บัณฑิตหน้าหนามาเยือน
บานประตูรั้วไม้ไผ่ที่ผุพังถูกแง้มออกเพียงครึ่งคืบ เสียงเสียดสีของบานพับเก่าๆ ดังบาดหูท่ามกลางความเงียบสงัดยามวิกาล ฟางเซวี่ยหนิงยืนอยู่หลังบานประตู แววตาของนางเย็นเยียบดุจน้ำแข็งในเหมันตฤดู ปราศจากความรักใคร่อาวรณ์ที่เคยมีให้บุรุษเบื้องหน้าอย่างสิ้นเชิง
กู้ฉางเฟิงยืนฉีกยิ้มที่คิดว่าดูอ่อนโยนและสง่างามที่สุด เสื้อคลุมสีครามของเขาสะท้อนแสงจันทร์สลัว ทว่าในสายตาของนักโภชนาการสาวผู้ผ่านโลกมามาก รอยยิ้มนั้นช่างจอมปลอมและเน่าเฟะไม่ต่างจากผักที่ถูกหนอนชอนไชจนหมดสภาพ
“เซวี่ยหนิง ในที่สุดเจ้าก็ยอมออกมาพบข้า” บัณฑิตหนุ่มทอดเสียงอ่อนหวาน แสร้งทำเป็นทอดถอนใจอย่างแสนสาหัส “หลายวันมานี้ ข้ากินไม่ได้นอนไม่หลับ ภาพของเจ้ายังคงวนเวียนอยู่ในหัวข้าเสมอ ท่านแม่... เอ่อ... มารดาของข้าอาจจะทำรุนแรงเกินไปบ้างที่ยึดโฉนดที่ดินของเจ้า แต่ลึกๆ แล้วนางเพียงแค่หวังดี อยากจะเก็บรักษาสินเดิมผืนนี้ไว้ให้เป็นสมบัติของครอบครัวเราเท่านั้น”
ฟางเซวี่ยหนิงเลิกคิ้วขึ้น มุมปากหยักลึกเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน “ครอบครัวเรา? กู้ฉางเฟิง ท่าทางหนังสือตำราที่เจ้าเพียรอ่านสอบคงจะถูกหนูแทะกินไปหมดแล้วกระมัง เจ้ากับข้าหย่าขาดจากกัน มีหนังสือหย่าประทับตรานิ้วมือชัดเจนต่อหน้าผู้อาวุโสในหมู่บ้าน คำว่า ‘ครอบครัวเรา’ ของเจ้า ช่างเป็นคำกล่าวอ้างที่น่าขันยิ่งนัก”
กู้ฉางเฟิงหน้าเจื่อนไปเล็กน้อย ทว่าด้วยความเสียดายที่ดินผืนงามตามที่ซุนเจี่ยวอวี้ผู้เป็นมารดาคอยพร่ำกรอกหูทุกวี่วัน เขาจึงสูดลมหายใจลึก ก้าวเท้าเข้ามาใกล้รั้วอีกก้าว แววตาแสร้งทำเป็นเวทนา “เซวี่ยหนิง เจ้าเป็นเพียงสตรีตัวเปล่า อาศัยอยู่ท้ายหมู่บ้านเพียงลำพังเช่นนี้ช่างอันตรายนัก หากเจ้ามอบโฉนดที่ดินผืนนั้นกลับมาให้ข้าดูแล ข้าขอสัญญาว่าจะส่งเสียข้าวปลาอาหารให้เจ้าไม่ขาดแคลน เห็นแก่ความรักในอดีตที่เราเคยมีต่อกันเถิด ยอมถอยคนละก้าว เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของเจ้าเอง”
“เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของข้า หรือเพื่อความมักมากของตระกูลกู้กันแน่!” น้ำเสียงของฟางเซวี่ยหนิงตวัดสูงขึ้น ทรงพลังและเด็ดขาดจนบัณฑิตหนุ่มถึงกับสะดุ้ง
ในขณะเดียวกัน ที่หลังต้นไทรใหญ่ห่างออกไปไม่ไกล เงาร่างกำยำของฟางต้าจื้อผู้เป็นลุง กำลังยืนซุ่มซ่อนตัวอยู่พร้อมกับจอบเล่มเขื่องในมือกร้าน ชายวัยกลางคนนอนไม่หลับด้วยความเป็นห่วงหลานสาวที่ต้องมาอยู่เรือนร้างท้ายหมู่บ้านเพียงลำพัง เมื่อเห็นเงาคนด้อมๆ มองๆ จึงรีบคว้าจอบหมายจะมาทุบหัวขโมยให้แหลกคาดิน ทว่าพอได้ยินว่าเป็นเสียงของอดีตหลานเขยจอมเนรคุณ ฟางต้าจื้อก็โกรธจนลมออกหู มือที่กำด้ามจอบสั่นระริก เตรียมจะพุ่งออกไปสับร่างบัณฑิตหน้าหนาให้เป็นปุ๋ยบำรุงดิน
แต่ก่อนที่ผู้เป็นลุงจะได้ลงมือ เสียงหวานทว่าเฉียบขาดของหลานสาวก็ดังขัดขึ้นเสียก่อน
“กู้ฉางเฟิง เปิดหูที่เต็มไปด้วยขี้เลื่อยของเจ้าฟังข้าให้ดี!” ฟางเซวี่ยหนิงกอดอก เชิดหน้าขึ้นอย่างสง่างาม “ข้อแรก ข้ากับเจ้าไม่มีความรักในอดีตอันใดให้ต้องระลึกถึง มีเพียงหนี้แค้นที่พวกเจ้าสูบเลือดสูบเนื้อข้าจนแทบสิ้นใจ ข้อสอง ที่ดินผืนนี้คือสินเดิมของมารดาข้า เป็นกรรมสิทธิ์ของข้าแต่เพียงผู้เดียวตามกฎหมายแผ่นดิน!”
หญิงสาวก้าวเข้าไปประชิดรั้ว ดวงตาเปล่งประกายคมกริบดุจใบมีด “เจ้าเป็นถึงบัณฑิตผู้ทรงความรู้ ย่อมต้องท่องจำกฎหมายต้าชิงได้แม่นยำกว่าข้า... มาตราว่าด้วยทรัพย์สินและครอบครัวระบุไว้ชัดเจน หากสามีหรือครอบครัวสามี ยักยอก ลักขโมย หรือบังคับขู่เข็ญเอาสินเดิมของภรรยาไปเป็นของตน ถือเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน โทษสถานเบาคือโบยห้าสิบไม้ โทษสถานหนักคือเนรเทศไปใช้แรงงานชายแดน!”
กู้ฉางเฟิงเบิกตากว้าง ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาบัดนี้ซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด เขาไม่คิดว่าสตรีที่เคยหัวอ่อนและเอาแต่ก้มหน้าทำงานงกๆ เช่นนาง จะรู้จักงัดข้อกฎหมายมาข่มขู่เขาได้ฉะฉานถึงเพียงนี้
“เจ้า... เจ้าพูดจาเหลวไหลอันใด! ข้าเพียงมาเจรจาด้วยความหวังดี!” บัณฑิตหนุ่มเริ่มเสียงสั่น ถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ
“เจรจาด้วยความหวังดีในยามวิกาล หรือตั้งใจมาบีบบังคับเอาโฉนดที่ดินกันแน่!” ฟางเซวี่ยหนิงตอกกลับอย่างไม่ลดละ “หากเจ้ายังไม่ไสหัวกลับไปและเลิกเลิกล้มความตั้งใจที่จะแย่งชิงที่ดินของข้า รุ่งสางพรุ่งนี้ ข้าจะนำหนังสือหย่าและโฉนดที่ดินไปตีกลองร้องทุกข์ที่ศาลว่าการอำเภอหยุนไหล! ข้าอยากจะรู้นักว่า ท่านนายอำเภอจะจัดการอย่างไรกับบัณฑิตหน้าหนาที่มารังควานอดีตภรรยาเพื่อหวังฮุบสินเดิม... และที่สำคัญที่สุด หากเรื่องนี้แดงขึ้นมาจนถึงหูท่านเจ้าเมือง เจ้าคิดว่าเส้นทางการสอบเคอจวี่เพื่อเป็นขุนนางของเจ้า จะยังเหลือซากอยู่อีกหรือ!”
คำว่า ‘เส้นทางการสอบเคอจวี่’ เปรียบเสมือนหอกแหลมที่ทิ่มแทงเข้ากลางใจกู้ฉางเฟิงอย่างจัง จุดอ่อนที่สุดของเขาคือชื่อเสียงและอนาคต หากมีคดีความติดตัวและถูกประทับตราว่าเป็นบุรุษผู้ฉ้อฉลสินเดิมสตรี ชาตินี้เขาย่อมหมดสิทธิ์เหยียบย่างเข้าสู่ราชสำนัก!
“ฟางเซวี่ยหนิง! เจ้า... เจ้ามันสตรีใจดำอำมหิต!” กู้ฉางเฟิงชี้หน้านางด้วยมือที่สั่นเทา ความหวาดกลัวต่อการสูญเสียอนาคตเข้ามาแทนที่ความโลภจนหมดสิ้น เขาขบกรามแน่น หน้าแตกยับเยินจนไม่อาจทนยืนอยู่ได้อีกต่อไป “ฝากไว้ก่อนเถิด!”
พูดจบ บัณฑิตหน้าหนาก็สะบัดชายแขนเสื้อ หันหลังวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงกลับไปทางหมู่บ้านอย่างลุกลี้ลุกลน ราวกับสุนัขจนตรอกที่ถูกตีแสกหน้า
ฟางเซวี่ยหนิงมองตามแผ่นหลังที่วิ่งเตลิดไปจนลับสายตา ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ตระกูลกู้ยังคงไม่ยอมแพ้เรื่องที่ดินง่ายๆ เป็นแน่ ซุนเจี่ยวอวี้คงหาทางกลั่นแกล้งนางในวันข้างหน้าอีก แต่นางหาได้เกรงกลัวไม่ ในเมื่อตอนนี้นางมีทั้งสติปัญญาและพื้นที่ทำกินเป็นของตนเอง
ทางด้านหลังต้นไทรใหญ่ ฟางต้าจื้อค่อยๆ ลดจอบในมือลง ดวงตาที่ฝ้าฟางตามกาลเวลาบัดนี้เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความปีติ ใบหน้ากร้านแดดรอยยิ้มกว้างจนเห็นรอยย่น ลุงผู้รักหลานดั่งลูกในไส้พึมพำกับตนเองแผ่วเบา
“ดี... ดีเหลือเกิน เซวี่ยหนิงของลุงเติบโตขึ้นแล้ว เข้มแข็งและไม่ยอมให้ผู้ใดมารังแกได้อีก ลุงจะได้วางใจเสียที”
เมื่อเห็นว่าหลานสาวสามารถจัดการปัญหาได้อย่างเด็ดขาดด้วยสติปัญญา ฟางต้าจื้อจึงไม่อยากปรากฏตัวให้นางต้องกังวลใจ เขาแบกจอบขึ้นบ่า แล้วหมุนตัวเดินฝ่าความมืดกลับเรือนตระกูลฟางไปด้วยหัวใจที่พองโตและเบาสบาย
เมื่อความวุ่นวายยามวิกาลผ่านพ้นไป ฟางเซวี่ยหนิงลงกลอนประตูรั้วอย่างแน่นหนา ก่อนจะเดินกลับเข้าสู่ห้องนอนที่เงียบสงบ ความเหนื่อยล้าจากการเผชิญหน้าทำให้นางล้มตัวลงนอนและหลับสนิทไปจนกระทั่งแสงแรกแห่งรุ่งอรุณสาดส่องผ่านรอยแยกของหน้าต่างไม้
เช้าวันใหม่มาเยือน อากาศบริสุทธิ์ของชานเมืองสดชื่นยิ่งนัก ฟางเซวี่ยหนิงลุกขึ้นล้างหน้าล้างตา สิ่งแรกที่นางนึกถึงมิใช่เรื่องบัณฑิตจอมปลอมเมื่อคืน ทว่าคือแปลงเกษตรในมิติลับของนางต่างหาก หญิงสาวตั้งสมาธิ กำหนดจิตเชื่อมโยงกับมิติสวนพฤกษาโภชนา เพียงชั่วพริบตา ร่างของนางก็ปรากฏขึ้นใจกลางพื้นที่สีดำขลับอันอุดมสมบูรณ์
ทว่า ทันทีที่นางก้าวเดินไปยังแปลงดินที่เพิ่งหว่านเมล็ดพันธุ์ผักกาดและมะเขือเทศเอาไว้เมื่อไม่กี่วันก่อน (ซึ่งเวลาในมิติผ่านไปเร็วกว่าภายนอกมาก) สองเท้าของหญิงสาวก็ต้องชะงักกึก ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงจนแทบลืมหายใจ
ภาพเบื้องหน้ามิใช่ต้นกล้าสีเขียวขจีตามที่หลักพฤกษศาสตร์ควรจะเป็น แต่มันกลับเป็นสิ่งที่หลุดพ้นจากสามัญสำนึกของมนุษย์ในยุคนี้ไปโดยสิ้นเชิง!
แสงสว่างเรืองรองที่ทาบทอลงบนใบผักเหล่านั้น เปล่งประกายสีสันอันน่าพิศวง ราวกับมีใครนำอัญมณีล้ำค่ามาประดับไว้บนผืนดิน!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: การกลายพันธุ์ของพืชผักสีสวย]**