เพาะปลูกในมิติ เวลาที่เดินเร็วกว่า
แสงสีเขียวมรกตเจิดจ้าอาบย้อมไปทั่วทั้งห้องนอนซอมซ่อ ไออุ่นที่แผ่ออกมาจากห่อกระดาษในมือของฟางเซวี่ยหนิงช่างนุ่มนวลทว่าทรงพลัง นางหลับตาลง ปล่อยให้จิตสัมผัสสอดประสานกับพลังวิเศษที่ซุกซ่อนอยู่ในสายเลือด พริบตาเดียว ร่างบอบบางที่ยืนอยู่กลางห้องก็เลือนหายไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและแสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านรอยแยกของหน้าต่างไม้
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เบื้องหน้าของนางมิใช่ผนังไม้ผุพังอีกต่อไป ทว่าคือ ‘มิติสวนพฤกษาโภชนา’ ดินแดนลับแลอันแสนวิจิตร พื้นที่กว้างขวางราวสองหมู่ถูกปกคลุมด้วยผืนดินสีดำขลับที่อุดมสมบูรณ์จนแทบจะคั้นน้ำมันออกมาได้ กลิ่นหอมไอดินผสมผสานกับความสดชื่นของมวลอากาศบริสุทธิ์ ทำให้ปอดที่เคยอึดอัดจากฝุ่นควันภายนอกปลอดโปร่งขึ้นในทันที
ฟางเซวี่ยหนิงยอบกายลงนั่งริมแปลงเพาะปลูก นางค่อยๆ คลี่ห่อกระดาษสีน้ำตาลออกอย่างเบามือ เมล็ดพันธุ์ผักกาดและมะเขือเทศที่เคยแห้งเหี่ยว บัดนี้กลับเปล่งประกายเรืองรองราวกับมีชีวิต พวกมันซึมซับปราณวิเศษจากมิติเข้าไปจนเต็มเปี่ยม หญิงสาวใช้ไม้จอบขนาดเล็กที่ติดตัวมาด้วย ขุดพรวนหน้าดินสีดำนุ่มร่วนอย่างคล่องแคล่ว แม้ร่างกายนี้จะเคยอ่อนแอ ทว่าด้วยการบำรุงจากน้ำพุวิเศษก่อนหน้า เรี่ยวแรงของนางจึงฟื้นคืนกลับมาไม่น้อย
นางบรรจงหยอดเมล็ดพันธุ์ลงสู่หลุมดินทีละหลุมอย่างตั้งใจ ทุกการกระทำเปี่ยมไปด้วยความหวังที่จะพลิกฟื้นชะตาชีวิตของตนเอง “จงเติบโตขึ้นมาเป็นผลผลิตที่ล้ำเลิศที่สุดเถิด” นางพึมพำด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะกลบดินฝังเมล็ดเหล่านั้นอย่างทะนุถนอม
จากนั้น ร่างบางก็ลุกขึ้นเดินไปยังใจกลางของมิติ บ่อน้ำพุวารีพิสุทธิ์ยังคงพวยพุ่งส่งสายน้ำสีใสกระจ่างราวกับคริสตัล นางตักน้ำวิเศษขึ้นมาด้วยกระบวยไม้ นำกลับมารดลงบนแปลงเพาะปลูก ทันทีที่หยาดน้ำตกกระทบผืนดิน มันก็ซึมซาบหายไปในชั่วพริบตา ราวกับแผ่นดินกำลังกระหายน้ำทิพย์มาเนิ่นนาน
ฟางเซวี่ยหนิงนั่งพักอยู่ริมแปลงดิน นางใช้ดวงตาโภชนาการเพ่งมองลงไปใต้ผืนดิน พลันสัมผัสได้ถึงกระแสพลังงานและกระแสเวลาที่ไหลเวียนผิดแผกไปจากโลกภายนอก กฎเกณฑ์แห่งกาลเวลาในมิติแห่งนี้เดินเร็วกว่าด้านนอกถึงสามเท่า! หมายความว่าเพียงไม่กี่ชั่วยามที่นางรั้งอยู่ในนี้ กลับเทียบเท่ากับเวลาหลายวันของการเจริญเติบโตตามธรรมชาติภายนอก
และผลลัพธ์ของน้ำพุวารีพิสุทธิ์ก็แสดงอานุภาพอันน่าตื่นตะลึงออกมาให้เห็นประจักษ์แก่สายตา เพียงเวลาผ่านไปไม่ถึงสามชั่วยามตามความรู้สึกในมิติ ผืนดินสีดำขลับพลันเกิดการสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนที่ยอดอ่อนสีเขียวมรกตจะค่อยๆ ดันตัวทะลุหน้าดินขึ้นมาทักทายโลกกว้าง! ใบเลี้ยงคู่เล็กๆ คลี่กางออกอย่างงดงาม เติบโตขึ้นทีละชุ่น ทีละชุ่น อย่างที่ไม่อาจพบเห็นได้ในโลกมนุษย์ธรรมดา ฟางเซวี่ยหนิงเบิกตากว้างด้วยความปีติ ประสิทธิภาพของมิติและน้ำพุนี้เหนือล้ำกว่าที่นางคาดการณ์ไว้มากนัก หากเป็นเช่นนี้ นางย่อมสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในเวลาเพียงไม่กี่วัน
เมื่อจัดการธุระในมิติเสร็จสิ้นและตั้งใจจะปล่อยให้พืชผลเจริญเติบโตต่อไป นางจึงดึงจิตกลับคืนสู่โลกภายนอก บรรยากาศในห้องนอนยังคงเป็นเวลาหัวค่ำเช่นเดิม พิสูจน์ชัดว่าเวลาภายนอกผ่านไปเพียงชั่วจิบชาเท่านั้น
ทว่าฟางเซวี่ยหนิงยังมิอาจหยุดพัก นางลอบนำน้ำพุวารีพิสุทธิ์ออกมาครึ่งถัง ผสมเจือจางกับน้ำบาดาลธรรมดาจนเต็มถังไม้ หญิงสาวหิ้วถังน้ำเดินออกไปยังแปลงดินหลังเรือนที่แห้งแล้งแตกระแหง ดินบริเวณนี้เป็นสีเทาหม่น ไร้ซึ่งแร่ธาตุและสารอาหารใดๆ นางค่อยๆ สาดรดน้ำที่เจือจางแล้วลงบนผืนดินอย่างสม่ำเสมอ หากใช้น้ำพุเข้มข้น ผักภายนอกอาจโตเร็วเกินไปจนผู้คนแตกตื่น นางต้องใช้สติปัญญาปกปิดความลับนี้ให้มิดชิด
อัศจรรย์ยิ่งนัก! ดินสีเทาที่เคยแข็งกระด้างราวกับแผ่นหิน ค่อยๆ ดูดซับความชุ่มชื้นเข้าไป สีของมันเริ่มแปรเปลี่ยนจากความหม่นหมอง กลายเป็นสีน้ำตาลอ่อนที่ดูร่วนซุยขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้จะมิอาจเทียบเท่าดินสีดำในมิติ แต่ก็ถือเป็นสัญญาณการฟื้นฟูที่ก้าวกระโดด หากนางหมั่นรดน้ำเช่นนี้ทุกวัน และเตรียมผสมปุ๋ยหมักตามหลักโภชนาการดินเพิ่มเข้าไป ที่ดินเสื่อมโทรมผืนนี้จะต้องกลับมาเป็นอู่ข้าวอู่น้ำอันอุดมสมบูรณ์ได้อย่างแน่นอน
ฟางเซวี่ยหนิงปาดเหงื่อบนหน้าผาก รอยยิ้มพึงพอใจประดับบนใบหน้างาม ทว่าในขณะที่นางกำลังจะหันหลังกลับเข้าเรือนเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่เหนื่อยล้า หูของนางพลันได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ เหยียบย่ำใบไม้แห้งดังกรอบแกรบมาจากทางหน้าประตูรั้วไม้ไผ่ที่ผุพัง
“ก๊อก... ก๊อก...” เสียงเคาะประตูเบาๆ ทว่าแฝงความเร่งร้อนดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของยามวิกาล
ฟางเซวี่ยหนิงหรี่ตาลง สัญชาตญาณระวังภัยทำงานทันที นางเดินย่องไปซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้เตี้ยๆ ริมรั้ว ก่อนจะชะโงกหน้ามองผ่านช่องว่างของซี่ไผ่ แสงจันทร์สลัวสาดส่องให้เห็นเงาร่างสูงโปร่งของบุรุษผู้หนึ่งในชุดสวมยาวสีคราม เขายืนด้อมๆ มองๆ อยู่หน้าประตูเรือนของนางด้วยท่าทีมีพิรุธ
“เซวี่ยหนิง... เจ้าหลับแล้วหรือยัง? เป็นข้าเอง... เปิดประตูให้ข้าหน่อยเถิด ข้ามีเรื่องสำคัญยิ่งเกี่ยวพันถึงอนาคตของเราสองคนต้องคุยกับเจ้า”
น้ำเสียงทุ้มที่พยายามดัดให้ฟังดูอ่อนโยนและเวทนา ทว่ากลับทำให้ฟางเซวี่ยหนิงรู้สึกสะอิดสะเอียนจนแทบจะอาเจียนออกมา! เป็นเสียงของอดีตสามีผู้เนรคุณ... กู้ฉางเฟิง!
ดวงตาของหญิงสาวเปล่งประกายเย็นเยียบ ยามวิกาลเช่นนี้ บัณฑิตหน้าไหว้หลังหลอกผู้นี้กล้าบุกมาถึงเรือนของสตรีที่ตนเพิ่งหย่าขาดด้วยเจตนาอันใด หากมิใช่แผนการสกปรกที่หวังจะฮุบที่ดินของนางอีกครา! มุมปากของฟางเซวี่ยหนิงยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน สมองอันปราดเปรื่องเริ่มคำนวณข้อกฎหมายและวาทศิลป์เตรียมสวนกลับ ดูท่าคืนนี้ คงมีสุนัขหน้าหนาที่ต้องถูกตอกหน้าหงายกลับไปเสียแล้ว!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: บัณฑิตหน้าหนามาเยือน]**