ตอนที่ 5

***บทที่ 5: กับดักรับมือคนขี้ขโมย***

เงาตะคุ่มอวบอ้วนที่กำลังซุ่มมองฝ่าความมืดมิดนั้นไม่ใช่ผู้ใดอื่น หากแต่เป็นหวังชุ่ยฮวา ป้าสะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลไป๋ ผู้มีดวงตาแหลมคมดั่งหนูและจมูกที่ไวต่อเรื่องผลประโยชน์เป็นที่หนึ่ง ไป๋หลินปรายตามองคราบดินสีเข้มบนฝ่ามือและชายกระโปรงของตน พลางลอบยิ้มหยันในใจอย่างเย็นชา เหยื่อชั้นดีที่นางจงใจโปรยทิ้งไว้ ดึงดูดปลาตะกละให้ฮุบเบ็ดได้อย่างรวดเร็วเกินกว่าที่คาดคิดเสียอีก

หญิงสาวแสร้งทำเป็นไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกสะกดรอยตาม นางกระชับชายแขนเสื้อที่ซ่อนมันเทศป่าขนาดกลางสองหัวไว้แน่นขึ้น ท่าทางลุกลี้ลุกลนราวกับกำลังหวาดระแวงและต้องการปกปิดของล้ำค่าไว้ให้มิดชิด จากนั้นจึงจงใจเบี่ยงกายเดินลัดเลาะลึกเข้าไปในพงหญ้าที่รกชัฏกว่าเดิม ทำทีคล้ายต้องการหาสถานที่ลับตาคนเพื่อปลดทุกข์ส่วนตัว แต่ท่วงท่ากลับดูมีพิรุธอย่างเห็นได้ชัด

หวังชุ่ยฮวาซึ่งซุ่มดูอยู่เบื้องหลังเห็นดังนั้นก็ตาลุกวาวในความมืด นางสังเกตเห็นคราบดินใหม่เอี่ยมบนมือของหลานสาวตัวดีมาตั้งแต่ต้น ประกอบกับท่าทางที่ดูระแวดระวังผิดปกติเช่นนั้น สัญชาตญาณความละโมบของป้าสะใภ้ใหญ่ก็ร้องเตือนขึ้นมาทันทีว่า นังเด็กเหลือขอนี่จะต้องแอบขุดพบของกินซุกซ่อนไว้เป็นแน่! ในยามที่ผู้คนแทบจะอดตายเพราะภัยแล้งเช่นนี้ หากมีรากไม้หรือของกินหลุดรอดสายตามาได้ ย่อมต้องตกเป็นของตระกูลหลักเท่านั้น

ด้วยความตระหนี่ถี่เหนียวและหวังจะฉกฉวยผลประโยชน์ หวังชุ่ยฮวาจึงย่องฝีเท้าตามไปอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่ร่างอวบอ้วนของนางจะเอื้ออำนวย

ทางด้านไป๋หลิน นางอาศัยโสตประสาทและสัมผัสที่เฉียบคมยิ่งขึ้นจากการหล่อเลี้ยงด้วยน้ำพุวิญญาณแห่งชีวิต กวาดสายตาฝ่าความมืดของป่าละเมาะเพียงปราดเดียวก็พบชัยภูมิที่เหมาะสม นางหยุดฝีเท้าลงชั่วครู่ อาศัยจังหวะที่ป้าสะใภ้ใหญ่ยังตามมาไม่ถึง ย่อตัวลงอย่างรวดเร็วและเงียบกริบ มือบางที่บัดนี้คล่องแคล่วว่องไวคว้าเอาเถาวัลย์ป่าเส้นเขื่องที่เหนียวรั้งอยู่ตามพื้นดิน สอดประสานและผูกรั้งเข้ากับโคนกิ่งไม้แห้งและก้อนหินใหญ่สองฝั่ง ขึงตึงเป็นกับดักขัดขาระดับข้อเท้าที่ซ่อนเร้นอย่างแนบเนียนภายใต้เงาทะมึนของดงหญ้าแห้ง

ทุกขั้นตอนดำเนินไปอย่างรวดเร็ว เงียบเชียบ และไร้ร่องรอย นี่คือสติปัญญาและการเอาตัวรอดที่หล่อหลอมมาตรึงจิตวิญญาณของนาง

เมื่อวางกลลวงเล็กๆ เสร็จสิ้น ร่างระหงก็ก้าวข้ามกับดักของตนไปอย่างพลิ้วไหวราวกับใบไม้ร่วง แล้วเร้นกายหลบอยู่หลังโขดหินใหญ่ในมุมมืด เพื่อเฝ้ารอชมงิ้วฉากเด่นที่กำลังจะเปิดม่าน

หวังชุ่ยฮวาย่ำเท้าตามมาอย่างรีบร้อน สายตาขุ่นมัวที่เต็มไปด้วยความโลภจับจ้องเพียงเงาหลังของหลานสาวที่หายลับไปในเงามืด โดยไม่รั้งรอที่จะก้มมองพื้นดินเบื้องล่างแม้แต่น้อย จิตใจของนางจดจ่ออยู่เพียงแค่ว่าจะต้องแย่งชิงของกินมาจากมือของไป๋หลินให้จงได้

*สวบ... ปึก!*

"โอ๊ย!"

ทันทีที่ข้อเท้าอวบอ้วนสะดุดเข้ากับเถาวัลย์ที่ขึงตึงอย่างจัง ร่างท้วมของหวังชุ่ยฮวาก็เสียหลักพุ่งหลาวไปด้านหน้าอย่างไม่อาจควบคุมได้ ราวกับกระสอบทรายที่ถูกโยนทิ้ง ใบหน้าใหญ่โตคะมำคว่ำกระแทกเข้ากับพื้นดินและกรวดหินอย่างรุนแรง เสียงร้องอุทานดังขึ้นเพียงครึ่งคำก่อนจะกลืนหายไปพร้อมกับฝุ่นดินที่คลุ้งกระจาย

รสชาติคาวปร่าฝาดซึมขึ้นมาที่มุมปาก ริมฝีปากหนาของนางปริแตกจากการกระแทก เจ็บแปลบจนน้ำตาเล็ด ร่างทั้งร่างคลุกฝุ่นสกปรกมอมแมมดูไม่ได้ หวังชุ่ยฮวานอนคว่ำหน้าครางฮืออยู่ในดงหญ้า ทั้งจุกทั้งเจ็บจนลุกไม่ขึ้นไปชั่วขณะ

ไป๋หลินมองภาพนั้นจากหลังโขดหินด้วยแววตาเย็นชาและมุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อย นางไม่จำเป็นต้องลดตัวลงไปทุบตีให้เสียแรงเปล่า หรือกระทำการรุนแรงให้เปื้อนมือ เพียงใช้เล่ห์เหลี่ยมและมันสมองเพียงเล็กน้อย ก็เพียงพอจะสั่งสอนคนขี้ขโมยหน้าด้านให้หลาบจำได้แล้ว เมื่อเห็นป้าสะใภ้ใหญ่นอนร้องโอดโอยสิ้นสภาพ หญิงสาวก็หมุนตัวเดินอ้อมกลับไปยังจุดพักของครอบครัวสายรองอย่างเงียบเชียบ ปล่อยให้ผู้ที่คิดร้ายต้องทนทุกข์ทรมานกับผลกรรมของตนเองตามลำพัง

กว่าหวังชุ่ยฮวาจะพยุงร่างอันบอบช้ำและปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้ากลับมาถึงเกวียนตระกูลหลักได้ ก็ทุลักทุเลจนแทบหมดสภาพ นางใช้มือข้างหนึ่งกุมปากที่บวมเจ่อและมีรอยปริแตกของตนไว้ ร้องห่มร้องไห้ฟ้องร้องต่อแม่เฒ่าเจียงและไป๋ต้ากุ้ยผู้เป็นสามี หวังจะให้คนทั้งสองออกโรงไปจัดการครอบครัวสายรอง

"ท่านแม่! ท่านพี่! นังเด็กชั้นต่ำไป๋หลินมันแอบซ่อนของกินไว้จริงๆ! ข้าสะรอยตามไปดู มันกลับรู้ตัวและวางกับดักขัดขาข้าจนหน้าคะมำพุ่งล้มลงไป ดูสิ ปากข้าเจ็บไปหมดแล้ว มันต้องมีของดีซ่อนอยู่แน่ๆ!"

ทว่าสิ่งที่นางได้รับกลับไม่ใช่ความเห็นใจ หรือการลุกขึ้นมาร่วมผสมโรงจับผิด ทว่ากลับเป็นเสียงตวาดกร้าวของแม่เฒ่าเจียงที่ถูกรบกวนเวลานอนกลางดึก

"หุบปากเหม็นๆ ของเจ้าเดี๋ยวนี้นะ นังสะใภ้ขี้เกียจ!" แม่เฒ่าเจียงตวาดเสียงเขียว "วันๆ เอาแต่หาข้ออ้างหลบเลี่ยงงาน พรุ่งนี้รุ่งสางก็ต้องออกเดินทางตากแดดตากลมแล้ว เจ้ายังจะมาแต่งเรื่องเลอะเทอะอะไรกวนใจข้าอีก! นังเด็กปางตายหน้าโง่นั่นจะมีปัญญาไปหาของกินมาจากที่ใด ซ้ำยังจะมีสมองมาวางกับดักคนเยี่ยงเจ้าได้อีกรึ? เจ้ามันซุ่มซ่ามเดินสะดุดก้อนหินล้มเองแล้วมาโวยวายหาเรื่องอู้งานล่ะสิไม่ว่า!"

ไป๋ต้ากุ้ยผู้เป็นสามีก็แค่นเสียงหยัน พลิกตัวหันหลังให้นางด้วยความรำคาญใจ "หนวกหูจริง หากพรุ่งนี้เจ้าตื่นสายเพราะมัวแต่สำออยเจ็บแผล ข้าจะให้ท่านแม่ตัดส่วนแบ่งเสบียงที่น้อยอยู่แล้วของเจ้าเสีย"

หวังชุ่ยฮวาได้แต่อ้าปากค้าง ทั้งเจ็บแผลที่ริมฝีปาก ทั้งคับแค้นใจจนแทบกระอักเลือด แต่กลับไม่มีผู้ใดในเกวียนตระกูลหลักเชื่อคำพูดของนางแม้แต่คนเดียว เพราะวีรกรรมการสร้างเรื่องโกหกสารพัดเพื่ออู้งานของนางในอดีตนั้นมีมากเสียจนไม่มีใครใส่ใจอีกต่อไป ป้าสะใภ้ใหญ่จำต้องกลืนเลือดและความแค้นลงคอ ล้มตัวลงนอนด้วยความเจ็บปวด

เวลาล่วงเลยผ่านไปจนกระทั่งแสงแรกแห่งรุ่งอรุณจับขอบฟ้า ลมเย็นยะเยือกยามเช้าพัดผ่านค่ายพักพิงของผู้อพยพ ไป๋หลินตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น นางนำมันเทศป่าขนาดกลางสองหัวที่แยกซ่อนไว้ในมิติออกมาย่างบนกองไฟเล็กๆ ที่บิดาเพิ่งก่อขึ้น ความร้อนจากเปลวไฟค่อยๆ ทำปฏิกิริยากับเนื้อมันเทศ กลิ่นหอมกรุ่นของความหวานตามธรรมชาติที่สุกกำลังดี ลอยอวลแผ่ซ่านไปตามสายลม

กลิ่นหอมหวานและอบอุ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของอาหารชั้นดี ช่างเตะจมูกและเย้ายวนใจนักในยามอดอยากเช่นนี้ มันลอยข้ามเขตแดนอันเงียบเหงา ตรงดิ่งไปยังเกวียนของตระกูลหลักที่อยู่ห่างออกไป

เปลือกตาที่เหี่ยวย่นของแม่เฒ่าเจียงพลันเบิกโพลงขึ้นทันที จมูกงุ้มดั่งเหยี่ยวสูดกลิ่นหอมนั้นฟุดฟิด ดวงตาขุ่นมัววาวโรจน์ขึ้นพร้อมกับโทสะและความโลภที่ปะทุขึ้นในอกอย่างรุนแรง เมื่อนางตระหนักได้ว่าคำพูดของสะใภ้ใหญ่เมื่อคืน... อาจไม่ใช่เรื่องโกหก!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: แรงกดดันจากฝูงชน]**