ตอนที่ 4
***บทที่ 4: มื้ออาหารแห่งความหวัง***
เงาดำทมึนที่พุ่งทะยานแหวกพุ่มไม้เข้ามานั้นรวดเร็วดุจมัจจุราชทวงวิญญาณ เสียงลมหายใจฟืดฟาดเจือกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งอยู่ห่างจากแผ่นหลังของหลินเหม่ยหลินเพียงไม่กี่คืบ ทว่าในเสี้ยวลมหายใจแห่งความเป็นความตายนั้นเอง ประสบการณ์เฉียดตายในชาติก่อนที่หล่อหลอมให้นางมีสติมั่นคงเหนือคนทั่วไปก็เปล่งประกายขึ้น
"เข้าไป!"
นางสับเปลี่ยนความคิดอย่างฉับพลัน อาศัยสมาธิที่แน่วแน่สั่งการในจิตใจ เพียงชั่วพริบตาเดียวที่เขี้ยวอันแหลมคมกำลังจะขย้ำลงบนลาดไหล่บอบบาง ร่างของสะใภ้รองสกุลหลี่ก็อันตรธานหายวับไปราวกับไร้ตัวตน ทิ้งให้หมูป่าร่างยักษ์ที่หิวโซพุ่งชนต้นไม้ใหญ่เบื้องหน้าอย่างจังจนเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ใบไม้ร่วงหล่นกราวใหญ่ ก่อนที่มันจะสะบัดหัวด้วยความงุนงง โกรธเกรี้ยวที่เหยื่ออันโอชะหายไปในอากาศธาตุ
ภายในมิติลับสวนวิเศษอันเงียบสงบ หลินเหม่ยหลินทรุดตัวลงนั่งหอบหายใจฮักบนผืนดินอ่อนนุ่ม หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง เหงื่อเย็นเยียบชุ่มโชกไปทั้งแผ่นหลัง
*(ติง! นายท่านช่างมีปฏิกิริยาตอบสนองที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก หากช้าไปเพียงครึ่งก้าว ระบบคงต้องเตรียมหาโฮสต์คนใหม่เสียแล้ว)* เสียงยียวนของ 'เสี่ยวชุ่ย' ดังขึ้นในห้วงความคิด
"หุบปากไปเลยเสี่ยวชุ่ย เกือบตายแล้วไหมล่ะ" นางบ่นอุบพร้อมกับยกมือขึ้นลูบหน้าอกเพื่อเรียกขวัญ ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆ พื้นที่มิติ ตอนนี้นางปลอดภัยแล้ว และเบื้องหน้าของนางคือกองวัตถุดิบชั้นเลิศ ทั้งเห็ดป่าอวบอ้วนและพริกชี้ฟ้าป่าสีสดที่เพิ่งเก็บเกี่ยวมาได้
เมื่ออารมณ์สงบลง สัญชาตญาณของสุดยอดแม่ครัวก็ตื่นตัว นางเดินตรงไปยังมุมหนึ่งของมิติซึ่งระบบได้จัดเตรียม 'ครัวพื้นฐาน' เอาไว้ให้ แม้จะดูเรียบง่าย มีเพียงเตาถ่านดินเผา หม้อดินสุก หม้อเหล็กใบย่อม และเครื่องปรุงพื้นฐานจำพวกเกลือเม็ดหยาบกับซีอิ๊วหมักสีเข้ม แต่สำหรับระดับปรมาจารย์แล้ว เพียงเท่านี้ก็เกินพอที่จะเนรมิตของวิเศษ
นางเลือกเห็ดป่าที่มีเนื้อแน่นและหอมกรุ่นที่สุด นำไปล้างทำความสะอาดด้วยน้ำทิพย์เจือจางจากบ่อในมิติอย่างเบามือ น้ำทิพย์นี้ไม่เพียงแต่จะชะล้างคราบดินทราย ทว่ายังช่วยดึงเอาความสดใหม่และรสอูมามิที่ซ่อนอยู่ในตัววัตถุดิบออกมาจนถึงขีดสุด จากนั้นนางจึงก่อไฟในเตาอย่างคล่องแคล่ว ตั้งหม้อดิน หั่นเห็ดป่าเป็นชิ้นพอดีคำ และฝานพริกป่าเพียงเล็กน้อยเพื่อเพิ่มรสชาติแฝงที่ช่วยขับไล่ความหนาวเย็น
ทันทีที่น้ำในหม้อเดือดพล่าน หลินเหม่ยหลินก็ใส่เห็ดป่าลงไป ตามด้วยเกลือและซีอิ๊วเพียงเล็กน้อยเพื่อไม่ให้กลบกลิ่นธรรมชาติดั้งเดิม ไม่นานนัก กลิ่นหอมหวนชวนน้ำลายสอก็ลอยคลุ้งไปทั่วทั้งมิติ เป็นกลิ่นหอมของน้ำแกงที่ใสกระจ่างแต่แฝงไปด้วยความเข้มข้นลึกล้ำ รสชาติของพงไพรอันอุดมสมบูรณ์ถูกหลอมรวมอยู่ในหม้อดินใบนี้อย่างสมบูรณ์แบบ
เมื่อเห็นว่าน้ำแกงได้ที่ นางจึงรีบตักใส่ชามไม้ที่เตรียมไว้ ซ่อนมันไว้ในตะกร้าอย่างมิดชิด ก่อนจะกำหนดจิตพาร่างของตนเองกลับออกมาสู่โลกภายนอก โดยเลือกจุดปรากฏตัวให้เป็นมุมอับสายตาหลังห้องพักซอมซ่อของตนเองเพื่อหลีกเลี่ยงสายตาผู้คน
ในห้องเก็บฟืนที่ถูกดัดแปลงเป็นห้องนอน บรรยากาศยังคงหนาวเย็นและมืดสลัว หลี่เสี่ยวเป่านอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบางที่เต็มไปด้วยรอยปะชุน ร่างกายเล็กจ้อยสั่นสะท้านเป็นระยะจากความหนาวและความหิวโหยที่กัดกินกะเพาะ
หลินเหม่ยหลินผลักประตูเข้าไปอย่างเงียบเชียบ นางวางตะกร้าลงบนโต๊ะไม้เตี้ยๆ ก่อนจะเดินไปลูบผมแห้งสากของเด็กน้อยอย่างอ่อนโยน "เสี่ยวเป่า... เสี่ยวเป่าของแม่ ตื่นเถิดลูก แม่ทำของอร่อยมาให้เจ้าแล้ว"
เด็กน้อยค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก ทว่าทันทีที่ปลายจมูกเล็กๆ สัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมกรุ่นที่ไม่เคยพานพบมาก่อนในชีวิต ดวงตาที่เคยหม่นหมองก็เบิกกว้างขึ้นทันที "ท่านแม่... หอม หอมเหลือเกินขอรับ"
"ลุกขึ้นมากินสิลูก กำลังร้อนๆ เลย" นางประคองร่างเล็กให้ลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะยกชามซุปเห็ดป่าที่ยังคงมีควันลอยฉุยส่งให้
หลี่เสี่ยวเป่ารับชามมาด้วยมือที่สั่นเทา เขากลืนน้ำลายดังเอื๊อก ก่อนจะซดน้ำแกงเข้าไปหนึ่งคำโต ทันใดนั้น ร่างกายของเด็กน้อยก็ชะงักงัน ดวงตากลมโตเบิกกว้างยิ่งกว่าเดิม รสชาติหวานล้ำของเห็ดป่าผสานกับความกลมกล่อมของน้ำแกงที่ต้มด้วยน้ำทิพย์ แผ่ซ่านไปทั่วกระพุ้งแก้ม มันอร่อยล้ำเสียจนน้ำตาของเด็กน้อยรื้นขึ้นมาคลอเบ้า
"ท่านแม่! นี่... นี่มันอร่อยยิ่งกว่าเนื้อหมูที่ท่านย่าเคยทำให้ท่านลุงใหญ่กินอีกขอรับ! ซุปนี่หล่นมาจากสวรรค์หรือขอรับ?" เด็กน้อยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นระคนตกตะลึง ก่อนจะรีบซดน้ำแกงและเคี้ยวเนื้อเห็ดหนึบนุ่มเข้าปากคำแล้วคำเล่าอย่างไม่กลัวร้อน
หลินเหม่ยหลินมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกปวดหนึบในใจ ร่างเดิมปล่อยให้ลูกชายอดอยากถึงเพียงนี้เชียวหรือ นางยกมือขึ้นเช็ดคราบน้ำแกงที่มุมปากให้เด็กน้อย พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังทว่าอ่อนโยน "เสี่ยวเป่า ฟังแม่ให้ดีนะ ซุปชามนี้และของอร่อยทุกอย่างที่แม่จะทำให้เจ้ากินนับจากนี้ เป็นความลับสุดยอดระหว่างเราสองแม่ลูกเท่านั้น เจ้าห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้ให้ผู้ใดล่วงรู้เด็ดขาด แม้แต่ป้าอู๋ก็บอกไม่ได้ เข้าใจหรือไม่?"
"ทำไมล่ะขอรับ?" เด็กน้อยเอียงคอสงสัย
"เพราะหากท่านย่าหรือท่านป้าใหญ่ของเจ้ารู้เข้า พวกนางจะต้องมาแย่งชิงของอร่อยเหล่านี้ไปจนหมด และพวกเราก็จะไม่มีอะไรกินอีก เจ้าอยากกลับไปกินน้ำข้าวใสๆ ที่มีแต่เศษกรวดอีกหรือไม่?" นางอธิบายอย่างมีเหตุผล
หลี่เสี่ยวเป่าส่ายหัวดิกจนผมปลิว "ไม่เอาขอรับ! ข้าไม่บอกใครแน่นอน ข้าจะเก็บเป็นความลับสุดยอด ท่านแม่วางใจได้!"
หลินเหม่ยหลินยิ้มบางๆ อย่างพึงพอใจ ก่อนจะรินน้ำแกงส่วนที่เหลือใส่ชามให้ตนเอง เมื่อซุปอุ่นๆ ไหลลงสู่กระเพาะ นางก็สัมผัสได้ถึงกระแสความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย เนตรวิเคราะห์ในคลองจักษุของนางแสดงผลตัวเลขสถานะสุขภาพของทั้งสองคนที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ร่องรอยความซีดเซียวบนใบหน้าของเสี่ยวเป่าเริ่มจางลง แทนที่ด้วยซับเลือดฝาดสีระเรื่อบางๆ ที่พวงแก้ม ส่วนร่างกายที่เคยหนักอึ้งและอ่อนแรงของนาง ก็กลับมารู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีเรี่ยวแรงราวกับได้รับการผลัดเปลี่ยนกระดูกใหม่ พลังแห่งน้ำทิพย์และสมุนไพรป่าช่างล้ำเลิศสมคำร่ำลือจริงๆ
ทว่า ความสงบสุขของมื้ออาหารแห่งความหวังนี้ช่างแสนสั้นนัก
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ในขณะที่หลินเหม่ยหลินกำลังจัดการเก็บกวาดร่องรอยชามดินเผาให้พ้นจากสายตาผู้คน เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็กระแทกกระทั้นตรงมายังหน้าห้องพักของนาง
*ปัง! ปัง! ปัง!*
เสียงทุบประตูดังสนั่นหวั่นไหวจนบานประตูไม้ผุๆ แทบจะหลุดออกจากบานพับ ตามมาด้วยเสียงแหลมปรี๊ดที่บาดหูของ 'ซุนเหมยฮวา' สะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลหลี่
"นังสะใภ้รอง! ยังจะมัวนอนกินบ้านกินเมืองอยู่อีกหรือ! รีบไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้ เอาฟืนกับน้ำที่เจ้าหามาได้เมื่อวานส่งมาให้ข้า พี่ใหญ่ของเจ้าอ่านตำราจนดึกดื่น บัดนี้ต้องการต้มน้ำอุ่นเพื่อชำระกาย รีบไสหัวออกมายกฟืนไปต้มน้ำให้พี่ใหญ่เจ้าเดี๋ยวนี้!"
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ปะทะฝีปากสะใภ้ใหญ่]**