ตอนที่ 8
***บทที่ 8: บทเรียนกลางดึก***
มือหยาบกร้านข้างนั้นสั่นเทาเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้นปนหวาดระแวง หวังชุ่ยฮวากลั้นลมหายใจจนหน้าดำหน้าแดง ดวงตาที่เบิกกว้างในความมืดเต็มไปด้วยความละโมบและความเคียดแค้น นางค่อยๆ สอดปลายนิ้วเข้าไปสัมผัสกับปมเชือกที่มัดปากถุงเสบียงของครอบครัวสายรองอย่างแผ่วเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทว่าในจังหวะที่ผิวหนังของนางเสียดสีกับเนื้อผ้าหยาบกระด้าง ผงพิษไร้สีไร้กลิ่นที่ไป๋หลินจงใจผสมยางไม้เหนียวหนึบเอาไว้ ก็เกาะติดลงบนฝ่ามือและปลายนิ้วของนางอย่างเงียบเชียบ
หวังชุ่ยฮวาหาได้ล่วงรู้ถึงความผิดปกติใดๆ ไม่ นางพยายามออกแรงแกะปมเชือกที่มัดไว้แน่นหนา ทว่าด้วยความมืดมิดและท่าทางที่ต้องคอยระแวดระวังไม่ให้ผู้ใดตื่น ทำให้การขโมยเป็นไปอย่างยากลำบาก เหงื่อกาฬเม็ดโป้งเริ่มผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผากและลำคอของป้าสะใภ้ใหญ่ ความอับชื้นจากอากาศยามราตรีผสานกับความตึงเครียดทำให้นางรู้สึกเหนอะหนะไปทั้งใบหน้า
ด้วยสัญชาตญาณ หวังชุ่ยฮวายกมือข้างที่เพิ่งล้วงจับปากถุงเสบียงขึ้นมาปาดเหงื่อบนหน้าผาก ลากยาวลงมาตามพวงแก้มและลำคออย่างลวกๆ เพื่อให้สายตาละทิ้งอุปสรรคและจดจ่อกับการขโมยต่อ
เพียงชั่วอึดใจเดียว...
ราวกับมีประกายไฟที่มองไม่เห็นร่วงหล่นลงบนกองฟางแห้ง ความรู้สึกแสบร้อนดั่งถูกถ่านแดงๆ ทาบลงบนผิวหนังประทุขึ้นอย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยความคันคะเยอที่รุนแรงราวกับมีมดคันไฟนับหมื่นตัวกำลังไต่ยั้วเยี้ยและรุมกัดกินลึกลงไปถึงกระดูก หวังชุ่ยฮวาเบิกตากว้าง ร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะด้วยความตกตะลึง ก่อนที่สติสัมปชัญญะทั้งหมดจะขาดสะบั้นลง
"อ๊ากกก! ร้อน! คัน! คันเหลือเกิน! ช่วยด้วย!"
เสียงกรีดร้องแหลมปรี๊ดดั่งสุกรถูกเชือดทะลุความเงียบสงัดของราตรีกาล ทำลายความสงบสุขของค่ายพักผู้อพยพจนสิ้นซาก หวังชุ่ยฮวาล้มกลิ้งลงไปคลุกกับพื้นดิน นางใช้มือทั้งสองข้างเกาใบหน้าและลำคอของตนเองอย่างบ้าคลั่ง ยิ่งเกาก็ยิ่งคัน ยิ่งเกาผงพิษก็ยิ่งกระจายลุกลาม ผิวหนังที่เคยหยาบกร้านบัดนี้เริ่มบวมเป่งขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับก้อนแป้งที่ถูกยีสต์หมักจนได้ที่
ความโกลาหลบังเกิดขึ้นในพริบตา ชาวบ้านที่กำลังหลับสนิทต่างสะดุ้งตื่นด้วยความตื่นตระหนก บ้างคว้าท่อนไม้ บ้างคว้ามีดพร้า คิดว่ามีโจรป่าหรือสัตว์ร้ายบุกเข้ามาในค่าย แสงจากคบเพลิงและตะเกียงน้ำมันถูกจุดขึ้นทีละดวงๆ ส่องสว่างให้เห็นเงาร่างที่กำลังดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้นดินใกล้กับเกวียนของครอบครัวไป๋สายรอง
"เกิดเรื่องอันใดขึ้น! ผู้ใดมาร้องโหยหวนราวกับภูตผีอยู่ที่นี่!" เสียงตวาดแหบพร่าของแม่เฒ่าเจียงดังขึ้น นางแหวกกลุ่มชาวบ้านเข้ามาพร้อมกับไป๋ต้ากุ้ยที่หลบอยู่เบื้องหลังมารดาด้วยท่าทางขี้ขลาด
เมื่อแสงไฟสาดส่องลงบนร่างที่กำลังเกลือกกลิ้ง ทุกคนก็ต้องสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความสยดสยอง ใบหน้าของหวังชุ่ยฮวาบัดนี้บวมแดงก่ำดั่งหัวไชเท้าเผ็ด ดวงตาทั้งสองข้างถูกเนื้อที่บวมเป่งเบียดทับจนเหลือเพียงรอยกรีดเล็กๆ ริมฝีปากเจ่อบวมจนแทบจำเค้าโครงเดิมไม่ได้ นางหอบหายใจรวยริน น้ำตาและน้ำมูกไหลอาบใบหน้าที่อัปลักษณ์
"ชุ่ยฮวา! นี่เจ้า... เจ้าเป็นอะไรไป!" ไป๋ต้ากุ้ยร้องเสียงหลง ไม่กล้าแม้แต่จะก้าวเข้าไปประคองผู้เป็นภรรยา
หวังชุ่ยฮวาที่ยังคงเกาหน้าตัวเองไม่หยุด พยายามเค้นเสียงผ่านริมฝีปากที่บวมเจ่อ "แมลง... แมลงมีพิษ! ข้าถูกแมลงมีพิษกัด! มันซ่อนตัวอยู่ในความมืด โอ๊ย! คันจะตายอยู่แล้ว ท่านแม่ ช่วยข้าด้วย!"
นางจำต้องกัดฟันโกหกคำโตออกไป หากบอกว่าตนเองแอบย่องมาขโมยเสบียงกลางดึกจนถูกกับดัก ไม่เพียงแต่จะถูกชาวบ้านรุมประณามในยามที่อาหารมีค่าดั่งทองคำ แต่นางอาจจะถูกผู้ใหญ่บ้านขับไล่ออกจากขบวนอพยพได้เลยทีเดียว ข้ออ้างเรื่องแมลงมีพิษจึงเป็นทางออกเดียวที่นางคิดได้ในยามที่สติกำลังแตกกระเจิง
ท่ามกลางความวุ่นวายนั้นเอง ไป๋หลินที่ซุ่มดูผลงานของตนอยู่เงียบๆ ก็เริ่มขยับตัว นางแสร้งทำเป็นเพิ่งสะดุ้งตื่น ร่างกายบอบบางสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว เด็กสาวโผเข้ากอดเสิ่นอวี้หลานผู้เป็นมารดาแน่น น้ำตาเม็ดใสเอ่อคลอเบ้าตาอย่างน่าสงสาร
"ท่านแม่... เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ น่ากลัวเหลือเกิน มีตัวประหลาดอยู่ที่นี่หรือเจ้าคะ" เสียงของเด็กสาวสั่นเครือ แฝงไปด้วยความตื่นตระหนกที่สมจริงจนไม่มีผู้ใดเคลือบแคลงสงสัย
เสิ่นอวี้หลานลูบหลังบุตรสาวอย่างปลอบโยน แม้แต่นางเองก็ยังตกใจกับสภาพของพี่สะใภ้ใหญ่ ส่วนไป๋ฉางเซิงรีบขยับตัวมาบังภรรยาและบุตรทั้งสองไว้เบื้องหลัง สายตาของเขามองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวังเกรงว่าแมลงมีพิษที่หวังชุ่ยฮวากล่าวอ้างจะหลบซ่อนอยู่ใกล้ๆ
"ไม่มีอะไรลูกหลิน ป้าใหญ่ของเจ้าคงโชคร้ายไปเหยียบถูกรังแมลงมีพิษเข้า อย่ากลัวไปเลย พ่ออยู่นี่แล้ว" ไป๋ฉางเซิงปลอบประโลมบุตรสาว
ภายในใจของไป๋หลินกลับเยือกเย็นและเรียบนิ่ง มุมปากของนางลอบยกขึ้นเพียงเสี้ยวเลี้ยวที่ไม่มีใครสังเกตเห็น การลงมือครั้งนี้ช่างหมดจดและงดงาม ด้วยผงคันสูตรพิเศษจากความรู้ด้านพิษวิทยาในชาติก่อน ผสานกับแนวคิดการเอาตัวรอดในยุคโบราณ นางไม่จำเป็นต้องออกแรงชกต่อยหรือด่าทอให้เสียกำลัง การใช้ปัญญาและกับดักที่มองไม่เห็นคือหนทางที่ฉลาดที่สุดในการจัดการกับผู้ที่คิดร้าย โดยที่มือของนางยังคงสะอาดบริสุทธิ์ในสายตาของผู้คน
"รีบหาน้ำมาล้างหน้านางเร็วเข้า! ยืนบื้ออยู่ทำไม!" แม่เฒ่าเจียงตวาดลั่น สั่งให้ลูกหลานบ้านหลักรีบเข้ามาช่วยเหลือ ทว่าน้ำในยามกันดารเช่นนี้มีค่าเกินกว่าจะนำมาล้างหน้าได้อย่างตามใจชอบ ไป๋ต้ากุ้ยจึงทำได้เพียงใช้เศษผ้าชุบน้ำเพียงเล็กน้อยมาซับๆ ตามใบหน้าของภรรยา ซึ่งนั่นกลับยิ่งทำให้ผงคันกระจายตัวลึกลงไปในรูขุมขนมากขึ้นไปอีก
เสียงร้องครวญครางของหวังชุ่ยฮวาดังระงมไปตลอดทั้งคืน ค่ายพักผู้อพยพที่ควรจะได้พักผ่อนกลับต้องตื่นตัว ไม่มีผู้ใดกล้าหลับสนิทเพราะหวาดระแวงภัยจาก 'แมลงมีพิษ' ที่มองไม่เห็น ทว่าในความวุ่นวายเหล่านั้น ไป๋หลินกลับซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของมารดา หลับตาสัมผัสกับความอุ่นใจอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรก นางได้สั่งสอนบทเรียนล้ำค่าให้แก่ตระกูลหลักแล้ว ว่าครอบครัวสายรองไม่ใช่หมูในอวยที่พวกเขาสามารถจะมาย่ำยีหรือปล้นชิงได้ตามอำเภอใจอีกต่อไป
เมื่อแสงแรกแห่งรุ่งอรุณเริ่มสาดส่อง ลมหนาวยามเช้าพัดหอบเอาฝุ่นดินเหลืองฟุ้งกระจาย หวังชุ่ยฮวาที่หมดแรงจากการดิ้นรนและเกาใบหน้ามาทั้งคืน นั่งพิงล้อเกวียนด้วยสภาพที่ดูไม่จืด ใบหน้าของนางยังคงบวมเป่งและเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนจนรอยแดงเถือก ทว่าดวงตาที่บวมปูดจนมิดนั้น กลับเพ่งเล็งมองตรงไปยังทิศทางที่ครอบครัวสายรองกำลังเก็บสัมภาระ
ความเกลียดชังและความเจ็บปวดที่ได้รับ ทำให้ความตระหนกเปลี่ยนเป็นความคับแค้น หวังชุ่ยฮวาเริ่มตระหนักได้ว่า บริเวณที่นางไปจับนั้นไม่มีวี่แววของแมลงตัวใดเลย แต่กลับมีเพียงฝุ่นผงประหลาดที่ติดมือมา และเด็กสาวท่าทางอ่อนแอผู้นั้น... ทำไมถึงได้ดูหลับสนิทและตื่นขึ้นมาได้ถูกจังหวะนัก
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: เมล็ดพันธุ์แห่งความคลางแคลงใจ]**