบย่างลงบนพื้นดินที่ดูเหมือนจะราบเรียบ ทว่าสัมผัสที่ได้รับกลับกลายเป็นความนุ่มหยุ่นและยวบยาบอย่างประหลาด กลิ่นเหม็นสาบฉุนกึกโชยเตะจมูกอย่างรุนแรง...
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ตกหลุมพรางบ่อโคลน]**