ตอนที่ 9

***บทที่ 9: เมล็ดพันธุ์แห่งความคลางแคลงใจ***

"นังเด็กสารเลว! เป็นเจ้า! ต้องเป็นฝีมือเจ้าแน่ๆ!"

เสียงแผดร้องแหลมปรี๊ดดุจสุกรถูกเชือดดังแหวกอากาศยามเช้า ทำเอาฝูงนกที่เกาะอยู่ตามกิ่งไม้แห้งแตกรังบินหนี หวังชุ่ยฮวาพุ่งพรวดเข้ามายังจุดที่ครอบครัวสายรองกำลังเก็บสัมภาระ ใบหน้าของนางในยามนี้บวมเป่งดั่งซาลาเปาที่ถูกทิ้งไว้จนขึ้นอืด ทั่วทั้งกรอบหน้าและลำคอเต็มไปด้วยรอยแดงเถือกจากการเกาอย่างเอาเป็นเอาตาย นิ้วอวบอูมที่สั่นเทาชี้ตรงมายังใบหน้าของไป๋หลิน ดวงตาที่เหลือเพียงขีดเล็กๆ บ่งบอกถึงความเคียดแค้นชิงชังอย่างลึกล้ำ

"เมื่อคืนเจ้าแอบเอาผงพิษอันใดมาโรยใส่ย่ามของพวกข้า! นังเด็กใจคออำมหิต บิดามารดาเจ้าสั่งสอนมาเยี่ยงไรถึงได้กล้าลอบกัดผู้อาวุโสเช่นนี้!"

สิ้นเสียงตวาด สายตาของผู้อพยพรอบข้างต่างหันมาจับจ้องเป็นตาเดียว ทว่าสิ่งที่พวกเขากำลังจะได้เห็น หาใช่เด็กสาวผู้มีจิตใจเหี้ยมโหดตามคำกล่าวอ้างไม่

ไป๋หลินที่เพิ่งพับผ้าห่มผืนบางเสร็จ ร่างกายสั่นสะท้านขึ้นมาในทันที ดวงตาหงส์ที่เคยเรียบเฉยบัดนี้เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก หยาดน้ำตาสีใสเอ่อล้นและร่วงหล่นลงมาอาบสองแก้มซีดเซียวดั่งไข่มุกขาดสาย นางถอยกรูดไปซุกอยู่เบื้องหลังเสิ่นอวี้หลานผู้เป็นมารดา สองมือเล็กที่ผอมจนเห็นข้อกระดูกกำชายเสื้อของมารดาแน่นราวกับนกน้อยที่หวาดกลัวพายุ

"ท่านป้าใหญ่... ทะ... ท่านกล่าวหาอันใดกัน หลินเอ๋อร์ไม่เข้าใจ..." น้ำเสียงของเด็กสาวสั่นเครือ แหบพร่าและเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น "เมื่อคืนข้าเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางจนแทบสิ้นสติ พอหัวถึงพื้นก็หลับสนิทไปจนรุ่งสาง ไม่ได้รับรู้เรื่องราวอันใดเลย... เหตุใดท่านป้าใหญ่จึงต้องปรักปรำข้าด้วยเจ้าคะ หรือเพียงเพราะข้าไร้เรี่ยวแรงต้านทาน ท่านจึงคิดจะโยนความผิดทุกอย่างมาให้ครอบครัวของเราอีก..."

คำกล่าวที่ดูไร้เดียงสาแต่แฝงไปด้วยความรันทดนี้ กรีดลึกลงไปในความรู้สึกของผู้คนที่ได้ยิน ภาพของเด็กสาวร่างผอมบางที่เพิ่งรอดพ้นจากความตายมาได้ไม่นาน ร่ำไห้จนตัวโยนอยู่หลังมารดาที่ซูบผอมไม่แพ้กัน ช่างขัดแย้งกับข้อกล่าวหาของหวังชุ่ยฮวาอย่างสิ้นเชิง ผู้คนต่างเริ่มจับกลุ่มซุบซิบนินทา บางคนถึงกับส่ายหน้าด้วยความเวทนาครอบครัวสายรอง

"เหลวไหล! หากไม่ใช่เจ้าแล้วจะเป็นผู้ใด! ข้าเพียงแค่ไปจับ..." หวังชุ่ยฮวาชะงักคำพูดไว้ได้ทัน นางเกือบจะหลุดปากออกไปแล้วว่าตนตั้งใจจะไปขโมยของ "ข้า... ข้าเพียงแค่เดินผ่าน! แล้วก็โดนพิษบ้าบอนี่!"

"เพียะ!"

เสียงไม้เท้ากระทบพื้นดินดังสนั่น แม่เฒ่าเจียงที่เดินกระเผลกตามมาด้วยใบหน้าถมึงทึง ตวัดสายตาดุดันมองมายังครอบครัวสายรอง นางไม่สนใจหรอกว่าความจริงเป็นเช่นไร แต่การที่ลูกสะใภ้คนโปรดถูกทำให้ขายหน้า ย่อมหมายถึงการหยามเกียรติของตระกูลหลัก

"เจ้ารอง! ยืนบื้ออยู่ทำไม!" แม่เฒ่าเจียงหันไปตวาดใส่ไป๋ฉางเซิงที่กำลังยืนบังภรรยาและบุตรหน้าตาตื่น "ดูบุตรสาวตัวดีของเจ้าสิ! เลี้ยงดูมาประสาอันใดถึงได้กล้าใช้เล่ห์เหลี่ยมสกปรกทำร้ายป้าใหญ่ของนาง! ข้าอุตส่าห์เมตตาให้พวกเจ้าตามขบวนมาด้วย แต่พวกเจ้ากลับเลี้ยงงูพิษไว้แว้งกัดสายเลือดเดียวกัน ช่างอกตัญญูเสียจริง! รีบให้มันคุกเข่าโขกศีรษะขอขมาป้าใหญ่ของมันเดี๋ยวนี้!"

ไป๋ฉางเซิงยืนนิ่งงัน สองมือกำหมัดแน่นอยู่ข้างลำตัว เขาก้มลงมองบุตรสาวที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น ข้อมือเล็กๆ ของนางช่างเปราะบางราวกับกิ่งไม้แห้งที่เพียงบีบเบาๆ ก็คงแหลกสลาย แล้วหันไปมองภรรยาและบุตรชายคนเล็กที่สวมใส่เพียงเสื้อผ้าขาดวิ่นและมีใบหน้าตอบซูบจากความอดอยาก

จากนั้น เขาจึงเงยหน้าขึ้นมองหวังชุ่ยฮวาและมารดาของตน... ตระกูลหลักที่ซุกซ่อนเสบียงเอาไว้มากมาย ตระกูลหลักที่นอนหลับสบายอยู่บนเกวียนในขณะที่เขาต้องเอาหยาดเหงื่อแรงกายเข้าแลกเพื่อลากจูงมัน

ทันใดนั้น คลื่นความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามกดทับไว้มาตลอดชีวิตก็เริ่มก่อตัวขึ้น 'เมล็ดพันธุ์แห่งความคลางแคลงใจ' ได้หยั่งรากลึกลงในจิตใจที่เคยซื่อตรงและกตัญญูจนโง่งมของเขา

*ข้าทำงานเยี่ยงวัวควาย สละทุกสิ่งเพื่อตระกูลไป๋ แต่สิ่งที่ข้าได้รับคืออันใด?* ไป๋ฉางเซิงตั้งคำถามในใจ *บุตรสาวของข้าอ่อนแอถึงเพียงนี้ นางจะเอาปัญญาและเรี่ยวแรงที่ไหนไปวางยาผู้ใดได้? ในทางกลับกัน เป็นพี่สะใภ้ใหญ่ต่างหากที่มักจะมารังแกพวกเราเสมอ เหตุใดท่านแม่จึงหลับหูหลับตาเข้าข้างแต่บ้านหลัก โดยไม่เคยมองเห็นความทุกข์ยากของพวกเราเลย?*

ความกตัญญูที่เคยมืดบอดเริ่มปริร้าว ไป๋ฉางเซิงไม่ได้แสดงความโกรธเกรี้ยวออกมาให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ ทว่าแววตาที่เคยก้มต่ำยอมจำนนเสมอมา กลับแฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยวบางอย่างที่เปลี่ยนไป เขาไม่ขยับหลีกทางให้มารดา แต่กลับยืนหยัดเป็นปราการอันมั่นคงให้แก่ครอบครัว

"ท่านแม่..." เสียงของไป๋ฉางเซิงราบเรียบแต่หนักแน่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน "หลินเอ๋อร์เพิ่งฟื้นจากไข้เรื้อรัง เรี่ยวแรงจะเดินยังแทบไม่มี สัมภาระของพวกเราก็มีเพียงเศษผ้าห่มและกระบอกน้ำเปล่าเปล่า นางจะเอาผงพิษล้ำค่าจากที่ใดมาทำร้ายพี่สะใภ้ใหญ่ได้เล่าขอรับ หากพี่สะใภ้ใหญ่เพียงแค่ 'เดินผ่าน' ย่อมไม่มีทางถูกสิ่งใดทำร้ายได้เป็นแน่ เว้นเสียแต่ว่า... สวรรค์เบื้องบนคงเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด จึงได้ลงทัณฑ์ผู้ที่คิดมิชอบกระมัง"

คำกล่าวที่เรียบง่ายแต่แทงใจดำนั้น ทำเอาหวังชุ่ยฮวาสะดุ้งโหยง ส่วนแม่เฒ่าเจียงถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่บุตรชายหัวอ่อนผู้นี้กล้าเอ่ยปากโต้แย้งนางด้วยเหตุผลที่ทำให้นางไม่อาจหาคำมาเถียงกลับได้

ไป๋หลินที่ซ่อนใบหน้าอยู่ด้านหลัง ลอบยกยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ แผนการ 'ใช้ความอ่อนแอสยบความแข็งกร้าว' ของนางสัมฤทธิ์ผลอย่างงดงาม ไม่เพียงแต่ปัดป้องข้อกล่าวหาได้อย่างหมดจด แต่ยังสามารถปลุกความเป็นผู้นำและทำลายกำแพงความกตัญญูจอมปลอมในใจของบิดาได้สำเร็จ

"เจ้า... เจ้ากล้ายอกย้อนข้ารึ!" แม่เฒ่าเจียงชี้หน้าลูกชายคนรอง มือไม้สั่นเทาด้วยความโกรธจัด ทว่าเมื่อเห็นสายตาของจ้าวต้าไห่ ผู้ใหญ่บ้านที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ไม่ไกลเริ่มทอดมองมาด้วยความตำหนิ นางจึงจำต้องกลืนก้อนความคับแค้นลงคอ "ดี! ดีมาก! ปีกกล้าขาแข็งนักนะ! หากเกิดเรื่องอันใดขึ้นกลางทาง อย่ามาคุกเข่าอ้อนวอนขอความเมตตาจากข้าก็แล้วกัน!"

แม่เฒ่าเจียงกระแทกไม้เท้าลงพื้นด้วยความเกรี้ยวกราด ก่อนจะกระชากแขนหวังชุ่ยฮวาที่ยังคงเกาหน้าไม่หยุดให้เดินกลับไปที่เกวียนหลัก ทิ้งให้บรรยากาศยามเช้ากลับมาสงบลงอีกครั้ง ทว่าความสงบนั้นกลับแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา

เมื่อดวงตะวันเริ่มโผล่พ้นขอบฟ้า แสงแดดแผดเผาไร้ความปรานีก็สาดส่องลงมายังผืนดิน ขบวนผู้อพยพเริ่มออกเดินทางอีกครั้งเบื้องหน้าของพวกเขาไม่ใช่ป่าโปร่งหรือทุ่งหญ้าอีกต่อไป ทว่ามันคือ 'เส้นทางอพยพดินเหลือง' หุบเขาที่แห้งแล้งที่สุด ทุรกันดารที่สุด และไร้ซึ่งปรานีที่สุด

ลมร้อนระอุพัดหอบเอาฝุ่นทรายสีเหลืองคลุ้งไปทั่วบริเวณ ต้นไม้สองข้างทางแห้งตายเหลือเพียงซาก แผ่นดินแตกระแหงเป็นร่องลึกราวกับแผลเป็นของปีศาจร้าย ความกระหายน้ำเริ่มจู่โจมทุกคนตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบย่างเข้าสู่หุบเขามรณะแห่งนี้

ในขณะที่ทุกคนกำลังเหน็ดเหนื่อยและกระหายน้ำ เสียงตวาดอันทรงอำนาจของแม่เฒ่าเจียงก็ดังขึ้นจากบนเกวียนหลัก

"หยุดก่อน! รวบรวมถุงน้ำและกระบอกน้ำของทุกคนในตระกูลมาไว้ที่เกวียนหลักให้หมด! หนทางข้างหน้าแห้งแล้งและกันดารนัก ข้าจะเป็นผู้เก็บรักษาและจัดการแบ่งปันน้ำทั้งหมดเอง เพื่อไม่ให้ผู้ใดลอบดื่มจนหมดก่อนเวลาอันควร!"

ไป๋หลินที่กำลังพยุงเสิ่นอวี้หลานเดินตามหลังเกวียน ชะงักฝีเท้าลงทันที ดวงตาของเด็กสาวหรี่แคบลงเมื่อมองเห็นรอยยิ้มเย้ยหยันที่มุมปากของหวังชุ่ยฮวาและสายตามาดร้ายของแม่เฒ่าเจียง การรวบรวมน้ำไปไว้ที่ส่วนกลาง หาใช่เพื่อการประหยัดไม่ แต่มันคือการตัดสายเลือดหล่อเลี้ยงชีวิต และใช้ 'ความกระหาย' เป็นเครื่องมือในการลงทัณฑ์ครอบครัวสายรองอย่างเลือดเย็นที่สุดต่างหาก

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: หุบเขาดินเหลืองและความกระหาย]**