ตอนที่ 12
***บทที่ 12: เกวียนไม้เก่าแลกน้ำ***
ร่างบอบบางของไป๋หลินขยับตัวลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบ ดวงตาหงส์ทอดมองฝ่าความสลัวของแสงแดดที่เริ่มคล้อยต่ำลง ท่ามกลางเสียงโอดครวญของผู้อพยพที่ดังระงมเป็นระยะ เด็กสาวก้าวเท้าหลบเลี่ยงสายตาของผู้คนอย่างระมัดระวัง นางอาศัยจังหวะที่คนของตระกูลไป๋สายหลักกำลังหลับใหลด้วยความเหนื่อยล้า ซอกแซกไปตามโขดหินใหญ่เพื่อมุ่งหน้าไปยังครอบครัวแปลกหน้าที่นั่งกอดกันอยู่เบื้องหน้าเกวียนไม้พังๆ คันนั้น
ยิ่งเข้าไปใกล้ ภาพความหดหู่ก็ยิ่งปรากฏชัดเจนในสายตา ชายวัยกลางคนผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวมีใบหน้าซูบตอบจนเห็นโหนกแก้ม ริมฝีปากแห้งผากแตกแหงนราวกับผืนดินที่ขาดฝนมาแรมปี อ้อมแขนของเขากระชับร่างภรรยาและบุตรชายตัวน้อยที่ลมหายใจรวยริน สภาพของพวกเขาเปรียบดั่งตะเกียงที่ใกล้จะสิ้นน้ำมัน หากปล่อยข้ามคืนนี้ไปโดยไร้น้ำหยดตกถึงท้อง ย่อมไม่อาจรักษาชีวิตรอดไว้ได้
"ท่านลุง..." น้ำเสียงใสกระจ่างทว่าแผ่วเบาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน
ชายแปลกหน้าสะดุ้งสุดตัว เขาเงยหน้าขึ้นมองเด็กสาวชุดผ้าป่านสีซีดด้วยแววตาหวาดระแวง ทว่าเมื่อสายตาของเขาเลื่อนไปหยุดอยู่ที่กระบอกไม้ไผ่ในมือของนาง รูม่านตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้น สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดทำให้เขากลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบาก
"ข้าเห็นว่าพวกท่านกำลังลำบาก" ไป๋หลินกล่าวอย่างตรงไปตรงมา นางรู้ดีว่าในสถานการณ์ความเป็นความตาย การอ้อมค้อมย่อมไร้ประโยชน์ นิ้วเรียวเล็กค่อยๆ ดึงจุกไม้ไผ่ออกเพียงครึ่ง กลิ่นหอมสะอาดของน้ำบริสุทธิ์ที่เจือด้วยหยาดน้ำพุวิญญาณเพียงเล็กน้อยโชยแตะจมูกของชายผู้นั้น "ข้ามีน้ำสะอาดอยู่ครึ่งกระบอก หวังเพียงเจรจาแลกเปลี่ยนกับสิ่งของบางอย่างของท่าน"
"น... น้ำ! เจ้ายินดีมอบน้ำให้พวกเราหรือ!" เสียงของชายผู้นั้นสั่นพร่า น้ำตาแห่งความหวังเอ่อคลอเบ้า เขาแทบจะคุกเข่าโขกศีรษะให้นาง "แม่นางน้อย ไม่ว่าเจ้าต้องการสิ่งใด หากข้ามี ข้ายินดีให้เจ้าทั้งหมด! ขอเพียงต่อชีวิตให้ภรรยาและบุตรชายของข้าก็พอ!"
"ข้าต้องการเกวียนไม้คันนั้น" นางชี้ไปยังเกวียนสองล้อสภาพซอมซ่อที่จอดนิ่งอยู่ด้านหลัง
ชายแปลกหน้าชะงักไปชั่วครู่ เกวียนคันนี้เคยเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดของครอบครัวเขา แต่ในเวลานี้ที่แม้แต่เรี่ยวแรงจะยืนยังไม่มี เกวียนไม้ก็เป็นเพียงเศษกองไม้ไร้ค่าที่ไม่อาจเข็นต่อไปได้ หากต้องแบกมันไว้ มีแต่จะพากันตายตกไปทั้งหมด การใช้อะไรที่ไร้ประโยชน์ในยามนี้แลกกับน้ำที่สามารถต่อชีวิตได้ ย่อมเป็นการค้าที่สวรรค์ประทานมาให้ชัดๆ!
"ตกลง! ข้ายกให้เจ้า!" เขารับคำอย่างไม่ลังเล
ไป๋หลินยื่นกระบอกไม้ไผ่ให้ชายผู้นั้นอย่างระมัดระวัง ทันทีที่น้ำหยดแรกสัมผัสริมฝีปากของเด็กน้อยและสตรีที่ใกล้หมดสติ สีหน้าของพวกเขาก็ดูมีเลือดฝาดขึ้นมาเล็กน้อย น้ำสะอาดครึ่งกระบอกนี้แม้ไม่อาจทำให้พวกเขาอิ่มหนำ แต่ก็มากพอที่จะดึงพวกเขาพ้นจากหน้าผาแห่งความตาย ชายผู้นั้นพร่ำกล่าวขอบคุณนางซ้ำแล้วซ้ำเล่าพร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม
หลังจากจัดการธุรกรรมอย่างรวดเร็วและแนบเนียน ไป๋หลินจึงค่อยๆ ออกแรงลากเกวียนไม้เก่าๆ นั้นกลับมายังจุดที่ครอบครัวสายรองพักพิงอยู่ เสียงล้อเกวียนที่บดไปกับพื้นดินดังเอี๊ยดอ๊าดเบาๆ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ไป๋ฉางเซิงและเสิ่นอวี้หลานสะดุ้งตื่นจากภวังค์
"หลินเอ๋อร์! นี่เจ้าไปเอาเกวียนคันนี้มาจากที่ใดกัน!" เสิ่นอวี้หลานเบิกตากว้าง รีบยกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกใจระคนหวาดกลัวว่าผู้ใดจะมาเห็นเข้า
"ข้าใช้น้ำส่วนตัวที่ซ่อนไว้เพียงเล็กน้อยไปแลกกับผู้อพยพฝั่งกระโน้นมาเจ้าค่ะ" นางตอบด้วยรอยยิ้มบางๆ ปิดบังเรื่องมิติลับเอาไว้อย่างมิดชิด "ท่านแม่ร่างกายอ่อนแอเกินกว่าจะเดินเท้าข้ามภูเขาอวิ๋นอู้ หากมีเกวียนคันนี้ ท่านก็จะสามารถนั่งพักและออมแรงไว้ได้ ท่านพ่อกับเสี่ยวชวนก็จะได้ไม่ต้องพะวงหลังเวลาเดินทาง"
คำกล่าวของบุตรสาวทำเอาขอบตาของไป๋ฉางเซิงร้อนผ่าว ชายชาตรีผู้ซื่อสัตย์เริ่มตระหนักซึ้งถึงความกตัญญูและสติปัญญาของบุตรสาว เขากวาดสายตามองเกวียนไม้สองล้อคันนั้นอย่างพินิจพิเคราะห์ แม้ตัวประทุนจะขาดวิ่นและล้อซ้ายจะสั่นคลอนราวกับจะหลุดออกมาได้ทุกเมื่อ แต่โครงสร้างหลักของมันทำจากไม้ซานเนื้อแข็งที่ยังคงความทนทาน
"ล้อข้างนี้ซี่ไม้กระดานหักไปสองซี่ สลักเพลาก็หลวมมากแล้ว หากฝืนให้คนขึ้นไปนั่ง คงเข็นไปได้ไม่ถึงครึ่งหลี้ก็คงพังครืนลงมา" ไป๋ฉางเซิงใช้มือหยาบกร้านลูบคลำตามข้อต่อของเกวียน สายตาของเขามุ่งมั่นขึ้น "แต่ไม่ต้องห่วง พ่อเคยเรียนรู้งานช่างไม้มาบ้าง พ่อซ่อมมันได้!"
ไม่รอช้า ไป๋ฉางเซิงรีบเดินไปรวบรวมกิ่งไม้เนื้อแข็งที่ตกอยู่ตามโขดหินใกล้ๆ เขาใช้มีดพกทื่อๆ ที่ติดตัวมาค่อยๆ ถากเศษไม้อย่างทะมัดทะแมง แม้เครื่องมือจะไม่ครบครัน แต่ด้วยประสบการณ์และความรักที่อยากจะปกป้องภรรยา เขาจึงใช้ทักษะช่างไม้ดัดแปลงลิ่มไม้ขัดเข้าไปในรอยต่อที่หลวมคลอน จากนั้นนำเถาวัลย์แห้งที่มีความเหนียวทนทานมาพันทบกันหลายชั้นรอบแกนล้อและด้ามจับอย่างแน่นหนา
หยาดเหงื่อผุดซึมตามไรผมของบิดา แต่รอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจกลับฉายชัดบนใบหน้า ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เกวียนไม้ที่เคยง่อนแง่นก็กลับมามีสภาพแข็งแรงมั่นคงพอที่จะรองรับน้ำหนักของคนได้อย่างปลอดภัย
"ท่านแม่ ลองขึ้นไปนั่งดูสิขอรับ!" ไป๋เสี่ยวชวนรีบวิ่งเข้าไปประคองมารดาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
เสิ่นอวี้หลานน้ำตาคลอเบ้า นางค่อยๆ หยัดกายขึ้นโดยมีสามีและบุตรชายช่วยพยุง ทันทีที่นางทิ้งตัวลงนั่งบนแผ่นกระดานไม้ของเกวียน ความรู้สึกโล่งใจก็แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ความทุกข์ทรมานจากการต้องลากสังขารเดินเท้าบนดินแห้งแล้งราวกับได้รับการปลดเปลื้อง ครอบครัวสายรองต่างมองหน้ากันด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังครั้งใหม่
ทว่าในโลกที่เต็มไปด้วยความอดอยากและผู้คนที่เห็นแก่ตัว ความสุขมักจะอยู่ได้ไม่นานนัก
ห่างออกไปไม่ไกลนัก บริเวณที่พักของตระกูลไป๋สายหลัก ร่างท้วมของไป๋ต้ากุ้ยที่กำลังนอนนวดขาอันปวดเมื่อยของตนเองอยู่ บังเอิญลืมตาขึ้นมาเห็นภาพเหตุการณ์ทั้งหมดเข้าพอดี แววตาที่เคยมืดหม่นจากความเหนื่อยล้าพลันเบิกกว้าง ร่องรอยความประหลาดใจแปรเปลี่ยนเป็นความโลภโมโทสันในชั่วพริบตา
'เจ้าพวกสายรองชั้นต่ำนั่นไปได้เกวียนไม้มาจากที่ใดกัน!' ลุงใหญ่แห่งตระกูลไป๋ขบกรามแน่น
เขาผู้เป็นถึงปัญญาชนและพี่ชายคนโตของตระกูล ต้องทนลำบากเดินเท้าจนฝ่าเท้าพุพอง แทบจะก้าวขาไม่ออก แต่เจ้าน้องชายหน้าโง่กับครอบครัวตัวภาระกลับมีเกวียนไม้ให้นั่งสบายใจเฉิบกระนั้นหรือ! ในเมื่อตระกูลไป๋ยังไม่ได้แยกบ้าน ทรัพย์สมบัติทุกชิ้นของสายรองย่อมถือเป็นของสายหลักด้วย
ความคิดเห็นแก่ตัวแล่นพล่านในหัว ไป๋ต้ากุ้ยแค่นเสียงเย็นชาในลำคอ ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นยืน ก้าวเท้ายาวๆ ตรงดิ่งไปยังทิศทางของครอบครัวสายรองด้วยเจตนาที่ปิดไม่มิด
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: แผนขโมยเกวียนของลุงใหญ่]**