ตอนที่ 11

บทที่ 11: ตาน้ำซับใต้ดิน

เงาทะมึนทาบทับลงมาบดบังแสงตะวันยามบ่ายที่ลอดผ่านกิ่งไม้แห้งกรอบ ไป๋หลินรวบรวมสติในเสี้ยววินาที มือเรียวเล็กเกร็งขึ้นพร้อมจะล้วงผงพิษที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ ทว่าเมื่อสายตาปรับเข้ากับแสงสลัวและเพ่งมองใบหน้าของผู้ที่ยืนขวางทางอยู่ นางก็ต้องลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

"หลินเอ๋อร์ เจ้ามาทำอันใดตรงนี้? ย่าของเจ้ากำลังจับตามองพวกเราอยู่นะ"

เสียงแหบพร่าและเต็มไปด้วยความกังวลเอ่ยขึ้น ร่างสูงใหญ่ที่แท้ก็คือไป๋ฉางเซิง บิดาของนางที่เดินตามมาเงียบๆ พร้อมกับจูงมือไป๋เสี่ยวชวนผู้เป็นน้องชายเอาไว้แน่น ชายวัยกลางคนมีสีหน้าอิดโรย ริมฝีปากแห้งแตกจนมีเลือดซึม แต่แววตายังคงฉายแววความห่วงใยบุตรสาวอย่างสุดซึ้ง

"ท่านพ่อ เสี่ยวชวน..." ไป๋หลินรีบดึงแขนบิดาและน้องชายให้เข้ามาหลบหลังโขดหินใหญ่ พ้นจากสายตาของคนในขบวนอพยพ นางกวาดสายตามองซ้ายขวาอย่างระแวดระวัง ก่อนจะลดเสียงลงจนกลายเป็นกระซิบ "ข้าไม่ได้มาเดินเล่นเจ้าค่ะ แต่ข้าพบหนทางรอดของพวกเราแล้ว"

ไป๋ฉางเซิงเบิกตากว้าง "หนทางรอด? เจ้าหมายความว่าอย่างไร?"

"ท่านพ่อ ท่านจำที่ข้าเคยบอกได้หรือไม่ว่าข้าพอจะมีความรู้เรื่องสมุนไพรและลักษณะภูมิประเทศอยู่บ้าง?" เด็กสาวแต่งเรื่องขึ้นมาอย่างแนบเนียนเพื่อปกปิดการมีอยู่ของหน้าจอโปร่งแสงสีฟ้าที่ยังคงลอยเด่นอยู่ในครรลองสายตาของนางเพียงผู้เดียว "เมื่อครู่ข้าสังเกตเห็นรอยแตกของหินผาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ดินบริเวณนั้นมีสีเข้มกว่าจุดอื่น อีกทั้งยังมีตะไคร่น้ำแห้งเกาะอยู่บางเบา ข้ามั่นใจว่าเบื้องล่างจะต้องมีตาน้ำซับซ่อนอยู่อย่างแน่นอนเจ้าค่ะ!"

ในความเป็นจริง ข้อมูลเหล่านี้ล้วนมาจากระบบเซินหนง-ศูนย์หนึ่งที่ทำหน้าที่แผ่คลื่นตรวจสอบความชื้นในรัศมีหนึ่งกิโลเมตรและประมวลผลออกมาอย่างแม่นยำไร้ที่ติ แต่ทว่าในยุคสมัยที่ผู้คนเชื่อในฟ้าดินและภูตผี นางย่อมไม่สามารถอธิบายเรื่องความก้าวหน้าของระบบผู้ช่วยอัจฉริยะให้บิดาฟังได้

"ตาน้ำซับหรือ!" ไป๋เสี่ยวชวนดวงตาเป็นประกายวาววับ แม้จะหิวโหยเพียงใดแต่ความหวังที่จะได้ดื่มน้ำก็ทำให้เด็กน้อยมีเรี่ยวแรงขึ้นมา

"ชู่ว... เบาเสียงลงหน่อยเสี่ยวชวน หากท่านย่าหรือท่านลุงใหญ่ล่วงรู้ พวกเราจะไม่ได้น้ำแม้แต่หยดเดียว" ไป๋หลินแตะนิ้วชี้ที่ริมฝีปาก "ท่านพ่อ พวกเราต้องรีบไปขุดน้ำก่อนที่ขบวนจะออกเดินทางต่อ นำกระบอกไม้ไผ่ส่วนตัวของเราไปให้หมด ข้าจะเดินนำทางไปเองเจ้าค่ะ"

ไป๋ฉางเซิงพยักหน้าอย่างหนักแน่น บัดนี้เขาไม่หลงเหลือความเชื่อใจในตัวมารดาผู้ลำเอียงอีกต่อไป สิ่งเดียวที่สำคัญที่สุดคือลมหายใจของภรรยาและลูกๆ ชายวัยกลางคนกระชับเสียมไม้เก่าๆ ในมือ ก่อนจะเดินตามหลังบุตรสาวลัดเลาะไปตามพุ่มไม้แห้งและโขดหินสลับซับซ้อนอย่างเงียบเชียบที่สุด

ระยะทางสองร้อยเมตรมิได้ไกลนัก แต่สำหรับผู้ที่อ่อนล้าจากการเดินทางและขาดน้ำมาหลายชั่วยามกลับรู้สึกราวกับเดินอยู่บนภูเขาเข็ม เมื่อทั้งสามมาถึงหลังแนวหินผาตามตำแหน่งที่จุดสีฟ้าบนแผนที่นำทางระบุไว้ ไป๋หลินก็ชี้ไปยังแอ่งดินรูปกระทะที่ดูเผินๆ เหมือนผืนดินแห้งแล้งทั่วไป

"ตรงนี้แหละเจ้าค่ะ ขุดลงไปเพียงครึ่งฉื่อก็น่าจะพบ"

บิดาไม่รอช้า ลงมือใช้เสียมไม้และมือเปล่าคุ้ยเขี่ยดินเหลืองที่แข็งกระด้างออกไปอย่างรวดเร็ว ไป๋เสี่ยวชวนเองก็ช่วยใช้กิ่งไม้ขุดอย่างแข็งขัน เวลาผ่านไปเพียงชั่วก้านธูปไหม้ ดินที่ขุดลึกลงไปก็เริ่มเปลี่ยนจากสีเหลืองซีดเป็นสีน้ำตาลเข้ม และในที่สุด ความชื้นที่ทุกคนเฝ้ารอก็ปรากฏให้เห็น

น้ำใสสะอาดบริสุทธิ์ค่อยๆ ซึมซาบออกมาจากรอยแยกของชั้นหินใต้ดิน แม้จะไม่ได้ไหลหลากราวกับน้ำตก แต่มันก็ค่อยๆ เอ่อท้นจนกลายเป็นแอ่งน้ำขนาดเล็กที่ใสกระจ่างราวกับคันฉ่องบานน้อย

"มีน้ำจริงๆ ด้วย! อาหลิน เจ้าช่างเก่งกาจนัก!" ไป๋ฉางเซิงน้ำตาคลอเบ้า มือที่สั่นเทารีบนำกระบอกไม้ไผ่ที่พกติดตัวมาค่อยๆ ช้อนรองน้ำที่ซึมออกมาอย่างระมัดระวังที่สุดเพื่อไม่ให้ตะกอนดินขุ่นมัว

ระหว่างที่บิดาและน้องชายกำลังจดจ่ออยู่กับการรองน้ำใส่กระบอก ไป๋หลินอาศัยจังหวะที่ไม่มีใครสังเกต กำหนดจิตเชื่อมโยงเข้าสู่มิติลับส่วนตัว นางลอบหยด 'น้ำพุจิตวิญญาณ' บริสุทธิ์จำนวนสองหยดลงไปในกระบอกน้ำที่รองเต็มแล้วอย่างเงียบเชียบ น้ำพุวิญญาณนี้มีคุณสมบัติในการฟื้นฟูพละกำลัง หากผสมลงในน้ำดื่มธรรมดาจะช่วยให้ร่างกายที่อ่อนแอสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ดูผิดสังเกตจนเกินไป

"ท่านพ่อ เสี่ยวชวน พวกท่านดื่มก่อนเถิด ร่างกายของพวกท่านขาดน้ำมานานนัก" ไป๋หลินยื่นกระบอกน้ำที่ผสมน้ำพุจิตวิญญาณส่งให้

ไป๋ฉางเซิงรับมาด้วยความซาบซึ้งใจ เขายกขึ้นจิบเพียงเล็กน้อยเพื่อให้บุตรชายได้ดื่มบ้าง ทว่าทันทีที่หยาดน้ำเย็นฉ่ำไหลล่วงผ่านลำคอ ชายวัยกลางคนก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ รสชาติของน้ำตาน้ำซับนี้ช่างหวานล้ำและบริสุทธิ์ยิ่งนัก ซ้ำยังให้ความรู้สึกเย็นซ่านแผ่กระจายไปทั่วสรรพางค์กาย ความเหนื่อยล้า อาการปวดเมื่อยตามข้อกระดูก และความขมขื่นในลำคอที่ทรมานเขามาตลอดทั้งวันมลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง ราวกับมีพลังชีวิตสายใหม่ไหลเวียนเข้าสู่เส้นลมปราณ

"นี่มัน... น้ำซับที่นี่ช่างวิเศษนัก พ่อรู้สึกมีเรี่ยวแรงขึ้นมาทันตาเห็น!"

ไป๋เสี่ยวชวนที่รับกระบอกน้ำไปดื่มต่อก็มีปฏิกิริยาไม่ต่างกัน ใบหน้าที่เคยซีดเซียวและตอบซูบกลับมามีเลือดฝาดสีระเรื่อ ดวงตากลมโตเปล่งประกายสดใส "พี่รอง ข้าไม่เหนื่อยแล้ว! น้ำนี้อร่อยกว่าน้ำในสระของหมู่บ้านเราเสียอีก!"

ไป๋หลินลอบยิ้มในใจ แต่ภายนอกยังคงทำทีเป็นพยักหน้าเห็นด้วย "คงเพราะเป็นน้ำที่ถูกกรองผ่านชั้นหินและรากไม้สมุนไพรใต้ดินมานานนับปี จึงมีสรรพคุณบำรุงกำลังกระมังเจ้าคะ พวกเรารีบรองน้ำให้เต็มทุกกระบอกเถิด ท่านแม่ยังรอพวกเราอยู่"

สองพ่อลูกช่วยกันรองน้ำอย่างแข็งขันจนเต็มกระบอกไม้ไผ่ทั้งสี่ใบ จากนั้นไป๋หลินจึงกลบปากหลุมตาน้ำซับด้วยดินและกิ่งไม้แห้งอย่างมิดชิด เพื่อป้องกันไม่ให้คนตระกูลหลักหรือผู้อพยพคนอื่นมาพบเห็นร่องรอยการขุดเจาะ เมื่อจัดการอำพรางสถานที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งสามจึงลอบกลับไปหาเสิ่นอวี้หลานที่นอนพักอยู่หลังโขดหินใหญ่ในจุดเดิม

เสิ่นอวี้หลานที่ริมฝีปากแห้งผากและร่างกายอ่อนแรงจนแทบจะหมดสติ เมื่อได้รับน้ำผสมน้ำพุจิตวิญญาณที่บุตรสาวป้อนให้ อาการของนางก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ลมหายใจที่เคยรวยรินกลับมาสม่ำเสมอ เปลือกตาที่ปิดสนิทค่อยๆ ลืมขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่มอบให้ครอบครัว แม้จะยังไม่แข็งแรงเต็มที่ แต่ก็มากพอที่จะประคองสติและลุกขึ้นนั่งได้ด้วยตนเอง

"ดีเหลือเกิน... ฟ้ายังมีเมตตาต่อครอบครัวเรา" มารดาลูบศีรษะบุตรสาวด้วยความรักใคร่

"ตราบใดที่เรายังร่วมมือกัน พวกเราต้องรอดไปถึงหมู่บ้านชิงสุ่ยได้อย่างแน่นอนเจ้าค่ะ" ไป๋หลินเอ่ยให้คำมั่น

ทว่าในจังหวะที่ครอบครัวสายรองกำลังดื่มด่ำกับความหวังที่เพิ่งถูกจุดประกายขึ้นมาใหม่นั้นเอง สายตาอันเฉียบคมของไป๋หลินกลับทอดมองผ่านช่องว่างระหว่างโขดหินออกไปยังลานดินกว้างที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก

ท่ามกลางกลุ่มผู้อพยพที่นั่งระเกะระกะหมดอาลัยตายอยาก นางสังเกตเห็นครอบครัวหนึ่งที่มีสมาชิกราวสามสี่คนกำลังร่ำไห้กอดกันกลม ร่างกายของพวกเขาซูบผอมจนแทบจะเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ดูประหนึ่งว่ากำลังจะสิ้นใจลงในไม่ช้านี้เพราะขาดน้ำอย่างรุนแรง แต่สิ่งที่ทำให้หัวคิ้วของเด็กสาวเลิกขึ้นเล็กน้อยมิใช่ความเวทนา หากแต่เป็น 'สิ่งของ' ที่จอดอยู่เคียงข้างครอบครัวนั้นต่างหาก

มันคือเกวียนไม้สองล้อสภาพเก่าซอมซ่อคันหนึ่ง แม้หลังคาประทุนจะขาดวิ่นและไม้บางซี่จะหักบิ่นไปบ้าง แต่โครงสร้างหลักและล้อเกวียนยังคงดูแข็งแรงทนทานพอที่จะบรรทุกคนหรือสัมภาระได้

ริมฝีปากของอดีตแพทย์หญิงอัจฉริยะค่อยๆ คลี่รอยยิ้มบางเบาที่ยากจะคาดเดาเจตนา มารดาของนางยังมีร่างกายที่อ่อนแอเกินกว่าจะเดินเท้าข้ามภูเขาในระยะทางไกลได้ หากได้เกวียนไม้นั่นมาครอบครอง การเดินทางอพยพของครอบครัวสายรองย่อมจะราบรื่นขึ้นอย่างมหาศาล

ในดินแดนที่น้ำสะอาดมีค่าดั่งทองคำ การเจรจาแลกเปลี่ยนด้วยน้ำเพียงครึ่งกระบอกเพื่อแลกกับพาหนะที่สามารถต่อชีวิตมารดาของนางได้ ย่อมเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: เกวียนไม้เก่าแลกน้ำ]**