ตอนที่ 7
***บทที่ 7: ห้องแล็บมินิและผงพิษแรก***
จิตสำนึกของเด็กสาวก้าวผ่านม่านหมอกสีฟ้าครามแห่งระบบอัจฉริยะเซินหนง กลิ่นอายบริสุทธิ์ของมิติลับปะทะเข้ากับความรู้สึกนึกคิด ช่วยปัดเป่าความเหนื่อยล้าจากการเดินทางรอนแรมตลอดทั้งวันจนหมดสิ้น ไป๋หลินกวาดสายตามองไปรอบๆ พื้นที่ส่วนตัวของนางอย่างพึงพอใจ
ภายนอกมิติแห่งนี้ บิดามารดาและน้องชายของนางกำลังหลับสนิท ลมหายใจของพวกเขาเข้าออกอย่างสม่ำเสมอและมีพลังมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด น้ำพุแห่งชีวิตที่ผสมในน้ำดื่มและหัวมันเทศป่าที่นางนำมาแบ่งปัน ได้เข้าไปช่วยฟื้นฟูพละกำลังที่เหือดหายและซ่อมแซมร่างกายที่ผ่ายผอม วันพรุ่งนี้ ครอบครัวสายรองจะไม่ใช่ตัวถ่วงที่ต้องเดินลากขากระเผลกตามหลังขบวนอีกต่อไป พวกเขาจะมีเรี่ยวแรงก้าวเดินได้อย่างมั่นคง นี่คือความสำเร็จก้าวแรกที่ทำให้นางเบาใจและสามารถทุ่มเทสมาธิให้กับการเตรียมแผนการขั้นต่อไปได้อย่างเต็มที่
เมื่อหมดห่วงเรื่องครอบครัว นัยน์ตากระจ่างใสของไป๋หลินก็ทอประกายลึกล้ำ นางเดินลึกเข้าไปในมิติ ผ่านบ่อน้ำพุวิญญาณที่ส่งเสียงน้ำไหลรินเบาๆ ระบบเซินหนงส่งสัญญาณแจ้งเตือนการปลดล็อกพื้นที่ใหม่ตามเงื่อนไขการใช้งานเบื้องต้น ม่านหมอกสีขาวบริสุทธิ์ค่อยๆ จางลง เผยให้เห็นศาลาไม้ขนาดย่อมที่สร้างขึ้นอย่างประณีตบรรจงเหนือลานหินหยก บนแผ่นป้ายไม้จันทน์หอมสลักอักษรไว้ว่า 'ห้องสกัดโอสถ'
ไป๋หลินก้าวเท้าเข้าไปสำรวจภายในอย่างตื่นเต้น ฐานะแพทย์หญิงอัจฉริยะด้านพิษวิทยาจากยุคก่อน ทำให้นางคุ้นเคยกับอุปกรณ์วิทยาศาสตร์เป็นอย่างดี ทว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้ากลับเป็นการผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาโบราณและระบบอัจฉริยะได้อย่างลงตัว นี่คือ 'ห้องแล็บสกัดยามินิ' ที่ถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัย โกร่งบดยาทำจากหยกขาวบริสุทธิ์ หม้อต้มกลั่นทองแดงที่มีลวดลายสลักเป็นวงเวทย์ควบคุมอุณหภูมิได้อย่างแม่นยำ ลิ้นชักไม้เรียงรายสำหรับแยกประเภทสมุนไพรที่สามารถปรับความชื้นได้เอง และเตาไฟขนาดเล็กที่ลุกโชนด้วยเปลวเพลิงสีฟ้าไร้ควัน ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้ราวกับสวรรค์ของนักปรุงยา
"ช่างเป็นห้องสกัดยาที่ยอดเยี่ยมเสียนี่กระไร" ริมฝีปากบางยกยิ้มอย่างพึงพอใจ นางเดินไปหยิบกองสมุนไพรที่ลอบเก็บมาได้ระหว่างทางอพยพเดินเท้ามาวางบนโต๊ะหยก สมุนไพรเหล่านี้หากมองเผินๆ ก็เหมือนวัชพืชริมทางทั่วไป แต่ในสายตาของปรมาจารย์ด้านพิษ พวกมันคือวัตถุดิบชั้นเลิศ
บนโต๊ะมี 'หญ้าหนอนขนคัน' ที่มีฤทธิ์ทำให้ผิวหนังระคายเคือง 'ใบตำแยป่า' ที่มีพิษร้อนดั่งไฟลาม และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ 'ยางไม้เหนียว' ที่นางแอบขูดมาจากเปลือกไม้สนป่าตอนที่พักคาราวานเกวียน
มือเรียวเล็กเริ่มลงมือทำงานอย่างคล่องแคล่วและแม่นยำราวกับร่ายรำ ไป๋หลินนำหญ้าหนอนขนคันและใบตำแยป่าไปคั่วบนเตาไฟสีฟ้าด้วยอุณหภูมิที่พอเหมาะเพื่อไล่ความชื้นออกจนหมด จากนั้นจึงนำไปใส่ในโกร่งหยกขาว ออกแรงบดด้วยจังหวะสม่ำเสมอจนสมุนไพรทั้งสองชนิดแปรสภาพเป็นผงละเอียด นัยน์ตาของเด็กสาวจับจ้องทุกขั้นตอนอย่างมีสมาธิ นางนำยางไม้สนไปหลอมละลายในหม้อทองแดงขนาดย่อม ก่อนจะค่อยๆ โปรยผงสมุนไพรที่บดแล้วลงไปผสม ผนวกกับการใช้ระบบเซินหนงคำนวณสัดส่วนและควบคุมความร้อนให้คงที่เพื่อสกัดเอาเฉพาะแก่นแท้ของพิษออกมา
น้ำยาสีเข้มข้นเดือดปุดๆ ก่อนจะถูกกลั่นผ่านท่อทองแดง หยดลงมาเป็นของเหลวใส และเมื่อผ่านกระบวนการทำให้แห้งฉับพลันด้วยฟังก์ชันพิเศษของห้องแล็บมินิ สิ่งที่หลงเหลืออยู่ในถ้วยกระเบื้องเคลือบใบเล็ก ก็คือผงละเอียดสีขาวขุ่นที่เบาบางราวกับฝุ่นผง
หน้าจอโฮโลแกรมของระบบเซินหนงปรากฏขึ้นเบื้องหน้าพร้อมข้อความสีเขียวอ่อน
[การสกัดเสร็จสิ้น: ผงระคายเคืองระดับต่ำ (ผงคัน) ไร้สี ไร้กลิ่น มีคุณสมบัติติดเกาะแน่นด้วยส่วนผสมของยางไม้ จะออกฤทธิ์แสบร้อนและคันคะเยออย่างรุนแรงเมื่อสัมผัสกับเหงื่อหรือความชื้นบนผิวหนังมนุษย์]
ไป๋หลินหัวเราะในลำคอเบาๆ พิษนี้ไม่ได้มีอันตรายถึงชีวิต ไม่ทำให้เกิดบาดแผลฉกรรจ์หรือทำลายอวัยวะภายใน มันสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของนางที่เพียงต้องการสั่งสอนพวกปลิงดูดเลือดให้หลาบจำ การใช้กำลังเข้าห้ำหั่นกันโดยตรงไม่ใช่ปัญญาของคนฉลาด แต่การทรมานทางความรู้สึกและปล่อยให้เหยื่อทำร้ายตัวเองจากความคันจนแทบคลุ้มคลั่งต่างหาก คือการแก้แค้นที่แยบยลที่สุด
นางจัดการบรรจุผงคันลงในถุงผ้าไหมใบเล็กที่ซ่อนไว้ในมิติอย่างระมัดระวัง เมื่อเตรียม 'ของกำนัล' ชิ้นงามเสร็จสิ้น จิตสำนึกของไป๋หลินก็ถอนตัวออกจากมิติลับ กลับคืนสู่ร่างเนื้อที่นอนอยู่บนพื้นดินแข็งกระด้างในค่ายพักพิง
สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านลานดินนำพาความหนาวเหน็บมาสู่ขบวนอพยพ เสียงกรนของชาวบ้านและเสียงแมลงกลางคืนดังระงมปกปิดความเคลื่อนไหวใดๆ ไป๋หลินลืมตาขึ้นในความมืด ดวงตาของนางกระจ่างใสไร้ร่องรอยความง่วงงุน นางค่อยๆ ขยับตัวอย่างแผ่วเบาเพื่อไม่ให้บิดามารดาและน้องชายที่นอนเบียดกันอยู่ต้องตื่นขึ้น
เด็กสาวล้วงเอาถุงผ้าใบเล็กออกจากแขนเสื้อ ปลายนิ้วเรียวแตะผงพิษเพียงเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ โรยมันลงบนปากถุงเสบียงและปมเชือกที่มัดสัมภาระของครอบครัวสายรองอย่างเบามือ ผงพิษไร้สีไร้กลิ่นผสานกลืนเข้ากับเนื้อผ้าหยาบๆ อย่างแนบเนียน ไม่มีทางที่ใครจะสังเกตเห็นได้ในความมืด นางจงใจโรยเน้นย้ำในจุดที่ต้องใช้มือล้วงเข้าไป หากมีคนคิดจะแอบมาเปิดถุงเพื่อขโมยมันเทศที่เหลืออยู่ มือของกบฏผู้นั้นจะต้องสัมผัสกับผงคันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และยางไม้ที่ผสมอยู่จะทำให้ผงพิษติดแน่นล้างออกยากยิ่งนัก
เมื่อวางกับดักเสร็จสิ้น ไป๋หลินก็ล้มตัวลงนอนตามเดิม ดึงผ้าห่มผืนบางที่ขาดวิ่นมาคลุมโปง นางแสร้งทำเป็นหลับสนิท ปรับลมหายใจให้เข้าออกอย่างเชื่องช้าและสม่ำเสมอ ทว่าโสตประสาทกลับเปิดรับฟังทุกสรรพเสียงรอบกายอย่างระแวดระวัง
เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม ท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรีที่ลึกซึ้ง เสียงฝีเท้าเบาหวิวคู่หนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางเสียงกรน มันดังมาจากทิศทางเกวียนของครอบครัวหลัก เงาดำทะมึนสายหนึ่งค่อยๆ แยกตัวออกจากกลุ่ม คืบคลานฝ่าความมืดมายังจุดที่ครอบครัวสายรองนอนพักอยู่ เงาดำนั้นเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวัง สายตาตะกละตะกลามจับจ้องไปยังถุงเสบียงที่วางอยู่ข้างกายของไป๋ฉางเซิงอย่างไม่วางตา
มือหยาบกร้านข้างหนึ่งค่อยๆ เอื้อมออกไปข้างหน้า หมายมั่นจะฉกฉวยของล้ำค่าที่ซ่อนอยู่ภายในถุงผ้าใบนั้น...
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: บทเรียนกลางดึก]**