ตอนที่ 6
***บทที่ 6: แรงกดดันจากฝูงชน***
ดวงตาขุ่นมัวของแม่เฒ่าเจียงเบิกกว้าง ริ้วรอยบนใบหน้าเหี่ยวย่นสั่นกระตุกด้วยความโกรธาและตัณหาความโลภ นางผุดลุกขึ้นจากกองผ้าห่มเก่าๆ บนเกวียนราวกับคนหนุ่มสาว สองเท้าก้าวฉับๆ ตรงดิ่งไปยังทิศทางที่สายลมโชยกลิ่นหอมหวานมาทันที
เมื่อเดินพ้นแนวพุ่มไม้เตี้ยๆ ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือครอบครัวสายรองกำลังนั่งล้อมวงกันอยู่หน้ากองไฟเล็กๆ ในมือของไป๋หลินมีมันเทศป่าสีเหลืองทองที่เปลือกนอกเกรียมกำลังดี ควันกรุ่นลอยอวลพร้อมกลิ่นหอมที่ยั่วน้ำลายจนท้องของแม่เฒ่าเจียงร้องโครกคราก
"พวกสุนัขเนรคุณอกตัญญู!" แม่เฒ่าเจียงแผดเสียงแหลมปรี๊ด ชี้หน้าด่าทอด้วยโทสะ "แอบซ่อนเสบียงชั้นดีไว้กินเองจริงๆ ด้วย! พวกเจ้ามันเลี้ยงเสียข้าวสุก ในขณะที่จินเป่าหลานรักของข้าต้องทนหิวโซ พวกเจ้ากลับมากินของอร่อยหน้าตาเฉย เอามานี่! ส่งมันเทศนั่นมาให้ข้าเอาไปให้จินเป่าเดี๋ยวนี้!"
ไป๋ฉางเซิงและเสิ่นอวี้หลานสะดุ้งสุดตัวด้วยความเคยชินที่ถูกกดขี่มานาน บิดาของนางขยับตัวบังภรรยาและลูกๆ ไว้ตามสัญชาตญาณ ทว่าไป๋หลินกลับไม่มีท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย เด็กสาวค่อยๆ ดึงมือที่ถือมันเทศหลบการตะครุบของหญิงชราอย่างแนบเนียน รอยยิ้มเย็นเยียบจุดขึ้นที่มุมปาก ก่อนที่ดวงตากลมโตจะแปรเปลี่ยนเป็นแดงระเรื่อ คลอไปด้วยหยาดน้ำตาดั่งลูกนกที่ถูกรังแก
"ท่านย่า... ท่านจะบีบคั้นให้ครอบครัวเราสี่พ่อแม่ลูกต้องตายตกไปต่อหน้าต่อตาท่านเลยหรือเจ้าคะ!"
น้ำเสียงของไป๋หลินไม่ได้ก้าวร้าว ทว่าดังกังวานและชัดเจนแจ่มแจ้ง มันแหวกผ่านความเงียบสงัดยามเช้าตรู่ ลอยไปกระทบโสตประสาทของเหล่าผู้อพยพที่พักพิงอยู่ในบริเวณใกล้เคียงซึ่งล้วนตื่นขึ้นมาเพราะความหิวโหย
แม่เฒ่าเจียงชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่คิดว่าหลานสาวที่เคยหัวอ่อนจะกล้าขึ้นเสียง แต่นางก็ยังเชิดหน้าอย่างถือดี "เหลวไหล! แค่มันเทศสองหัวมันจะทำให้พวกเจ้าตายเชียวรึ? จินเป่าเป็นสายเลือดหลักของตระกูล เป็นอนาคตขุนนาง ย่อมต้องได้กินของดีที่สุด!"
"ของดีที่สุดหรือเจ้าคะ?" ไป๋หลินแค่นเสียงสะอื้น จงใจเปล่งวาจาให้ดังขึ้นอีกขั้น "บนเกวียนของท่านลุงใหญ่มีเสบียงที่ท่านปู่ทิ้งไว้ให้เต็มเพียบ ทั้งข้าวสารขาวสะอาด แป้งหมี่ชั้นดี และเนื้อแห้ง ในขณะที่ครอบครัวรองของพวกเราถูกใช้แรงงานเยี่ยงวัวควาย ลากเกวียนจนฝ่าเท้าแตกยับเยิน แต่กลับได้กินเพียงน้ำต้มรำข้าวก้นหม้อ..."
เด็กสาวชูมันเทศป่าในมือขึ้นสูง "มันเทศหัวจ้อยนี่ ท่านพ่อของข้าต้องเสี่ยงชีวิตปีนหน้าผาไปขุดมา เพื่อหวังจะประทังลมหายใจของท่านแม่ที่ป่วยหนักใกล้ตาย แต่ท่านย่า... ท่านผู้มีเสบียงเต็มเกวียน กลับยังหน้ามืดตามัว มาแย่งชิงอาหารคำสุดท้ายของคนใกล้ตายไปให้หลานชายที่อ้วนท้วนสมบูรณ์ของท่านอีกหรือเจ้าคะ! ฟ้าดินจงเจริญตาดูเถิด นี่ยังนับเป็นความเมตตาของผู้อาวุโสอยู่อีกหรือ!"
ถ้อยคำของไป๋หลินเปรียบเสมือนสะเก็ดไฟที่ร่วงหล่นลงบนกองฟางแห้งในยามกันดาร เหล่าผู้อพยพที่อดอยากต่างหันขวับมามองเป็นตาเดียว ความหิวโหยทำให้จิตใจคนอ่อนไหวและเกลียดชังความอยุติธรรม โดยเฉพาะการกักตุนเสบียง
"ที่แท้ตระกูลไป๋ก็ซ่อนเสบียงไว้เต็มเกวียนนี่เอง..." เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นจากรอบทิศ
"หญิงชราผู้นี้ช่างอำมหิตนัก หน้าตาก็อิ่มเอิบ ยังจะมาแย่งรากไม้ของคนป่วยอีก"
"ครอบครัวสายรองนั่นผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกอยู่แล้ว หากแย่งไปอีกคงได้ตายเป็นผีเฝ้าป่าแน่"
สายตานับร้อยคู่ของฝูงชนที่หิวโซจดจ้องมองมายังแม่เฒ่าเจียง ไม่ใช่เพียงสายตาแห่งความสมเพช แต่เป็นสายตาของ 'หมาป่าหิวโหย' ที่เริ่มเพ่งเล็งไปยังเกวียนของตระกูลไป๋สายหลัก แรงกดดันไร้รูปประดุจขุนเขากดทับลงบนบ่าของหญิงชรา ท่ามกลางยุคข้าวยากหมากแพง หากฝูงชนเกิดบันดาลโทสะและรวมหัวกันปล้นชิงเสบียง เกวียนของนางย่อมไม่เหลือรอดแม้แต่ซาก
แม่เฒ่าเจียงหน้าซีดเผือด สัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตจากรอบด้าน นางรู้ตัวว่าหากยังดึงดันต่อไป ความลับเรื่องเสบียงบนเกวียนคงนำภัยมาสู่ตัวแน่ หญิงชราสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ชี้หน้าไป๋หลินด้วยนิ้วที่สั่นเทา
"ฝ... ฝากไว้ก่อนเถอะนังเด็กปีศาจ! พวกเจ้ามันอกตัญญู!" นางสบถด่าอย่างไม่เต็มเสียงนัก ก่อนจะรีบหมุนตัวจ้ำอ้าวหนีกลับไปยังค่ายพักของสายหลักราวกับสุนัขจนตรอก
เมื่อกลับมาถึงเกวียน ไป๋จินเป่าที่เพิ่งตื่นนอนและได้กลิ่นมันเทศเผาก็เริ่มแผลงฤทธิ์ เด็กชายวัยสิบขวบที่รูปร่างอ้วนท้วนเกินเด็กทั่วไปลงไปนอนกลิ้งเกลือกกับพื้นดิน ร้องไห้จ้าเสียงดังลั่น "ข้าจะกินมันเผา! ข้าจะกินมันเผา! ท่านย่าบอกว่าจะไปเอามาให้ข้า ข้าจะกินเดี๋ยวนี้!"
"โอย... จินเป่าของย่า อย่าร้องลูก เสียงของเจ้าทำให้ย่าปวดใจเหลือเกิน" แม่เฒ่าเจียงรีบเข้าไปโอ๋หลานรัก แต่เด็กชายกลับเตะถีบนางด้วยความเอาแต่ใจ
ไป๋ต้ากุ้ยตื่นขึ้นมาด้วยความหงุดหงิด ตะคอกใส่บุตรชาย "หยุดร้องโวยวายเสียที! แค่มันเทศป่าชั้นต่ำเกลือกดิน จะไปอยากกินทำไมกัน!"
ส่วนหวังชุ่ยฮวาที่นอนเจ็บแผลที่ริมฝีปากอยู่บนเกวียนก็โอดครวญอย่างหงุดหงิด "โอ๊ย! ข้าเจ็บปากจะตายอยู่แล้ว พวกเจ้าช่วยเงียบกันหน่อยได้หรือไม่!" ความวุ่นวายและเสียงร้องไห้ก่นด่าดังระงมไปทั่วบริเวณที่พักของครอบครัวหลัก กลายเป็นที่น่ารำคาญใจของผู้อพยพคนอื่นๆ มากยิ่งขึ้น
ตัดกลับมาที่ลานดินฝั่งครอบครัวรอง ไป๋หลินลอบยิ้มเย็นในใจที่สามารถยืมดาบของฝูงชนมาไล่ตะเพิดสุนัขแก่ไปได้ นางแบ่งมันเทศที่หอมหวานให้บิดามารดาและน้องชาย ทุกคนได้ลิ้มรสความหวานตามธรรมชาติที่ช่วยเติมเต็มกระเพาะอาหารอันว่างเปล่า รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของคนทั้งสาม เป็นความสุขเล็กๆ ท่ามกลางความยากลำบาก
เมื่อราตรีมาเยือนอีกครา ค่ายพักพิงตกอยู่ในความมืดมิดและเงียบสงัด ไป๋หลินนอนหลับตาพริ้ม ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ ทว่าจิตสำนึกของนางไม่ได้หลับใหลไปด้วย ภาพเบื้องหน้าถูกแทนที่ด้วยหน้าจอโฮโลแกรมสีฟ้าครามของระบบ 'เซินหนง-01' ในหัวของนางยังคงคิดถึงแววตาอาฆาตของแม่เฒ่าเจียงและป้าสะใภ้ใหญ่ คนพวกนั้นไม่มีทางรามือเพียงแค่นี้แน่ นางจำเป็นต้องมีอาวุธป้องกันตัวที่แนบเนียนกว่าเดิม
จิตสำนึกของเด็กสาวก้าวผ่านประตูมิติเข้าไปยังพื้นที่ลับส่วนตัว สายตาของนางทอดมองไปยังกองสมุนไพรมีพิษอ่อนๆ ที่ลอบเก็บรวบรวมไว้ระหว่างทางเดินอพยพ ริมฝีปากบางยกยิ้มขึ้นอย่างมาดหมาย... ได้เวลาเตรียม 'ของกำนัล' ชิ้นใหม่ให้แก่พวกชอบลักขโมยแล้ว
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ห้องแล็บมินิและผงพิษแรก]**