ตอนที่ 13

***บทที่ 13: แผนขโมยเกวียนของลุงใหญ่***

เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ย่ำกระแทกลงบนพื้นดินแตกระแหงดังใกล้เข้ามาทำลายบรรยากาศแห่งความปีติยินดีของครอบครัวสายรอง ร่างท้วมของไป๋ต้ากุ้ยเดินอาดๆ ตรงเข้ามาด้วยท่วงท่าที่พยายามปั้นแต่งให้ดูสง่าผ่าเผยสมดั่งปัญญาชน ทว่าแววตาที่จดจ้องมายังเกวียนไม้คันใหม่เอี่ยมนั้นกลับเปล่งประกายไปด้วยความโลภโมโทสันอย่างปิดไม่มิด

ไป๋หลินผู้มีประสาทสัมผัสเฉียบคมจากการเป็นแพทย์พิษวิทยาในชาติก่อน สังเกตเห็นความผิดปกติได้ในเสี้ยวลมหายใจ นางปรายตามองเงาร่างที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ เพียงแค่เห็นมุมปากที่ยกขึ้นอย่างเอาเปรียบของลุงใหญ่ หญิงสาวก็คาดเดาเจตนาอันสกปรกของอีกฝ่ายได้ทะลุปรุโปร่ง

'คิดจะมาชุบมือเปิบแย่งชิงหยาดเหงื่อแรงงานของผู้อื่นไปเสวยสุขสินะ' ไป๋หลินแค่นเสียงหยันในใจ

ในโลกที่ความอดอยากแผ่ซ่านไปทุกหย่อมหญ้า เกวียนไม้คันนี้มิใช่เพียงพาหนะ แต่เป็นดั่งเครื่องต่อลมหายใจของมารดาที่กำลังอ่อนแอ หากปล่อยให้ลุงใหญ่ผู้เห็นแก่ตัวแย่งชิงไป ครอบครัวของนางคงต้องกลับไปตกระกำลำบากเช่นเดิม นางไม่มีทางยอมให้เรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นเด็ดขาด

ทว่าการลุกขึ้นมาโวยวายหรือใช้กำลังขัดขืนต่อหน้าคนหมู่มากย่อมไม่ใช่ทางออกที่ชาญฉลาด เพราะในยุคสมัยที่ความกตัญญูและลำดับอาวุโสค้ำคออยู่เช่นนี้ การปะทะคารมโดยตรงมีแต่จะทำให้ครอบครัวสายรองตกเป็นเป้าโจมตี การชิงไหวชิงพริบและจัดการอย่างแนบเนียนต่างหากคือวิถีทางของผู้รอดชีวิต!

หญิงสาวทำทีเป็นขยับเข้าไปใกล้เกวียนไม้ แสร้งใช้แขนเสื้อเช็ดฝุ่นผงตามแผ่นกระดาน ทว่าในใจกลับเชื่อมต่อกับระบบผู้ช่วยเซินหนงอย่างเงียบเชียบ นางอาศัยจังหวะที่ไม่มีใครสังเกต เรียกขวดกระเบื้องเคลือบใบจิ๋วออกมาจากมิติลับ ซ่อนไว้ในแขนเสื้ออย่างมิดชิด

ภายในขวดบรรจุ 'ยางไม้สกัด' จากเถาวัลย์พิษชนิดหนึ่งที่นางเคยเก็บได้จากชายป่าและนำไปสกัดในห้องโอสถของมิติ ยางไม้ชนิดนี้มีลักษณะใสแจ๋ว ไร้สี ไร้กลิ่น ทว่ามีสรรพคุณร้ายกาจในการออกฤทธิ์สกัดกั้นเส้นประสาทสัมผัส ทำให้ผิวหนังบริเวณที่สัมผัสเกิดอาการชาดิกจนสูญเสียความรู้สึกไปชั่วขณะ โดยไม่ทิ้งร่องรอยบาดแผลใดๆ ให้จับผิดได้

ปลายนิ้วเรียวงามของไป๋หลินลอบเปิดจุกขวดออก ก่อนจะเทยางไม้สกัดลงบนเศษผ้าในมืออย่างรวดเร็ว นางขยับตัวไปทางด้านหลังของเกวียน แสร้งทำเป็นตรวจสอบความเรียบร้อย แต่แท้จริงแล้วกลับใช้เศษผ้าชุบยางไม้ทาชโลมลงบนด้ามจับเกวียนทั้งสองข้างอย่างประณีต ยางไม้ใสซึมลึกลงไปในเนื้อไม้ที่หยาบกระด้าง กลมกลืนไปกับรอยเปื้อนดินจนไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

"ช่างเป็นเกวียนที่แข็งแรงทนทานเสียนี่กระไร เจ้ารอง... ไม่เลวเลยนี่!"

เสียงแหบพร่าที่ดัดให้ดูทรงอำนาจดังขึ้นจากเบื้องหลัง ไป๋ต้ากุ้ยเดินมาหยุดยืนอยู่หน้าเกวียนไม้ เชิดหน้าขึ้นสูงพลางเอามือไพล่หลัง ดวงตาหรี่มองเกวียนด้วยความพึงพอใจราวกับกำลังประเมินทรัพย์สินของตนเอง

ไป๋ฉางเซิงที่กำลังช่วยพยุงภรรยาชะงักไปเล็กน้อย เขารีบหันมาค้อมศีรษะให้พี่ชายคนโต "พี่ใหญ่... ท่านมาทำอันใดที่นี่หรือขอรับ"

"ข้าก็มาดูความเรียบร้อยของครอบครัวเราน่ะสิ" ไป๋ต้ากุ้ยกระแอมไอ ก่อนจะปั้นหน้าขึงขัง "เจ้ารอง ในเมื่อครอบครัวเรายังไม่ได้แยกจวน ทรัพย์สินทุกอย่างที่หามาได้ย่อมต้องถือเป็นของกองกลาง เกวียนคันนี้เจ้าซ่อมเสร็จแล้วก็ดี ข้าผู้เป็นพี่ใหญ่และเป็นถึงปัญญาชนของตระกูล ร่างกายไม่คุ้นชินกับการตรากตรำเดินเท้าจนฝ่าเท้าแตกยับเยินเช่นนี้ อีกทั้งจินเป่าหลานชายของเจ้าก็ยังเด็กนัก หากปล่อยให้เดินต่อไปคงได้ล้มป่วยเป็นแน่... เอาเป็นว่า ข้าจะรับหน้าที่ดูแลเกวียนคันนี้เอง พวกเจ้าก็ลงมาเดินเสีย"

คำกล่าวนั้นหน้าไม่อายจนถึงขีดสุด ไป๋ฉางเซิงเบิกตากว้าง ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความอัดอั้นตันใจ "แต่พี่ใหญ่! อวี้หลานนางเพิ่งฟื้นไข้ ร่างกายอ่อนแอยิ่งนัก หากไม่มีเกวียนให้นั่ง นางอาจจะ..."

"เหอะ! สตรีบ้านป่าเมืองเถื่อนที่เคยแต่ทำไร่ไถนา จะมาสำออยอันใดตอนนี้!"

ยังไม่ทันที่ไป๋ฉางเซิงจะกล่าวจบ เสียงตวาดแหวของแม่เฒ่าเจียงก็ดังแทรกขึ้นมา หญิงชราเดินกะเผลกๆ ตรงเข้ามาสบทบด้วยใบหน้าถมึงทึง สายตาของนางจับจ้องไปที่ไป๋ฉางเซิงราวกับมองสุนัขขี้เรื้อนตัวหนึ่ง

"ต้ากุ้ยพูดถูกแล้ว!" แม่เฒ่าเจียงประกาศกร้าวพลางชี้นิ้วด่าทอ "พี่ใหญ่ของเจ้าคือความหวังของตระกูลไป๋! มือของเขาเกิดมาเพื่อจับพู่กันเขียนตำรา ไม่ใช่มาทนลำบากเช่นนี้ ส่วนพวกเจ้าสายรอง เกิดมาก็มีชะตาเป็นวัวเป็นม้าให้ตระกูลอยู่แล้ว จะเดินเท้าสักหน่อยจะเป็นไรไป! รีบไสหัวลงมาจากเกวียน แล้วมอบให้พี่ใหญ่ของเจ้าเดี๋ยวนี้ หากขัดขืน ถือว่าอกตัญญู!"

ถ้อยคำที่ลำเอียงอย่างร้ายกาจราวกับคมมีดกรีดลงกลางใจของครอบครัวสายรอง เสิ่นอวี้หลานหน้าซีดเผือด รีบขยับตัวเตรียมจะลงจากเกวียนด้วยความหวาดกลัว ไป๋เสี่ยวชวนกำหมัดแน่นด้วยความโกรธแค้น แต่มิกล้าปริปาก

ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียด ไป๋หลินกลับแย้มรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก นางเดินก้าวออกมาเบื้องหน้าบิดา ท่าทีสงบเสงี่ยมเจียมตัวดุจลูกแกะน้อยที่เชื่องเชื่อ

"ท่านย่ากล่าวได้ถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ" น้ำเสียงของไป๋หลินใสกระจ่างและนุ่มนวล "ท่านลุงใหญ่เป็นถึงปัญญาชนผู้ทรงเกียรติ ร่างกายล้ำค่ายิ่งนัก จะให้มาทนลำบากตรากตรำได้อย่างไรกัน ในเมื่อท่านลุงใหญ่มีน้ำใจอาสาจะ 'เข็นเกวียน' คันนี้ด้วยตนเอง พวกเราสายรองผู้น้อยก็มิกล้าขัดข้องเจ้าค่ะ"

คำกล่าวของไป๋หลินทำให้ทุกคนชะงักงัน แม้แต่ไป๋ฉางเซิงยังหันมามองบุตรสาวด้วยความไม่เข้าใจ ทว่าเมื่อเขาสบเข้ากับดวงตาหงส์ที่แฝงไปด้วยประกายความเย็นเยียบและมั่นใจของบุตรสาว เขาก็จำต้องกลืนคำคัดค้านลงคอไป

ไป๋ต้ากุ้ยได้ยินดังนั้นก็หัวเราะฮ่าๆ ออกมาด้วยความชอบใจ "เด็กดี! ในที่สุดเจ้าก็รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียที เห็นแก่ที่เจ้าพูดจาเข้าหู ลุงใหญ่คนนี้จะไม่ถือสาหาความเรื่องในอดีตก็แล้วกัน ถอยไป! ข้าจะนำเกวียนไปให้จินเป่านั่ง!"

แม่เฒ่าเจียงเชิดหน้าขึ้นอย่างผู้กำชัยชนะ มองครอบครัวสายรองด้วยแววตาเย้ยหยัน

ไป๋หลินถอยหลบไปด้านข้างอย่างว่าง่าย นางผายมือเชื้อเชิญไปยังด้ามจับเกวียนที่ถูกอาบไล้ด้วยยางไม้สกัดชาเฉพาะที่เอาไว้อย่างชุ่มฉ่ำ รอยยิ้มลึกล้ำปรากฏขึ้นในดวงตาคู่สวย...กับดักถูกวางไว้พร้อมแล้ว รอเพียงเหยื่อผู้โง่เขลามากระโจนลงไปเท่านั้น

ไป๋ต้ากุ้ยก้าวเท้ายาวๆ เข้าไปหาเป้าหมายด้วยความย่ามใจ เขาวาดฝันถึงการได้นั่งเอนหลังสบายๆ บนเกวียนโดยมีน้องชายหน้าโง่คอยเป็นลากจูง ชายวัยกลางคนผู้ละโมบยื่นมืออันอวบอูมทั้งสองข้างออกไป หมายจะกอบกุมด้ามจับไม้เพื่อยึดครองกรรมสิทธิ์อย่างสมบูรณ์แบบ ท่ามกลางสายตาของทุกคน เขากดฝ่ามือลงบนด้ามจับเกวียนอย่างเต็มแรง!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: คำสาปเกวียนผีสิง]**