ตอนที่ 10
***บทที่ 10: หุบเขาดินเหลืองและความกระหาย***
การรวบรวมน้ำไปไว้ที่ส่วนกลาง หาใช่เพื่อการประหยัดไม่ แต่มันคือการตัดสายเลือดหล่อเลี้ยงชีวิต และใช้ 'ความกระหาย' เป็นเครื่องมือในการลงทัณฑ์ครอบครัวสายรองอย่างเลือดเย็นที่สุดต่างหาก
สิ้นเสียงประกาศกร้าวของแม่เฒ่าเจียง ไป๋ต้ากุ้ยก็ก้าวลงจากเกวียนด้วยท่าทีกระหยิ่มยิ้มย่อง แววตาของลุงใหญ่ผู้อ้างตนว่าเป็นปัญญาชนบัดนี้เต็มไปด้วยความละโมบและเย่อหยิ่ง เขาสืบเท้าเข้ามาหาครอบครัวสายรองโดยไม่รั้งรอ มืออวบอูมกระชากถุงน้ำหนังสัตว์และกระบอกไม้ไผ่เก่าคร่ำคร่าออกจากเอวของไป๋ฉางเซิงอย่างอุกอาจ
"ส่งมาให้หมด! ท่านแม่กล่าวถูกแล้ว หนทางข้างหน้าทุรกันดารยิ่งนัก หากปล่อยให้พวกเจ้าพกน้ำไว้เอง มีหวังแอบดื่มจนหมดประเดี๋ยวก็พากันเดือดร้อนทั้งตระกูล ข้าที่เป็นบุตรคนโตและจินเป่าที่เป็นความหวังของหมู่บ้านจำต้องรักษาสุขภาพให้ดี จะให้ลำคอแห้งผากกระหายน้ำมิได้ ส่วนพวกเจ้าคุ้นชินกับการใช้แรงงานอยู่แล้ว อดทนเพียงนิดหน่อยคงไม่ถึงตายดอกกระมัง" ไป๋ต้ากุ้ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนจะหอบเอาแหล่งน้ำทั้งหมดกลับไปกองรวมกันที่หน้าตักของแม่เฒ่าเจียงบนเกวียนหลัก
ไป๋ฉางเซิงขบกรามแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน สองมือที่หยาบกร้านกำเข้าหากันจนสั่นสะท้าน ทว่าก่อนที่เขาจะอ้าปากโต้แย้ง ฝ่ามือเล็กทว่าหนักแน่นของไป๋หลินก็แตะลงบนท่อนแขนของผู้เป็นบิดาเบาๆ เด็กสาวส่ายหน้าช้าๆ เป็นเชิงห้ามปราม การใช้กำลังแย่งชิงหรือต่อปากต่อคำในยามนี้มีแต่จะเสียเปรียบและสูญเสียเรี่ยวแรงไปโดยเปล่าประโยชน์ สู้เก็บแรงกายเอาไว้รับมือกับหุบเขามรณะเบื้องหน้าจะดีกว่า
เมื่อจัดการยึดเสบียงน้ำจนเป็นที่พอใจแล้ว ขบวนอพยพจึงเคลื่อนตัวลึกเข้าไปใน 'หุบเขาดินเหลือง' อย่างเป็นทางการ
ยิ่งก้าวเดินลึกเข้าไป สภาพแวดล้อมก็ยิ่งทวีความเลวร้าย ดวงตะวันที่ลอยเด่นอยู่กลางจานฟ้าแผดเผารังสีอำมหิตลงมาราวกับเตาหลอมขนาดยักษ์ ลมร้อนระอุที่พัดผ่านช่องเขาหอบเอาฝุ่นทรายสีเหลืองทองมาปะทะใบหน้าและผิวหนังจนแสบร้อนไปหมด แผ่นดินใต้ฝ่าเท้าแตกระแหงเป็นรอยแยกกว้างราวกับกระดองเต่าที่ถูกไฟเผา ไร้ซึ่งร่มเงาของแมกไม้ ไร้ซึ่งเสียงของสรรพสัตว์ มีเพียงเสียงย่ำเท้าอันหนักอึ้งและเสียงหอบหายใจที่แหบพร่าของเหล่าผู้อพยพเท่านั้น
เวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างเชื่องช้า ความร้อนตลบอบอวลจนอากาศบิดเบี้ยว ทรมานราวกับกำลังเดินลุยอยู่ในกระทะทองแดง ความกระหายน้ำเริ่มกัดกินร่างกายและจิตใจของทุกคนอย่างตะกละตะกลาม
เสิ่นอวี้หลานที่เดิมทีร่างกายก็อ่อนแออยู่แล้ว บัดนี้ใบหน้าซูบซีดไร้สีเลือด หยาดเหงื่อที่เคยไหลรินเหือดแห้งไปจนหมดสิ้น ริมฝีปากที่เคยอวบอิ่มบัดนี้แห้งผากและลอกเป็นขุย ซ้ำร้ายเมื่อนางเผลอขยับริมฝีปาก รอยแยกที่ปริแตกก็ส่งผลให้หยาดเลือดสีแดงสดหยดซึมออกมา รสฝาดเฝื่อนของเลือดผสมกับฝุ่นทรายยิ่งทำให้นางรู้สึกลำคอตีบตัน หายใจติดขัดจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ หากไม่ได้ไป๋หลินคอยประคองไว้ นางคงล้มพับลงไปกองกับพื้นดินที่ร้อนระอุแล้ว
ทางด้านไป๋เสี่ยวชวน เด็กน้อยวัยสิบหนาวพยายามก้าวเดินตามบิดามารดาอย่างสุดกำลัง ทว่าความแห้งแล้งที่แผดเผาทำลายความอดทนของเด็กชายจนหมดสิ้น หยาดน้ำตาเม็ดเล็กๆ เอ่อคลอขึ้นมาในดวงตาคู่ใส ก่อนจะไหลรินลงมาอาบแก้มที่เปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นคราบ
"พี่ใหญ่... ข้าหิวน้ำเหลือเกิน... ลำคอข้าเจ็บไปหมดแล้ว..." ไป๋เสี่ยวชวนกระซิบเสียงแผ่วเบา ร่างกายเล็กจ้อยสั่นสะท้านด้วยความทรมาน เขาไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายเสียงดังเพราะกลัวจะถูกแม่เฒ่าเจียงดุด่า แต่การสะอื้นไห้อย่างเงียบๆ ของน้องชายกลับบีบรัดหัวใจของไป๋หลินยิ่งกว่าสิ่งใด
ในขณะที่ครอบครัวสายรองกำลังทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ภาพบนเกวียนหลักกลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ไป๋จินเป่าที่นั่งหลบอยู่ใต้หลังคาประทุนเกวียนบ่นกระปอดกระแปดถึงความร้อน ก่อนจะหยิบกระบอกน้ำไม้ไผ่ขึ้นมาเปิดจุก แล้วยกดื่มอย่างตะกละตะกลาม น้ำใสสะอาดบางส่วนไหลหกเลอะมุมปากและหยดทิ้งลงบนพื้นดินอย่างน่าเสียดาย แม่เฒ่าเจียงเห็นเช่นนั้นกลับไม่ดุด่า ซ้ำยังลูบหลังลูบไหล่หลานชายคนโปรดด้วยความเอ็นดู พลางส่งถุงน้ำอีกใบให้ไป๋ต้ากุ้ยได้ดื่มดับกระหาย
รอยยิ้มเยาะเย้ยของหวังชุ่ยฮวาที่แม้ใบหน้าจะยังบวมเป่งจากการแพ้ผงพิษ ทว่าก็ยังอุตส่าห์ปรายตามามองครอบครัวสายรองด้วยความสะใจ การชิงไหวชิงพริบในครั้งนี้ นางคิดว่าตระกูลหลักเป็นฝ่ายกำชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จ
ดวงตาของไป๋หลินเย็นเยียบลงราวกับน้ำแข็งในเหมันตฤดู นางทอดสายตามองบิดาที่กำลังกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบาก มองมารดาที่มีเลือดซึมริมฝีปาก และมองน้องชายที่ร้องไห้จนไร้เสียง ความโกรธเกรี้ยวปะทุขึ้นในอก ทว่าสมองอันปราดเปรื่องของอดีตแพทย์หญิงอัจฉริยะกลับทำงานอย่างเยือกเย็น นางมี 'น้ำพุวิญญาณ' อยู่ในมิติลับ แต่การจะเสกน้ำออกมากลางหุบเขาที่โล่งเตียนและมีสายตาผู้คนจับจ้องอยู่เช่นนี้ ย่อมเป็นการนำภัยใหญ่หลวงมาสู่ตัว นางต้องการ 'ข้ออ้าง' ที่สมบูรณ์แบบในการได้มาซึ่งแหล่งน้ำ
เมื่อขบวนเกวียนเคลื่อนผ่านโขดหินผาขนาดใหญ่ที่มีร่องรอยการกัดเซาะของลมทราย ร่มเงาเพียงเล็กน้อยจากเพิงผาทำให้ผู้ใหญ่บ้านจ้าวตัดสินใจสั่งให้ขบวนหยุดพักชั่วครู่ เสียงถอนหายใจด้วยความโล่งอกดังระงมไปทั่วบริเวณ ทว่าแม่เฒ่าเจียงก็ยังคงกอดถุงน้ำเอาไว้แน่นราวกับจงอางหวงไข่ ไม่ยอมแบ่งปันให้ผู้ใด
ไป๋หลินประคองมารดาให้นั่งพิงโขดหินในจุดที่ลับสายตาคน ก่อนจะหลับตาลงช้าๆ กำหนดจิตเข้าสู่เบื้องลึกของสติสัมปชัญญะ
'ระบบเซินหนง-ศูนย์หนึ่ง เปิดโหมดสแกนทรัพยากรธรรมชาติ... ค้นหาความชื้นและแหล่งน้ำใต้ดินในรัศมีหนึ่งกิโลเมตรเดี๋ยวนี้!'
[รับทราบโฮสต์ กำลังทำการแผ่รังสีสแกนเนอร์... ประมวลผลสภาพภูมิประเทศดินเหลือง...]
เสียงจักรกลที่คุ้นเคยดังขึ้นในโสตประสาท พร้อมกับหน้าจอโปร่งแสงสีฟ้าที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า แผนที่โฮโลแกรมสามมิติแสดงโครงสร้างของหุบเขาอย่างละเอียด จุดสีแดงจำนวนมากบ่งบอกถึงความแห้งแล้งระดับวิกฤต ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง แสงกะพริบสีฟ้าอ่อนๆ ก็ปรากฏขึ้นที่ขอบหน้าจอ
[ตรวจพบสัญญาณความชื้นซ่อนเร้น... วิเคราะห์ผล: ตาน้ำซับใต้ดินบริสุทธิ์ ตำแหน่งอยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือหลังแนวหินผาสองร้อยเมตร]
ดวงตาของไป๋หลินเบิกโพลงขึ้นทันที มุมปากของเด็กสาวกระตุกยิ้มบางเบาที่ยากจะสังเกตเห็น แหล่งน้ำตามธรรมชาติอยู่นั่นแล้ว! นางเพียงแค่ต้องพาท่านพ่อและน้องชายลอบออกไปขุดมันขึ้นมา นำน้ำพุวิญญาณผสมลงไปเล็กน้อยเพื่อฟื้นฟูกำลังให้ทุกคน และสวมรอยว่าเป็นการค้นพบด้วยความบังเอิญ
ทว่าในจังหวะที่ไป๋หลินกำลังจะหันไปกระซิบชวนไป๋ฉางเซิงให้ลุกขึ้นเดินตามนางไปทางหลังแนวหินนั้นเอง เงาดำสายหนึ่งกลับทาบทับลงมาบดบังแสงสว่างเบื้องหน้า พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่จงใจเหยียบย่ำลงบนกิ่งไม้แห้งจนเกิดเสียงดังกรอบแกรบ ร่างสูงใหญ่ของผู้บุกรุกหยุดยืนประจันหน้า ขวางทางออกเดียวที่จะนำไปสู่ตาน้ำซับใต้ดินเอาไว้เสียสนิท!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ตาน้ำซับใต้ดิน]**