ตอนที่ 4

***บทที่ 4: เรดาร์ชีวภาพค้นหาเสบียง***

แสงสีฟ้าจางๆ จากหน้าจอโฮโลแกรมโปร่งแสงสะท้อนเข้ากับนัยน์ตาหงส์ที่กำลังหรี่ลงอย่างครุ่นคิด ท่ามกลางรัตติกาลอันเงียบสงัด มีเพียงเสียงสายลมแล้งพัดผ่านกิ่งไม้แห้งกรอบ จุดสีเขียวเล็กๆ บนแผนที่จำลองของระบบเซินหนง-ศูนย์หนึ่งยังคงกะพริบอย่างต่อเนื่อง ราวกับกำลังเรียกร้องความสนใจจากผู้เป็นนาย

เสียงกลไกไร้อารมณ์ดังขึ้นในห้วงจิตสำนึกของไป๋หลินอย่างราบเรียบ "ระบบเรดาร์ชีวภาพทำงาน ตรวจพบแหล่งพลังงานชีวภาพประเภทคาร์โบไฮเดรตที่สามารถบริโภคได้ พิกัดห่างออกไปห้าสิบจั้งทางทิศตะวันออก เป็นพืชตระกูลหัวที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนดินลึก โฮสต์โปรดดำเนินการเก็บเกี่ยวเพื่อรักษาชีวิต"

ไป๋หลินกวาดสายตามองบิดามารดาและน้องชายที่กำลังหลับสนิทด้วยความเหนื่อยล้า แม้ใบหน้าของพวกเขาจะดูผ่อนคลายขึ้นมากจากการดื่มน้ำพุวิญญาณ ทว่ากระเพาะอาหารที่ว่างเปล่าไม่อาจหลอกลวงได้ พรุ่งนี้รุ่งสางตระกูลหลักย่อมต้องบังคับให้ครอบครัวสายรองออกแรงลากเกวียนและหาฟืนอีก หากไม่มีอาหารตกถึงท้อง ย่อมไม่อาจมีเรี่ยวแรงรับมือกับความอยุติธรรมเหล่านั้นได้

นางค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบที่สุด ระมัดระวังไม่ให้เกิดเสียงดังแม้เพียงครึ่งคำ สองเท้าก้าวเดินออกจากบริเวณที่พักของผู้อพยพ อาศัยเพียงแสงจันทร์เสี้ยวที่สาดส่องลงมานำทาง ไป๋หลินเดินลัดเลาะไปตามทิศทางที่จุดสีเขียวบนหน้าจอโฮโลแกรมระบุไว้

เมื่อมาถึงตำแหน่งเป้าหมาย สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือดงหญ้าแห้งแล้งริมทางที่เหี่ยวเฉาจนแทบจะกลายเป็นผงธุลี มองจากภายนอกไม่มีวี่แววของสิ่งมีชีวิตใดๆ ทว่าเมื่อเพ่งมองให้ดี จะพบเถาวัลย์สีน้ำตาลเส้นเล็กๆ ที่แห้งกรอบกลมกลืนไปกับพื้นดิน หากไม่ใช่เพราะเรดาร์ชีวภาพของเซินหนงชี้เป้าอย่างแม่นยำ ย่อมไม่มีผู้ใดในกลุ่มผู้อพยพสังเกตเห็นซากพืชที่ดูไร้ค่าเช่นนี้เป็นแน่

"อยู่ตรงนี้สินะ" ไป๋หลินพึมพำในใจ นางหยิบเศษไม้เนื้อแข็งปลายแหลมที่เก็บได้ระหว่างทางขึ้นมา แล้วลงมือขุดลงไปบนพื้นดินแตกระแหง

ดินในยามหน้าแล้งนั้นแข็งกระด้างราวกับศิลา ทว่าด้วยผลลัพธ์ของน้ำพุวิญญาณที่ช่วยฟื้นฟูกำลังวังชา ทำให้สองมือเล็กๆ ของเด็กสาววัยสิบห้าปีกลับมีเรี่ยวแรงมากกว่าที่ตาเห็น นางออกแรงขุดเจาะชั้นดินที่แห้งผากอย่างอดทน ขุดลึกลงไปราวสองฉื่อ ในที่สุดปลายไม้ก็กระทบเข้ากับวัตถุบางอย่างที่ฝังตัวอยู่เบื้องล่าง

นางใช้มือเปล่าปัดเศษดินออก เผยให้เห็นผิวเปลือกสีม่วงแดงที่หยาบกร้าน มันคือหัวมันเทศป่าขนาดมหึมา!

ดวงตาของไป๋หลินเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย นางรีบลงมือขุดบริเวณรอบๆ อย่างระมัดระวัง ไม่นานนัก มันเทศป่าหัวใหญ่โตกว่ากำปั้นของผู้ใหญ่ถึงสี่ห้าหัวก็ถูกดึงขึ้นมาจากรังใต้ดิน น้ำหนักของมันตึงมือจนน่าตกใจ ในยุคข้าวยากหมากแพงที่ผู้คนต้องแทะเปลือกไม้ประทังชีวิต มันเทศป่ากอใหญ่เพียงนี้มีค่าดั่งทองคำ ทว่าความยินดีกลับอยู่ได้เพียงชั่วครู่ ความหนักใจก็เข้ามาแทนที่

"หากข้านำมันเทศทั้งหมดนี้กลับไป ตระกูลหลักจะต้องแย่งชิงไปจนหมดเกลี้ยงแน่" ไป๋หลินขบคิด ป้าสะใภ้ใหญ่อย่างหวังชุ่ยฮวามีจมูกที่ไวต่อกลิ่นอาหารยิ่งกว่าสุนัขล่าเนื้อ ส่วนแม่เฒ่าเจียงก็จ้องจะปอกลอกครอบครัวนางอยู่ทุกฝีก้าว การถือเสบียงมากมายเช่นนี้กลับไปอย่างเปิดเผย ย่อมเป็นการหาเรื่องใส่ตัว

ขณะที่กำลังครุ่นคิดหาทางออก หน้าจอโฮโลแกรมก็ปรากฏข้อความขึ้นอีกครั้ง

"แจ้งเตือนโฮสต์ มิติลับของเซินหนง-ศูนย์หนึ่ง ไม่ได้มีเพียงบ่อน้ำพุวิญญาณ ท่านสามารถเปิดใช้งาน 'โกดังหยุดเวลา' เพื่อกักเก็บผลผลิตได้ พื้นที่นี้มีคุณสมบัติระงับการไหลเวียนของกาลเวลา สิ่งของที่ถูกเก็บเข้าไปจะคงสภาพเดิมเสมือนเวลาถูกแช่แข็ง ไม่เน่าเปื่อย ไม่สูญเสียความสดใหม่ และที่สำคัญ... ไม่มีผู้ใดสามารถล่วงรู้หรือขโมยไปจากมิติของโฮสต์ได้"

ริมฝีปากบางยกยิ้มขึ้นทันที นี่แหละคือสิ่งที่นางต้องการ!

ไป๋หลินวางฝ่ามือลงบนหัวมันเทศป่าขนาดใหญ่ที่สุดสามหัว เพียงแค่ตั้งจิตอธิษฐานในห้วงความคิด มันเทศเหล่านั้นก็อันตรธานหายวับไปจากพื้นดินราวกับไร้ตัวตน เมื่อนางลองตรวจสอบดูในระบบ ก็พบว่ามันเทศทั้งสามหัวถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบอยู่ภายในโกดังหยุดเวลาของมิติลับเรียบร้อยแล้ว

นางจงใจเหลือมันเทศหัวขนาดกลางไว้เพียงสองหัว ซ่อนเอาไว้ในชายแขนเสื้อที่ขาดวิ่น เพื่อนำไปย่างให้บิดามารดาและน้องชายกินในวันพรุ่งนี้ จากนั้นจึงจัดการกวาดเศษดินและหญ้าแห้งมากลบปากหลุมที่ขุดไว้อย่างแนบเนียน ไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ให้ใครจับสังเกตได้ ทว่านางกลับจงใจปล่อยให้คราบดินสีเข้มเปรอะเปื้อนอยู่บนฝ่ามือและชายกระโปรงของตนเองเล็กน้อย

ในเมื่อตระกูลหลักชอบจับผิดนัก นางก็จะใช้คราบดินเหล่านี้เป็นเหยื่อล่อชั้นดี

เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น ไป๋หลินจึงหมุนตัวเตรียมจะเดินกลับไปยังที่พัก ทว่าในจังหวะที่นางกำลังจะก้าวเท้าออกจากดงหญ้านั้นเอง โสตประสาทที่เฉียบคมจากการหล่อเลี้ยงด้วยน้ำพุวิญญาณก็พลันจับเสียงบางอย่างได้

*สวบ... กรอบ...*

เสียงย่ำเท้าลงบนกิ่งไม้แห้งดังแว่วมาจากทิศทางของเกวียนตระกูลหลักที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก เงาตะคุ่มของร่างอวบอ้วนร่างหนึ่งกำลังขยับตัวลุกขึ้นจากกองผ้าห่ม สายตาขุ่นมัวคู่หนึ่งที่เต็มไปด้วยความละโมบกำลังจ้องเขม็งมาทางทิศที่นางยืนอยู่ฝ่าความมืดมิด!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: กับดักรับมือคนขี้ขโมย]**