ตอนที่ 14
***บทที่ 14: คำสาปเกวียนผีสิง***
ฝ่ามืออวบอูมของไป๋ต้ากุ้ยทาบทับลงบนด้ามจับเกวียนไม้อย่างเต็มแรง ทว่าพริบตาที่เขาออกแรงดันไปเบื้องหน้า ความรู้สึกยินดีปรีดาที่จะได้แย่งชิงพาหนะของครอบครัวสายรองกลับพลันมลายหายไปสิ้น!
ยางไม้สกัดชาเฉพาะที่ซึ่งไป๋หลินลอบชโลมเอาไว้ แผ่ซ่านฤทธิ์เดชอันเร้นลับเข้าสู่รูขุมขนอย่างเงียบงันและรวดเร็วดุจวิญญาณร้ายที่แฝงเร้น เพียงชั่วอึดใจเดียว ไป๋ต้ากุ้ยก็ต้องเบิกตากว้าง ความรู้สึกชาดิกแล่นปราดจากปลายนิ้ว ลุกลามจู่โจมเข้าสู่ฝ่ามือ ข้อมือ และท่อนแขนทั้งสองข้าง ราวกับถูกน้ำแข็งพันปีแช่แข็งจนสูญเสียความรู้สึกไปโดยสิ้นเชิง เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อที่เคยควบคุมได้ดั่งใจนึก กลับกลายเป็นท่อนไม้ที่ไร้ชีวิตอย่างน่าประหลาด
"อ๊ะ... เอ๊ะ!" เสียงอุทานด้วยความสับสนตื่นตระหนกหลุดรอดออกจากลำคอหนา ร่างกายท่อนบนที่ทิ้งน้ำหนักลงไปหมายจะผลักดันเกวียนพลันสูญเสียจุดศูนย์ถ่วง เมื่อสองมือไม่อาจยึดจับสิ่งใดได้อีกต่อไป ร่างอ้วนท้วนของลุงใหญ่ผู้อวดอ้างตนว่าเป็นปัญญาชนจึงพุ่งหลาวไปเบื้องหน้า หน้าผากและจมูกกระแทกเข้ากับพื้นดินสีเหลืองที่แห้งผากอย่างจัง
เสียงดัง 'ตุบ' สนั่นหวั่นไหว ฝุ่นผงคลุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ!
ไป๋ต้ากุ้ยดิ้นรนพลิกตัวขึ้นมาอย่างทุลักทุเล ใบหน้าเปื้อนฝุ่นดินและน้ำหูน้ำตาไหลพราก เขายกสองมือที่ห้อยต่องแต่งไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาเบื้องหน้า ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ร่างกายสั่นเทิ้มราวกับจับไข้ "มือ... มือของขวา! ข้าไม่รู้สึกอะไรเลย! ขยับไม่ได้! ผีหลอก! เกวียนคันนี้มีผีสิง! มันถูกสาป!"
เสียงร้องโหยหวนของชายวัยกลางคนดังก้องไปทั่วบริเวณราวกับสุกรถูกเชือด สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้คนที่อยู่รายรอบ
แม่เฒ่าเจียงที่ยืนรอชมความสำเร็จของบุตรชายคนโตอยู่ด้านข้างถึงกับหน้าถอดสี นางรีบถลันเข้าไปประคองร่างที่สั่นเทาของไป๋ต้ากุ้ยด้วยความปวดใจ ก่อนจะหันขวับมาถลึงตาใส่ไป๋หลินดุจมารร้าย "นังเด็กเหลือขอ! เจ้าทำของต่ำช้าอันใดใส่ลุงใหญ่ของเจ้า! นังตัวกาลกิณี เจ้าเล่นสกปรกใช้มนต์ดำสาปแช่งเกวียนคันนี้เพื่อทำร้ายลุงของเจ้าใช่หรือไม่!"
ท่ามกลางเสียงก่นด่าอันเกรี้ยวกราด ไป๋หลินเพียงปรายตามองด้วยความสงบนิ่ง ดวงตาหงส์ทอประกายใสกระจ่างไร้ระลอกคลื่น นางก้มศีรษะลงเล็กน้อย เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและหวาดกลัวราวกับลูกแกะที่ถูกปรักปรำ "ท่านย่ากล่าวหาหลานเกินไปแล้วเจ้าค่ะ หลานเป็นเพียงเด็กสาวชาวนาที่โง่เขลา จะไปรู้จักมนต์ดำต่ำช้าได้อย่างไร อีกอย่างเมื่อครู่พวกเราครอบครัวสายรองก็เป็นผู้เข็นเกวียนคันนี้มาตลอดทาง มิเห็นมีผู้ใดเป็นอันตราย หรือถูกคำสาปผีสางที่ไหนทำร้ายเลยแม้แต่น้อย"
ขณะที่เอ่ยลวงด้วยท่าทีใสซื่อ นางอาศัยจังหวะที่ทุกสายตาจับจ้องไปที่อาการทุรนทุรายของไป๋ต้ากุ้ย แสร้งทำทีเป็นเดินถอยหลังไปชิดเกวียนเพื่อหลบหลีกสายตาเกรี้ยวกราดของแม่เฒ่าเจียง ชายแขนเสื้อที่ซ่อนเศษผ้าชุบน้ำพุวิญญาณเจือจางตวัดผ่านด้ามจับไม้อย่างแนบเนียนและรวดเร็วดุจสายลมพัดผ่าน ลบล้างคราบยางไม้พิษจนหมดจดไร้ร่องรอยในพริบตา
"หากท่านย่าและท่านลุงใหญ่ไม่เชื่อ หาว่าเกวียนคันนี้มีคำสาปผีสิง เช่นนั้นก็ลองให้ผู้อื่นมาจับดูเถิดเจ้าค่ะ จะได้รู้กระจ่างว่าเกวียนมีผีสิงจริง หรือเป็นเพียงเพราะท่านลุงใหญ่ร่างกายอ่อนแอ พลัดตกสะดุดล้มไปเอง" ไป๋หลินผายมืออย่างเชิญชวน
ไป๋ฉางเซิงที่ทนเห็นบุตรสาวถูกรังแกด้วยข้อหาไร้สาระไม่ไหว ก้าวพรวดออกมาเบื้องหน้าอย่างกล้าหาญ "ข้าจะจับให้ดูเอง! เกวียนคันนี้พวกข้าใช้หยาดเหงื่อแรงกายลากจูงมา จะมีผีสางได้อย่างไร!"
เขายื่นมือหยาบกร้านจากการทำนาทาบทับลงบนด้ามเกวียนอย่างมั่นคง ก่อนจะออกแรงเข็นไปเบื้องหน้าสองสามก้าว เกวียนไม้เคลื่อนตัวอย่างราบรื่น ไม่มีภูตผี ไม่มีคำสาป และไม่มีอาการมือชาใดๆ เกิดขึ้นกับเขาเลยแม้แต่น้อย ไป๋ฉางเซิงหันกลับมามองมารดาและพี่ชายด้วยสายตาที่แฝงความผิดหวัง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในสายตาของผู้อพยพคนอื่นๆ ที่หยุดพักอยู่บริเวณใกล้เคียงมาตั้งแต่ต้น พวกเขาต่างชะโงกหน้ามามองดูและเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ สายตาที่เคยมองตระกูลไป๋ด้วยความเห็นใจ เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความระอาและรำคาญใจ ท่ามกลางความแห้งแล้งและอดอยาก ทุกคนต่างเหนื่อยล้าแทบขาดใจ ทว่าครอบครัวสายหลักของตระกูลไป๋กลับเอาแต่สร้างเรื่องวุ่นวาย โวยวายไร้สาระเพื่อหวังจะแย่งชิงสมบัติของครอบครัวสายรอง เสียงซุบซิบนินทาดังแว่วมาให้ได้ยินอย่างชัดเจน
"ปัญญาชนอันใดกัน จับเกวียนล้มเองแล้วยังมาร้องห่มร้องไห้โวยวายว่าถูกผีหลอก น่าไม่อายจริงๆ"
"บ้านรองน่าสงสารนัก มีแม่เฒ่าลำเอียงเช่นนี้ วันๆ คงหาแต่เรื่องมารังแก ไม่ยอมให้ลูกหลานได้พักหายใจ"
"หากยังมีเรี่ยวแรงมาร้องโวยวายเรื่องคำสาปผีสิง สู้เอาแรงไปเดินหาแหล่งน้ำไม่ดีกว่าหรือ เป็นพวกตัวถ่วงขบวนแท้ๆ"
คำนินทาเหล่านั้นราวกับฝ่ามือที่ตบลงบนใบหน้าของแม่เฒ่าเจียงฉาดใหญ่ นางโกรธจนอ้าปากค้าง ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความอับอาย แต่เมื่อเห็นไป๋ฉางเซิงเข็นเกวียนได้อย่างปกติ ซ้ำบุตรชายคนโตของตนยังคงนั่งกุมมือร้องครวญครางด้วยความหวาดผวาปะปนกับความงมงาย นางก็ไม่อาจหาข้ออ้างใดมาแย่งชิงเกวียนได้อีก ตระกูลหลักจำต้องประคองลุงใหญ่ถอยร่นกลับไปอย่างอับอายและหวาดหวั่น นับตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีผู้ใดในครอบครัวสายหลักกล้าเฉียดกรายเข้าใกล้ 'เกวียนผีสิง' ของครอบครัวสายรองอีกเลย
ขบวนอพยพเคลื่อนตัวต่อไปอย่างเชื่องช้า จนกระทั่งดวงตะวันคล้อยต่ำ ลับหายไปหลังทิวเขา ทิ้งความมืดมิดและอากาศที่เริ่มเย็นเยียบไว้เบื้องหลัง เมื่อขบวนเดินทางรอนแรมจนพ้นเขตหุบเขาดินเหลืองอันโหดร้าย สภาพแวดล้อมก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น ลมที่พัดมาไม่ได้มีเพียงไอแห้งแล้งบาดคออีกต่อไป ทว่ายังคงเจือความชื้นบางเบาให้พอรู้สึกชื่นใจได้บ้าง สถานการณ์ความแห้งแล้งรอบกายดูเหมือนจะบรรเทาลงเล็กน้อย
ค่ำคืนนี้ ทุกคนในครอบครัวสายรองเอนกายลงพักผ่อนและหลับสนิทด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ทว่าไป๋หลินกลับลืมตาตื่นขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัด นางขยับตัวลุกขึ้นนั่งอย่างแผ่วเบา ระแวดระวังไม่ให้เกิดเสียงดัง สัมผัสถึงเมล็ดพันธุ์เหี่ยวเฉาในกระเป๋าเสื้อเก่าคร่ำคร่าของมารดาที่ระบบผู้ช่วยอัจฉริยะเคยทำการตรวจสอบพบ
มุมปากของเด็กสาวหยักลึกขึ้นเป็นรอยยิ้มแห่งความหวัง เมื่อไม่มีผู้ใดจับจ้องและสถานการณ์เริ่มเอื้ออำนวย ก็ถึงเวลาที่นางจะพลิกฟื้นโชคชะตาของครอบครัวด้วยสองมือนี้เสียที แสงสว่างวาบปรากฏขึ้นในห้วงคำนึง บานประตูลี้ลับสู่มิติส่วนตัวเปิดออกต้อนรับผู้เป็นนายอย่างเงียบเชียบ...
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ทดลองปลูกผักในมิติ]**