ตอนที่ 3
***บทที่ 3: น้ำพุแห่งชีวิตและการเผชิญหน้าแม่เฒ่า***
เงาร่างอวบอ้วนของแม่เฒ่าเจียงทะยานฝ่าม่านหมอกยามเช้าตรู่เข้ามาประดุจพายุร้ายที่หวังจะบดขยี้ทุกสิ่งให้แหลกลาญ เบื้องหลังของนางคือหวังชุ่ยฮวาที่เดินตามมาติดๆ พลางแสยะยิ้มเยาะเย้ยรอชมงิ้วโรงใหญ่ สองนายบ่าวจำแลงย่ำเท้าลงบนผืนดินแห้งแล้งจนฝุ่นสีเหลืองคลุ้งกระจาย มุ่งตรงมายังมุมพักพิงอันซอมซ่อของครอบครัวสายรอง
"นังเด็กชั้นต่ำ! นังตัวกาลกิณีล้างผลาญตระกูล!" เสียงแหบพร่าทว่าทรงพลังของแม่เฒ่าเจียงตวาดลั่น นิ้วเหี่ยวย่นชี้หน้าไป๋หลินที่เพิ่งลืมตาตื่น "เมื่อคืนเจ้ากล้าดีอย่างไรจึงทำร้ายป้าใหญ่ของเจ้า! วันนี้หากข้าไม่ได้สั่งสอนเจ้าให้รู้สำนึกถึงกฎระเบียบของบรรพชน ข้าก็ไม่ขอใช้แซ่เจียงอีกต่อไป! ส่งเสบียงทั้งหมดของพวกเจ้ามาให้จินเป่าหลานรักของข้าเดี๋ยวนี้ แล้วคลานมาโขกศีรษะขอขมา!"
ไป๋ฉางเซิงผู้เป็นบิดา สะดุ้งสุดตัวด้วยความหวาดกลัวที่ฝังรากลึก เขารีบขยับกายที่ผอมโซประดุจกิ่งไม้แห้งเข้ามาขวางหน้าบุตรสาว ทรุดเข่าลงกับพื้นดินแตกระแหง โขกศีรษะเสียงดังทึบ "ท่านแม่! โปรดระงับโทสะด้วยเถิด หลินเอ๋อร์ยังเด็กนัก ซ้ำยังเพิ่งฟื้นไข้ เสบียงของเราก็ร่อยหรอจนแทบไม่เหลือแล้ว หากท่านเอาไปจนหมด อวี้หลานกับเด็กๆ คงต้องอดตายเป็นแน่แท้!"
"อดตายก็ช่างปะไร! ชีวิตพวกเจ้ามันไร้ค่าเทียบเท่ามดปลวก ดินโคลนติดรองเท้าของจินเป่าหลานข้ายังสูงส่งเสียกว่า!" แม่เฒ่าเจียงตะคอกกลับอย่างไร้เยื่อใย แววตาไม่มีความเมตตาต่อสายเลือดรองแม้แต่น้อย
ทว่าก่อนที่มือเหี่ยวย่นที่ง้างขึ้นกลางอากาศจะฟาดลงมาบนร่างของบิดา ไป๋หลินกลับหยัดกายลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง ดรุณีน้อยในชุดผ้าฝ้ายปะชุนก้าวออกมาเบื้องหน้า แววตาที่เคยขี้ขลาดหวาดกลัว บัดนี้กลับนิ่งสนิทและเย็นเยียบประดุจบ่อน้ำลึกพันปี นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหญิงชรา ก่อนจะขยับริมฝีปากเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ แผ่วเบา ทว่ากรีดลึกถึงกระดูกดำ
"ท่านย่า... เชิญท่านแผดเสียงให้ดังกว่านี้อีกสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ เอาให้ก้องกังวานไปถึงหุบเขาเบื้องหน้าเลยยิ่งดี" ไป๋หลินแย้มพริมฝีปากบาง "ท่านคงลืมไปแล้วกระมังว่าเส้นทางสายนี้มี 'โจรป่า' ชุกชุมเพียงใด เสียงของท่านกังวานถึงเพียงนี้ ย่อมดึงดูดพวกมันให้มาเยือนได้ในไม่ช้า เมื่อพวกมันลงเขามาปล้นชิง ท่านคิดว่าพวกมันจะเลือกสังหารใครก่อนเล่า? ครอบครัวสายรองที่ผอมโซจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก... หรือครอบครัวสายหลักที่มีเนื้อหนังอวบอ้วน ซ้ำยังมีเสบียงเต็มเกวียนอย่างท่านลุงใหญ่และพี่จินเป่า?"
คำพูดของไป๋หลินเปรียบเสมือนน้ำแข็งเย็นจัดที่สาดรดลงกลางวง แม่เฒ่าเจียงชะงักกึก มือที่ง้างค้างไว้สั่นสะท้าน ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยซีดเผือดลงฉับพลัน จุดอ่อนเดียวที่หญิงชราผู้นี้หวงแหนยิ่งกว่าชีวิตก็คือไป๋จินเป่า หลานชายหัวแก้วหัวแหวนแห่งบ้านหลัก หากโจรป่าลงมาจริงตามที่นังเด็กนี่ขู่ หลานชายของนางย่อมตกเป็นเป้าหมายแรกอย่างมิต้องสงสัย!
"จ... เจ้า! นังปีศาจ!" แม่เฒ่าเจียงกัดฟันกรอด ลดมือลงอย่างเสียมิได้ นางชี้หน้าไป๋หลินด้วยความเคียดแค้น แต่กลับไม่กล้าส่งเสียงดังอีกต่อไป "ฝากไว้ก่อนเถิดนังเด็กเหลือขอ! หากรอดพ้นเส้นทางทุรกันดารนี้ไปได้ ข้าจะจับเจ้าถ่วงน้ำ!" หญิงชราสบถทิ้งท้าย ก่อนจะสะบัดชายแขนเสื้อเดินกระทืบเท้าจากไปพร้อมกับหวังชุ่ยฮวาที่หน้าเสียไม่แพ้กัน
เมื่อคลื่นพายุสงบลง ไป๋ฉางเซิงทรุดตัวลงนั่งกองกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง เขาทอดสายตามองแผ่นหลังของมารดาบังเกิดเกล้าที่เดินจากไปอย่างไม่ไยดี ความกตัญญูที่เคยบดบังดวงตามาตลอดชีวิตเริ่มเกิดรอยร้าว ท่ามกลางความอดอยากและวิกฤตความเป็นความตาย มารดาของเขาไม่เคยเห็นเขาและครอบครัวเป็นมนุษย์เลยแม้แต่น้อย หากเขายังคงยอมจำนนอยู่เช่นนี้ ภรรยาและลูกๆ คงต้องทอดร่างเป็นกระดูกขาวโพลนริมทางเป็นแน่
ขณะเดียวกัน ไป๋เสี่ยวชวน เด็กน้อยร่างผอมโซที่หลบอยู่ด้านหลังมารดา ค่อยๆ ชะโงกหน้าออกมา ดวงตากลมโตของเขาจ้องมองพี่สาวคนรองด้วยประกายวิบวับ แฝงไปด้วยความชื่นชมและเทิดทูนอย่างปิดไม่มิด มือเล็กๆ เอื้อมมาจับชายแขนเสื้อของไป๋หลิน กระตุกเบาๆ "พี่รอง... ท่านเก่งกาจยิ่งนัก เพียงไม่กี่คำก็ไล่ท่านย่าไปได้ ต่อจากนี้ไป ข้าจะเชื่อฟังท่านทุกอย่าง ท่านให้ข้าไปซ้าย ข้าจะไม่ไปขวาเด็ดขาด!"
ไป๋หลินยกยิ้มบางเบา เอื้อมมือลูบศีรษะที่ยุ่งเหยิงของน้องชาย "เด็กดี พี่รองจะปกป้องพวกเจ้าเอง"
กาลเวลาหมุนเวียนจนกระทั่งดวงตะวันคล้อยต่ำ ความมืดมิดของยามราตรีเข้าปกคลุมเส้นทางอพยพอีกครา ขบวนผู้อพยพหยุดพักแรมใต้เงาไม้แห้งโกร๋น ครอบครัวสายรองยังคงถูกทิ้งให้อยู่รั้งท้ายเช่นเคย เสิ่นอวี้หลานผู้เป็นมารดานอนหอบหายใจรวยริน ร่างกายอ่อนล้าจากการเดินทางและขาดสารอาหารอย่างหนัก ส่วนไป๋ฉางเซิงก็มีสภาพไม่ต่างกัน
ไป๋หลินรู้ดีว่านี่คือเวลาที่เหมาะสมที่สุด นางหยิบกระบอกไม้ไผ่เก่าๆ ที่ใช้บรรจุน้ำดื่มของครอบครัวขึ้นมา แสร้งทำเป็นเดินหลบฉากออกไปหลังพุ่มไม้แห้ง เมื่อแน่ใจว่าไร้ผู้คนสอดแนม จิตวิญญาณของนางก็เชื่อมต่อเข้ากับระบบเซินหนงและมิติลับทันที
ภายในมิติอันเงียบสงบ น้ำพุแห่งชีวิตยังคงรินไหลหยดลงในบ่อศิลาอย่างเชื่องช้า ไป๋หลินรองรับหยาดน้ำใสกระจ่างที่แฝงไปด้วยกลิ่นอายบริสุทธิ์ของธรรมชาติ รินผสมลงในกระบอกไม้ไผ่ แม้จะเป็นเพียงไม่กี่หยด แต่สำหรับร่างกายที่เสื่อมโทรมขั้นสุดของมนุษย์ธรรมดา พลังแห่งชีวิตเพียงเท่านี้ก็เกินพอแล้ว
เมื่อกลับมาถึงที่พัก ไป๋หลินประคองมารดาให้ลุกขึ้นนั่ง "ท่านแม่ ท่านพ่อ เสี่ยวชวน ดื่มน้ำประทังความกระหายก่อนเถิดเจ้าค่ะ ข้าเพิ่งไปรองมาจากซอกหินลึก"
เสิ่นอวี้หลานรับกระบอกไม้ไผ่มาด้วยมือที่สั่นเทา ทันทีที่น้ำเย็นจืดชืดไหลผ่านลำคอ นางก็เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ ความรู้สึกชุ่มคอแผ่ซ่านลงสู่กระเพาะอาหารที่ว่างเปล่า ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลเวียนไปตามเส้นเลือดและกล้ามเนื้อที่ตึงเครียด ขับไล่ความอ่อนล้าและความเจ็บปวดจากการเดินทางออกไปจนหมดสิ้น รอยคล้ำใต้ตาของนางดูจางลง หายใจได้เต็มปอดมากขึ้น
ไป๋ฉางเซิงและไป๋เสี่ยวชวนที่รับช่วงดื่มต่อก็มีปฏิกิริยาไม่ต่างกัน ไป๋ฉางเซิงมองน้ำก้นกระบอกด้วยความตกตะลึง "น้ำนี่... เหตุใดจึงรสชาติดียิ่งนัก ดื่มแล้วราวกับเรี่ยวแรงที่เหือดหายไปได้กลับคืนมาทั้งหมด!"
"คงเป็นน้ำค้างภูเขาที่สะอาดบริสุทธิ์กระมังเจ้าคะ" ไป๋หลินยิ้มบางๆ บ่ายเบี่ยงอย่างแนบเนียน ครอบครัวของนางไม่มีใครสงสัยต่อ พวกเขาล้มตัวลงนอนด้วยความรู้สึกผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในรอบหลายเดือน เพียงชั่วอึดใจก็เข้าสู่นิทราอันแสนสงบ ร่างกายซึมซับพลังวิญญาณเพื่อฟื้นฟูอวัยวะภายในอย่างเงียบๆ
ทว่าไป๋หลินยังคงลืมตาตื่นอยู่ท่ามกลางความมืด แม้ร่างกายของทุกคนจะฟื้นฟูแล้ว แต่น้ำพุไม่อาจทดแทนอาหารแข็งที่ช่วยให้อิ่มท้องได้ เสบียงของพวกเขาร่อยหรอจนหมดเกลี้ยงแล้วจริงๆ หากพรุ่งนี้ยังหาของกินไม่ได้ การเดินทางต่อย่อมยากลำบาก
ขณะที่กำลังครุ่นคิดหาวิธีอยู่นั้น เสียงกลไกอิเล็กทรอนิกส์แผ่วเบาก็ดังขึ้นในโสตประสาท พร้อมกับหน้าจอโฮโลแกรมโปร่งแสงสีฟ้าที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า จุดสีเขียวเล็กๆ สว่างวาบขึ้นบนแผนที่จำลองของระบบเซินหนง ชี้เป้าหมายตรงไปยังดงหญ้าแห้งแล้งริมทางที่ห่างออกไปไม่ไกลนัก...
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: เรดาร์ชีวภาพค้นหาเสบียง]**