ซื้อเมล็ดพันธุ์และเผชิญหน้าคนขี้อิจฉา

ฟางเซวี่ยหนิงปรายตามองต้นเสียงที่ยืนเท้าสะเอวขวางประตูร้านขายเมล็ดพันธุ์ รอยยิ้มบนใบหน้าของนางมิได้จางหาย เพียงแต่แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาที่แฝงไว้ด้วยความสมเพช ผู้ที่ยืนเสนอหน้าขวางทางอยู่มิใช่ใครอื่น แต่เป็น 'กู้เหมยหลิง' อดีตน้องสะใภ้ผู้มีฝีปากร้ายกาจและจิตใจคับแคบดุจปลายเข็ม

"สตรีที่ถูกหย่าร้างอย่างเจ้า ยังมีหน้ามาเดินทอดน่องในตลาดอำเภออีกหรือ?" กู้เหมยหลิงเชิดหน้าขึ้นสูง แววตาเต็มไปด้วยความดูแคลนอย่างปิดไม่มิด "อ้อ... หรือว่ามาขอทานเศษเมล็ดผักตากแห้งไปประทังชีวิตกันเล่า? คนอย่างเจ้า ต่อให้มีหน้าด้านทวงที่ดินสินเดิมคืนไปได้แล้วอย่างไร สตรีตัวคนเดียวจะจับจอบจับเสียมทำนาไหวหรือ สู้เอาโฉนดที่ดินมาประเคนคืนให้พี่ชายข้าเสียแต่แรก จะได้ไม่ต้องอดตายอย่างน่าเวทนาอยู่ท้ายหมู่บ้าน!"

คำพูดถากถางนั้นจงใจเปล่งเสียงดังหวังให้ผู้คนที่สัญจรไปมาในตลาดได้ยิน ทว่าฟางเซวี่ยหนิงกลับมิได้มีท่าทีสะทกสะท้าน นางเพียงหัวเราะเสียงใส กังวานดุจกระดิ่งลมทว่าบาดลึกถึงกระดูกดำของผู้ฟัง

"ข้าก็นึกว่าสุนัขจรจัดที่ไหนมาเห่าหอนขวางหน้าร้านค้า ที่แท้ก็คุณหนูกู้ผู้สูงส่งนี่เอง..." ฟางเซวี่ยหนิงก้าวไปข้างหน้าครึ่งก้าว กลิ่นอายกดดันบางอย่างแผ่ออกมาจากร่าง "เอ๊ะ หรือว่าเจ้าเพิ่งหาทางออกจากป่าไผ่ท้ายภูเขาหลินซานได้กันเล่า? วันก่อนข้าเห็นมีคนเดินหลงทางร้องห่มร้องไห้ประดุจไก่หลงฝูง ไฉนวันนี้จึงมีแรงมาแกว่งปากหาเรื่องผู้อื่นได้อีก ช่างน่าเลื่อมใสในความหน้าหนาเสียจริง"

ใบหน้าของกู้เหมยหลิงพลันแดงก่ำสลับเขียวคล้ำเมื่อถูกจี้ใจดำถึงความอัปยศที่ต้องหลงป่าเพียงลำพัง นางชี้หน้าฟางเซวี่ยหนิงด้วยมือที่สั่นเทา "จ... เจ้า! สตรีไร้ยางอาย! เจ้ากล้าดีอย่างไรมาเยาะเย้ยข้า! พี่ชายข้าเป็นถึงบัณฑิตอนาคตไกล ส่วนเจ้ามันก็แค่หญิงหม้ายชั้นต่ำ คอยดูเถิด ปลูกผักไปก็มีแต่จะตายแล้งหมด!"

"บัณฑิตอนาคตไกลที่สมรู้ร่วมคิดกับมารดา จ้องจะฮุบสินเดิมของภรรยาน่ะหรือ?" ฟางเซวี่ยหนิงเลิกคิ้วสูง น้ำเสียงฉะฉานดังกังวานก้อง "ข้าหลุดพ้นจากหลุมพรางตระกูลกู้ของพวกเจ้ามาได้ นับเป็นบุญวาสนาใหญ่หลวงที่สวรรค์ประทานให้ ส่วนเรื่องที่ข้าจะเพาะปลูกรอดหรือไม่ ย่อมมิใช่กงการอะไรของสตรีที่วันๆ เอาแต่ริษยาผู้อื่นเช่นเจ้า หลีกทางเสียเถิด อย่ามาทำตัวเกะกะขวางหน้าประตูร้านค้าให้เป็นที่ขบขันของชาวบ้านไปมากกว่านี้เลย"

ในเวลานี้ ชาวบ้านและพ่อค้าแม่ขายที่อยู่ละแวกนั้นเริ่มหยุดยืนมุงดู เสียงซุบซิบดังขึ้นเซ็งแซ่

"เอ๊ะ นั่นแม่นางฟางแห่งหมู่บ้านชิงซีมิใช่หรือ? ไฉนฝีปากนางจึงได้คมกริบปานนี้" หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งกระซิบกับสหาย "เมื่อก่อนเห็นเอาแต่ก้มหน้าก้มตา ปล่อยให้แม่สามีกับน้องสะใภ้โขกสับ บัดนี้หย่าขาดแล้ว กลับดูเข้มแข็งองอาจขึ้นเป็นกอง ยืนหยัดไม่ยอมคน สมกับเป็นนายหญิงแห่งที่ดินท้ายหมู่บ้านจริงๆ"

"นั่นสิ เจ้าดูหน้านังหนูตระกูลกู้สิ บิดเบี้ยวจนแทบจะกินเลือดกินเนื้อแล้ว หากพี่ชายนางเป็นบัณฑิตจริง ไฉนจึงปล่อยให้น้องสาวมาทำตัวไร้กิริยามารยาทกลางตลาดเช่นนี้เล่า" ชายชราอีกคนสมทบ

กู้เหมยหลิงได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบด้านก็กระทืบเท้าเร่าๆ กรีดร้องในลำคอด้วยความอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี นางตระหนักได้ว่าไม่อาจต่อกรกับฝีปากของอดีตพี่สะใภ้ในเวลานี้ได้ จึงสะบัดหน้าเดินหนีฝ่าฝูงชนออกไปอย่างผู้พ่ายแพ้ ทิ้งไว้เพียงสายตาอาฆาตมาดร้ายที่ลอบมองกลับมา

ฟางเซวี่ยหนิงปัดฝุ่นที่ชายเสื้อเบาๆ ราวกับเพิ่งขับไล่แมลงวันตัวกวนทิ้งไป ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปในร้านขายเมล็ดพันธุ์ด้วยท่วงท่าสง่างาม ประหนึ่งว่าเรื่องเมื่อครู่เป็นเพียงสายลมพัดผ่าน

เถ้าแก่ร้านที่ลอบมองเหตุการณ์อยู่หลังโต๊ะไม้ รีบกุลีกุจอเข้ามาต้อนรับด้วยความนอบน้อมกว่าปกติ เขาย่อมดูออกว่าสตรีผู้นี้มิใช่คนโง่เขลาที่ผู้ใดจะมารังแกได้ง่ายๆ "แม่นาง ต้องการเมล็ดพันธุ์สิ่งใดหรือขอรับ ร้านเรามีเมล็ดพันธุ์สดใหม่เพิ่งรับมาจากหัวเมืองใหญ่เลยทีเดียว"

ฟางเซวี่ยหนิงพยักหน้ารับบางๆ นางกวาดสายตามองกระสอบถุงผ้าที่บรรจุเมล็ดพืชหลากหลายชนิดซึ่งวางเรียงรายอยู่บนชั้นไม้ พริบตานั้นความสามารถพิเศษ 'ดวงตาโภชนาการ' ของนางก็ทำงานโดยสัญชาตญาณ แถบสีเรืองรองจางๆ ปรากฏขึ้นเหนือกระสอบเหล่านั้นให้เห็นเพียงผู้เดียว บางกระสอบมีแถบสีเหลืองหม่นบ่งบอกถึงความเก่าเก็บ บางกระสอบมีแถบสีแดงเตือนถึงเชื้อราที่ซ่อนอยู่

ในที่สุดสายตาของนางก็หยุดลงที่กระสอบสองใบซึ่งมีแถบสีเขียวสว่างสดใสที่สุด บ่งบอกถึงความสมบูรณ์ อัตราการงอกที่สูงล้ำ และปราศจากโรคพืช

"ข้าต้องการเมล็ดผักกาดขาวจากกระสอบนั้น และเมล็ดมะเขือเทศจากกระสอบทางขวามือ อย่างละหนึ่งห่อใหญ่เจ้าค่ะ" ฟางเซวี่ยหนิงชี้ไปยังเป้าหมายพร้อมรอยยิ้ม

เถ้าแก่เลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ "แม่นางตาถึงยิ่งนัก เมล็ดผักกาดขาวกระสอบนั้นเป็นพันธุ์คัดพิเศษ ทว่า... มะเขือเทศหรือขอรับ? สิ่งนั้นปลูกยากและมักจะผลิดอกออกผลไม่ค่อยสวยงาม รสชาติก็เปรี้ยวฝาดจนบาดคอ ชาวบ้านมิค่อยนิยมนำมาทำอาหารกันเท่าใดนักนะขอรับ แม่นางแน่ใจหรือ?"

"มิเป็นไรเจ้าค่ะ ข้ามีวิธีดูแลในแบบของข้า" นางตอบอย่างมั่นใจ

มะเขือเทศในยุคนี้อาจจะยังไม่ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์ให้หวานฉ่ำหรือนำมาประกอบอาหารอย่างแพร่หลาย แต่นั่นคือโอกาสทองของนาง! ด้วย 'มิติสวนพฤกษาโภชนา' และสรรพคุณล้ำเลิศของ 'น้ำพุวารีพิสุทธิ์' นางย่อมสามารถเพาะปลูกปรับปรุงสายพันธุ์ให้มันกลายเป็นพืชผลชั้นเลิศ รสชาติล้ำจินตนาการที่ผู้คนต้องแย่งชิงกันซื้อหาได้อย่างแน่นอน

ฟางเซวี่ยหนิงล้วงหยิบก้อนเงินเศษที่แลกย่อยมาจากเงินตำลึงก้อนใหญ่ จ่ายค่าเมล็ดพันธุ์อย่างคล่องแคล่ว เถ้าแก่รับเงินไปพร้อมรอยยิ้มกว้าง เขาบรรจงห่อเมล็ดพันธุ์ด้วยกระดาษสีน้ำตาลเคลือบมันอย่างแน่นหนา ป้องกันความชื้น แล้วส่งมอบให้นางด้วยความยินดี

เมื่อได้ของตามที่ต้องการครบถ้วน ฟางเซวี่ยหนิงก็เดินออกจากตลาดมุ่งหน้ากลับสู่เรือนไม้ซอมซ่อท้ายหมู่บ้านชิงซี ดวงตะวันเริ่มคล้อยต่ำทอแสงสีทองอาบไล้ไปทั่วผืนนาที่นางเพิ่งได้คืนมา แม้ตัวเรือนจะยังทรุดโทรม แต่ทุ่งหญ้ากว้างขวางเบื้องหน้าคือจุดเริ่มต้นแห่งอิสรภาพและความมั่งคั่งของนางอย่างแท้จริง

เมื่อก้าวเข้าสู่ภายในห้องนอนที่ปิดประตูลั่นดาลอย่างมิดชิด ฟางเซวี่ยหนิงวางห่อเมล็ดพันธุ์ลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสงบจิตใจ ก่อนจะหยิบห่อเมล็ดผักกาดและมะเขือเทศขึ้นมาไว้ในมือทั้งสองข้าง จิตจดจ่อตั้งมั่นเพื่อเชื่อมต่อกับมิติลับส่วนตัว เตรียมพร้อมที่จะเข้าไปพลิกหน้าดินและเริ่มต้นการเพาะปลูกครั้งประวัติศาสตร์

ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่นางกำลังจะดึงจิตเข้าไปในมิติสวนพฤกษาโภชนานั้นเอง เมล็ดพันธุ์ในห่อกระดาษที่นางถืออยู่กลับสั่นไหวเบาๆ พร้อมกับแผ่ไอความร้อนจางๆ ออกมาสอดประสานกับพลังวิเศษในร่าง ราวกับว่าพวกมันกำลังตอบสนองต่อปราณบริสุทธิ์ของมิติอย่างรุนแรง ทันใดนั้น แสงสีเขียวมรกตเจิดจ้าพลันสว่างวาบขึ้นจากฝ่ามือของนาง ทะลุผ่านกระดาษห่อออกมาอาบย้อมไปทั่วทั้งห้องอย่างน่าตื่นตะลึง!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: เพาะปลูกในมิติ เวลาที่เดินเร็วกว่า]**