หมอไป๋แห่งหมู่บ้านชิงซี
มือที่กำลังกำด้ามเสียมของฟางเซวี่ยหนิงชะงักค้างอยู่กลางอากาศ ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างสะท้อนแสงสีแดงชาดที่สว่างวาบขึ้นมาจากใต้ชั้นดินลึกซึ้ง นางสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามระงับความตื่นเต้นที่เต้นระรัวอยู่ในอก ค่อยๆ ใช้ปลายนิ้วแหวกเศษดินและรากสนที่พันธนาการสิ่งนั้นอยู่อย่างเบามือที่สุด
เมื่อชั้นดินร่วงหล่น สิ่งที่ซ่อนตัวอยู่ใต้รากหวงจิงอายุห้าสิบปีก็เผยโฉม มันคือ 'เห็ดหลินจือโลหิต' ขนาดเท่าฝ่ามือทารก ทว่ากลับเปล่งประกายสีแดงสดใสราวกับอัญมณีล้ำค่า ดวงตาโภชนาการของนางมองเห็นแถบแสงสีทองแกมแดงที่ไหลเวียนอยู่ภายใน บ่งบอกถึงความเข้มข้นของสรรพคุณทางยาที่สามารถบำรุงเลือดลมและฟื้นฟูพละกำลังได้อย่างมหาศาล มิน่าเล่า รากหวงจิงต้นนี้ถึงได้เติบโตจนมีขนาดมหึมาและอุดมสมบูรณ์ถึงเพียงนี้ ที่แท้มันได้รับสารอาหารบริสุทธิ์จากหลินจือโลหิตต้นนี้นี่เอง!
ฟางเซวี่ยหนิงตระหนักดีว่าของล้ำค่าเช่นเห็ดหลินจือโลหิตนี้ หากนำไปขายในตอนนี้ย่อมนำมาซึ่งเภทภัยมากกว่าโชคลาภ หญิงหม้ายตัวคนเดียวที่เพิ่งถูกหย่าขาด หากครอบครองสมบัติสะเทือนฟ้า ย่อมตกเป็นเป้าสายตาของผู้คน นางจึงตัดสินใจใช้จิตสัมผัส ดึงเอาเห็ดหลินจือโลหิตเก็บเข้าไปซ่อนไว้ในมิติสวนพฤกษาโภชนาอย่างแนบเนียน เพื่อรอเวลาที่เหมาะสมในการนำมาใช้ประโยชน์
ส่วน 'หวงจิง' อายุห้าสิบปีรากมหึมานั้น นางจัดการห่อด้วยใบไม้ขนาดใหญ่อย่างมิดชิด บรรจุลงในตะกร้าสะพายหลัง แล้วเร่งฝีเท้าลงจากเขาหลินซาน มุ่งหน้าเข้าสู่ตัวหมู่บ้านชิงซีทันที
เป้าหมายของนางคือ 'โรงหมอไป๋' สถานพยาบาลและร้านรับซื้อสมุนไพรเพียงแห่งเดียวในละแวกนี้
โรงหมอไป๋ตั้งอยู่ใกล้ใจกลางหมู่บ้าน อาคารไม้โอ่อ่าส่งกลิ่นหอมของสมุนไพรแห้งตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ เมื่อฟางเซวี่ยหนิงก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปเบื้องใน นางพบเห็นบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่ง สวมชุดยาวสีเทาสะอาดตา ใบหน้าประดับด้วยแว่นตาขอบทองเหลือง กำลังยืนคัดแยกตัวยาอยู่ที่หน้าตู้ลิ้นชักไม้ขนาดใหญ่ เขาคือ 'ไป๋สือหยวน' หมอประจำหมู่บ้านผู้มีชื่อเสียงด้านความเข้มงวดและสายตาที่เฉียบคมในการประเมินราคาสมุนไพร
"ท่านหมอไป๋ ข้ามีสมุนไพรป่ามาเสนอขายเจ้าค่ะ" ฟางเซวี่ยหนิงเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงฉะฉาน มิตื่นประหม่าดังเช่นชาวบ้านทั่วไป
ไป๋สือหยวนชำเลืองมองสตรีตรงหน้าคราหนึ่ง แววตาของเขาฉายความประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อจำได้ว่านางคืออดีตสะใภ้ตระกูลกู้ที่เพิ่งมีข่าวอื้อฉาวเรื่องการหย่าร้าง ทว่าในฐานะหมอ เขาแยกแยะเรื่องส่วนตัวกับการค้าได้ชัดเจน จึงพยักหน้าเรียบๆ "วางตะกร้าลงเถิด หากเป็นเพียงรากหญ้าทั่วไป ข้าให้ได้เพียงไม่กี่อีแปะเท่านั้น"
ฟางเซวี่ยหนิงมิได้โต้ตอบ นางเพียงแค่วางตะกร้าลงบนโต๊ะไม้กฤษณา แล้วค่อยๆ เปิดใบไม้ที่ปกคลุมอยู่ออก
วินาทีที่รากหวงจิงสีทองแดงเผยโฉม กลิ่นหอมเย็นยะเยือกอันเป็นเอกลักษณ์ของสมุนไพรอายุยืนยาวก็กำจายไปทั่วห้องโถง พู่กันในมือของไป๋สือหยวนร่วงหล่นลงบนโต๊ะโดยไม่รู้ตัว เขารีบก้าวพรวดเข้ามา ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองรากสมุนไพรตรงหน้าราวกับเห็นทองคำบริสุทธิ์
"นี่มัน... หวงจิงป่า! รูปลักษณ์คดเคี้ยวราวกับมังกร เปลือกนอกอิ่มเอิบปราศจากรอยเหี่ยวเฉา..." หมอไป๋สวมถุงมือผ้าฝ้ายอย่างรวดเร็ว ประคองรากหวงจิงขึ้นมาพินิจพิเคราะห์อย่างทะนุถนอม ความตื่นเต้นฉายชัดบนใบหน้า "อายุไม่ต่ำกว่าห้าสิบปี! ที่สำคัญคือรากฝอยทุกเส้นยังอยู่ครบถ้วน ไม่มีรอยฉีกขาดหรือช้ำแม้แต่น้อย สมบูรณ์แบบ... สมบูรณ์แบบยิ่งนัก!"
หลังจากชื่นชมจนพอใจ ไป๋สือหยวนก็วางหวงจิงลง แล้วหันมามองฟางเซวี่ยหนิงด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ความเคลือบแคลงสงสัยก่อตัวขึ้นในใจ "แม่นางฟาง หวงจิงอายุมากปานนี้มักซ่อนตัวลึกในซอกหิน การขุดขึ้นมาโดยไม่ให้รากฝอยเสียหายแม้แต่เส้นเดียว ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญที่รู้ซึ้งถึงวิถีแห่งสมุนไพร เจ้า... เป็นเพียงสตรีชาวบ้าน เหตุใดจึงมีฝีมือการขุดยาที่หมดจดถึงเพียงนี้?"
นี่คือการทดสอบ หากนางตอบไม่ได้ เขาย่อมสงสัยว่านางอาจขโมยสมุนไพรล้ำค่านี้มาจากผู้ใด
ฟางเซวี่ยหนิงลอบยิ้มในใจ ด้วยความรู้ระดับนักโภชนาการชั้นแนวหน้า ผนวกกับความเข้าใจในศาสตร์แพทย์แผนจีนที่นางเคยศึกษาเพื่อประยุกต์ใช้กับเมนูอาหาร การตอบคำถามนี้จึงง่ายดายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก
"เรียนท่านหมอไป๋ หวงจิงเป็นตัวยาธาตุดิน สั่งสมแก่นแท้แห่งความอุดมสมบูรณ์ หากใช้จอบหรือเสียมเหล็กขุดอย่างหยาบช้า ย่อมทำลายเส้นท่อที่ลำเลียงสารอาหาร... เอ่อ ข้าหมายถึง ทำลายเส้นชีพจรโอสถในตัวราก" นางปรับเปลี่ยนคำศัพท์ให้เข้ากับยุคสมัยอย่างลื่นไหล "ข้าใช้ไม้ปลายแหลมค่อยๆ แซะดินรอบๆ ตามทิศทางการเจริญเติบโตของรากฝอย เพื่อรักษาสมดุลของหยินหยางภายในตัวยา มิให้ปราณบริสุทธิ์รั่วไหลเจ้าค่ะ"
ไป๋สือหยวนเลิกคิ้วสูง ความสนใจของเขาพุ่งทะยานขีดสุด "โอ้? เจ้ารู้จักสมดุลหยินหยางของตัวยาด้วยหรือ? เช่นนั้นข้าขอถาม หวงจิงมีสรรพคุณบำรุงม้ามและกระเพาะ หากนำไปปรุงยา ควรใช้กรรมวิธีใดจึงจะดึงสรรพคุณออกมาได้สูงสุด และสิ่งใดคือของแสลงที่ห้ามรับประทานคู่กันเด็ดขาด?"
"หวงจิงมีฤทธิ์เป็นกลางค่อนไปทางอุ่น การจะดึงคุณค่าของธาตุอาหารให้ร่างกายดูดซึมได้หมดจด ต้องนำไปคั่วกับน้ำผึ้งรวงเสียก่อน น้ำผึ้งจะช่วยเปิดเส้นลมปราณในกระเพาะ ทำให้สรรพคุณแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้รวดเร็วขึ้น" ฟางเซวี่ยหนิงอธิบายหลักการกระตุ้นเอนไซม์และการดูดซึมสารอาหารด้วยคำศัพท์ของยุคโบราณได้อย่างสละสลวย "ทว่าสิ่งสำคัญคือ ห้ามรับประทานร่วมกับลูกท้อทิ้งค้าง หรือพืชที่มีฤทธิ์เย็นจัดทะลวงลำไส้ เพราะความเย็นจะไปแช่แข็งการทำงานของม้าม ทำให้กระบวนการย่อยสลายธาตุอาหารล้มเหลว ร่างกายจะขับของเสียออกมาก่อนที่จะได้ดูดซับปราณวิเศษของหวงจิง การกินเข้าไปก็สูญเปล่าเจ้าค่ะ"
ความเงียบปกคลุมโรงหมอไป๋อยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่ไป๋สือหยวนจะประสานมือคารวะนางด้วยความเลื่อมใสอย่างแท้จริง รอยยิ้มชื่นชมปรากฏบนใบหน้า "ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยมมาก! คำอธิบายของเจ้ากระจ่างแจ้งยิ่งกว่าตำราโอสถบางเล่มเสียอีก ลึกซึ้งถึงขั้นเข้าใจกระบวนการดูดซับของร่างกายมนุษย์ มิใช่ท่องจำมาเพียงผิวเผิน ข้าไป๋สือหยวนขออภัยที่ล่วงเกินประเมินท่านต่ำไป แม่นางฟางช่างเป็นผู้มีพรสวรรค์ที่ซ่อนเร้นโดยแท้!"
"ท่านหมอไป๋กล่าวชมเกินไปแล้ว ข้าเพียงจดจำมาจากผู้อาวุโสที่เคยสั่งสอนเท่านั้น" นางถ่อมตัวอย่างมีจริต
"หวงจิงรากนี้ สภาพสมบูรณ์และเปี่ยมด้วยสรรพคุณ ข้ายินดีรับซื้อในราคายี่สิบตำลึงเงิน!" หมอไป๋เสนอราคาที่ทำให้ชาวบ้านธรรมดาอยู่กินได้ทั้งปีอย่างไม่ลังเล ก่อนจะเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงจริงจัง "และหากวันหน้า แม่นางฟางหาสมุนไพรชั้นเลิศเช่นนี้ได้อีก ขอจงนำมาที่โรงหมอของข้าเป็นแห่งแรก ข้ารับรองว่าจะให้ราคาที่เป็นธรรมและดูแลท่านในฐานะคู่ค้าคนสำคัญ!"
"ตกลงตามนั้นเจ้าค่ะ" ฟางเซวี่ยหนิงยิ้มรับ นี่คือจุดประสงค์หลักของนาง การได้เงินก้อนแรกมาพร้อมกับพันธมิตรทางการค้าที่ไว้ใจได้ ถือเป็นการเริ่มต้นที่สมบูรณ์แบบ
ไป๋สือหยวนนำก้อนเงินหนักอึ้งจำนวนยี่สิบตำลึงบรรจุลงในถุงผ้าไหมส่งมอบให้นาง ฟางเซวี่ยหนิงรับมาด้วยความรู้สึกเบิกบานใจ น้ำหนักของเงินตราในมือคือสัญลักษณ์แห่งอิสรภาพและก้าวแรกของการสร้างตัว
เมื่อก้าวพ้นประตูโรงหมอไป๋ ท้องฟ้าเพิ่งจะเข้ายามบ่าย ฟางเซวี่ยหนิงกำถุงเงินไว้แน่น เป้าหมายต่อไปของนางคือร้านขายเมล็ดพันธุ์ประจำหมู่บ้าน เพื่อซื้อเมล็ดผักกาดและมะเขือเทศสำหรับนำไปเพาะปลูกในมิติวิเศษของตน
นางเดินลัดเลาะไปตามถนนดินจนถึงหน้าร้านขายเมล็ดพันธุ์ กลิ่นหอมจางๆ ของธัญพืชและเมล็ดผักแห้งลอยเตะจมูก ทว่าในขณะที่นางกำลังจะก้าวเท้าเข้าไปในร้านพร้อมรอยยิ้มแห่งความหวัง พลันมีเงาสายหนึ่งก้าวมาขวางหน้าประตูร้านอย่างจงใจ
"อุ้ยตาย! นึกว่าใคร ที่แท้ก็สตรีหม้ายที่ถูกพี่ชายข้าเขี่ยทิ้งนี่เอง มีเงินซื้อข้าวกินแล้วหรือ ถึงได้มีหน้ามาเดินตลาดเช่นนี้?"
เสียงแหลมปรี๊ดที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและเกลียดชังดังแหวกอากาศเข้ามาทำลายความสงบ ฟางเซวี่ยหนิงหรี่ตาลงมองผู้มาเยือน บรรยากาศรอบกายพลันเย็นเยียบลงในพริบตา!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ซื้อเมล็ดพันธุ์และเผชิญหน้าคนขี้อิจฉา]**