ตอนที่ 12

บทที่ 12: เงินก้อนแรก

‘ระบบยมทูตเอ๊ย! ข้าเพิ่งจะได้สัมผัสความหอมหวานของความร่ำรวยไม่ถึงอึดใจ เจ้าก็บังคับให้ข้าไปผลาญเงินซื้อเนื้อหมูเลยหรือนี่! ซ้ำยังขู่จะเพิ่มน้ำหนักข้าอีก!’

เฉินอวี้ก่นด่าระบบกังฉินในใจอย่างดุเดือด ทว่าร่างกายกลับตอบสนองรวดเร็วยิ่งกว่าความคิด หากปล่อยให้น้ำหนักตัวพุ่งพรวดขึ้นมาอีกสิบชั่ง ความพยายามที่หลั่งเหงื่อแทบเป็นสายเลือดตลอดหลายวันที่ผ่านมาคงสูญเปล่า นางรีบยัดก้อนตำลึงเงินสีขาวบริสุทธิ์ลงในอกเสื้ออย่างมิดชิด ก่อนจะหันไปคว้าท่อนแขนล่ำสันของจางต้าหนิวที่ยังคงยืนเบิกตาค้างอยู่ แล้วออกแรงกระตุกอย่างแรง

"พี่ต้าหนิว! อย่ามัวแต่ยืนเหม่ออยู่เลย รีบพารถลากตามข้ามาเร็วเข้า เวลาของข้ามีจำกัดนัก!"

จางต้าหนิวสะดุ้งสุดตัว รีบคว้าคันชักรถลากไม้ไผ่แล้ววิ่งตามแรงดึงของดรุณีร่างอวบไปอย่างงุนงง "น... น้องอวี้ เจ้าจะรีบร้อนไปที่ใดกัน ตลาดเพิ่งจะเริ่มคึกคักเองนะ!"

"เขียงหมู! เขียงเนื้อสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในตลาดชิงเฟิงอยู่ตรงที่ใด ท่านรีบนำทางข้าไปเดี๋ยวนี้!" เฉินอวี้ร้องสั่งเสียงหลง เหงื่อเย็นผุดซึมเต็มแผ่นหลัง ไม่ใช่เพราะความเหนื่อย แต่เป็นเพราะความหวาดกลัวบทลงโทษของระบบ

เพียงไม่ถึงจิบชา สองหนุ่มสาวก็มาหยุดหอบหายใจอยู่หน้าเขียงเนื้อขนาดใหญ่ท้ายตลาด บนแผงไม้มีเนื้อหมูสดใหม่แขวนเรียงรายหยดเลือดติ๋งๆ เฉินอวี้ไม่พูดพร่ำทำเพลง นางชี้เกรียดนิ้วไปยังเนื้อหมูสามชั้นที่แทรกมันกำลังดี และเนื้อแดงส่วนสะโพกที่สีสันสดใสที่สุดบนแผง

"เถ้าแก่! เอาเนื้อหมูสามชั้นชั้นเลิศห้าชั่ง! แล้วก็เนื้อแดงส่วนสะโพกอีกห้าชั่ง! หั่นชิ้นหนาๆ ห่อกระดาษมันให้ข้าเดี๋ยวนี้เลย ข้าเหมาหมด!"

เถ้าแก่เขียงหมูถึงกับเบิกตากว้าง ปกติชาวบ้านทั่วไปซื้อเนื้อหมูเพียงครึ่งชั่งก็หรูหราแล้ว แต่นี่แม่นางร่างอวบผู้นี้กลับสั่งรวดเดียวถึงสิบชั่ง! เขาไม่กล้าชักช้า รีบลงมีดสับเนื้ออย่างคล่องแคล่ว กลิ่นคาวเลือดผสมกับกลิ่นเนื้อสดลอยคละคลุ้ง

เมื่อเถ้าแก่ส่งห่อเนื้อใบยักษ์ให้ เฉินอวี้ก็ล้วงเศษเงินอีแปะที่เหลือติดตัวมาจ่ายไปจนเกลี้ยงกระเป๋า ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสกับห่อเนื้อ เสียงสวรรค์ที่รอคอยก็ดังก้องขึ้น

[ติ๊ง! ภารกิจฉุกเฉินระดับสูง เสร็จสมบูรณ์! ร่างกายได้รับแหล่งโปรตีนบริสุทธิ์ที่เพียงพอต่อการฟื้นฟูกล้ามเนื้อ ระบบยกเลิกบทลงโทษทั้งหมดขอรับ]

เฉินอวี้ถอนหายใจยาวเหยียดราวกับยกภูเขาออกจากอก ทว่าเมื่อหันไปเห็นร้านขายข้าวสารที่อยู่ติดกัน นางก็ตัดสินใจเจียดเงินจากก้อนตำลึงเงินที่เพิ่งได้มา ซื้อข้าวสารเม็ดงามสีขาวสะอาดอีกหนึ่งกระสอบใหญ่ เพื่อนำกลับไปบำรุงร่างกายให้ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ

ยามอู่ (11.00 - 12.59 น.) ดวงตะวันลอยเด่นกลางหัว รถลากไม้ไผ่ที่เคยว่างเปล่า บัดนี้บรรทุกข้าวสารกระสอบใหญ่และห่อเนื้อหมูมันย่อง ส่งกลิ่นอายของความมั่งคั่งและอุดมสมบูรณ์ จางต้าหนิวลากรถกลับเข้าสู่หมู่บ้านชิงซีด้วยหัวใจที่พองโต เขาภูมิใจในตัวเฉินอวี้ยิ่งนัก

เมื่อล้อไม้ไผ่บดเบียดเข้าสู่ลานบ้านตระกูลเฉิน เสียงเอี๊ยดอ๊าดก็เรียกความสนใจจากเฉินต้าซานที่กำลังซ่อมจอบอยู่หน้าบ้าน และหลี่ซื่อที่กำลังตากผ้าอยู่ ลานบ้านพลันตกอยู่ในความเงียบงัน

ดวงตาตี่เล็กของหลี่ซื่อเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกจากเบ้า เมื่อเห็นห่อกระดาษมันแผ่นใหญ่ที่ซึมซาบไปด้วยคราบน้ำมัน และกระสอบข้าวสารชั้นดีที่จางต้าหนิวกำลังแบกลงจากรถลาก กลิ่นคาวเนื้อสดๆ ที่นางไม่ได้ลิ้มรสมานานแรมเดือน ลอยมาเตะจมูกจนน้ำลายสอ กระเพาะอาหารร้องโครกครากประท้วงอย่างบ้าคลั่ง

"สวรรค์! เนื้อหมู! ข้าวสารขาว!" หลี่ซื่อกรีดร้องเสียงหลง ทิ้งตะกร้าผ้าในมือลงพื้นอย่างไร้เยื่อใย สองขาสั่นเทาเตรียมจะพุ่งกระโจนเข้าไปแย่งชิงห่อเนื้อเหล่านั้นตามสัญชาตญาณแห่งความโลภโมโทสัน

ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่ปลายเท้าของนางกำลังจะก้าวออกไป สายตาของหลี่ซื่อก็ปะทะเข้ากับนัยน์ตาคมกริบและเยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปีของเฉินอวี้ ที่กำลังยืนกอดอกจ้องมองมา รอยยิ้มมุมปากของน้องสามีช่างดูคุ้นเคย... คุ้นเคยเสียจนภาพหลอนของแอ่งโคลนลื่นปรื๊ดและกลิ่นเหม็นคาวของดินโคลนที่นางล้มคะมำเมื่อคืนก่อน หวนกลับมาตอกย้ำในโสตประสาท!

ความหวาดกลัวแล่นริ้วขึ้นไปตามไขสันหลัง หลี่ซื่อชะงักฝ่าเท้ากึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาป นางทำได้เพียงยืนกำหมัดแน่น กัดริมฝีปากจนห้อเลือด ดวงตาแดงก่ำไปด้วยความอิจฉาริษยาและไฟแห่งความโลภที่แผดเผาอยู่ภายใน ทว่ากลับไม่กล้าแม้แต่จะเอื้อมมือออกไปแตะต้องข้าวของเหล่านั้นแม้แต่ปลายนิ้ว

"น... น้องอวี้ เจ้าไปเอาของล้ำค่าพวกนี้มาจากที่ใดกัน?" เฉินต้าซานเดินเข้ามาถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เขามองเนื้อหมูกองโตสลับกับใบหน้าของน้องสาวด้วยความไม่อยากเชื่อสายตา

เฉินอวี้ล้วงก้อนตำลึงเงินที่เหลืออยู่ออกมาโยนเล่นในมือ แสงสีเงินสะท้อนวาบเข้าตาหลี่ซื่อจนแทบจะตาบอด "ผักที่ข้าขุดดินปลูกด้วยน้ำพักน้ำแรง เถ้าแก่จ้าวแห่งโรงเตี๊ยมฟู่หลินรับซื้อไปหมดแล้ว พี่ใหญ่ นี่คือเงินก้อนแรกของข้า ข้าจึงซื้อข้าวและเนื้อมาบำรุงร่างกาย แต่อย่าได้กังวลไป ข้ายังจำคำพูดของตนเองได้ดี ข้าจะไม่ใช้หม้อไหจานชามร่วมกับพวกท่าน เนื้อและข้าวพวกนี้ ข้าจะจัดการทำกินเองที่เพิงหลังบ้าน!"

คำประกาศที่ชัดเจนและเด็ดขาด ทำเอาหลี่ซื่อแทบจะกระอักเลือด นางได้แต่มองเงินตำลึงส่องประกายและเนื้อหมูชิ้นโตหลุดลอยไปต่อหน้าต่อตา โดยไม่อาจปริปากเรียกร้องส่วนแบ่งได้แม้แต่ครึ่งคำ!

เฉินอวี้ไม่สนใจสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของสองสามีภรรยา นางหยิบมีดทำครัวมาตัดแบ่งเนื้อหมูสามชั้นที่สวยที่สุด และเนื้อแดงชิ้นใหญ่ที่สุด แยกออกมาจัดใส่ตะกร้าใบเล็กอย่างประณีต จากนั้นก็หันไปพยักหน้าให้จางต้าหนิว

"พี่ต้าหนิว พวกเราไปบ้านท่านกันเถิด ข้ามีของจะมอบให้ป้าหวัง"

จางต้าหนิวพยักหน้ารับอย่างซื่อๆ เดินนำหน้าเฉินอวี้ข้ามรั้วไม้ไผ่เตี้ยๆ ไปยังลานบ้านตระกูลจาง

"ป้าหวัง! อวี้เอ๋อร์มาหาเจ้าค่ะ!" เฉินอวี้ร้องเรียกด้วยน้ำเสียงสดใส

หวังอี้ที่กำลังนั่งเย็บผ้าอยู่ใต้ร่มไม้รีบวางมือ เดินออกมารับหน้าด้วยรอยยิ้มอบอุ่น ทว่าเมื่อเห็นตะกร้าในมือของดรุณีร่างอวบ หญิงม่ายก็ถึงกับอ้าปากค้าง "อวี้เอ๋อร์... น... นี่มันเนื้อหมูนี่ลูก! ซ้ำยังเป็นเนื้อชั้นเลิศทั้งนั้น เหตุใดเจ้าจึงถือมามากมายเยี่ยงนี้!"

เฉินอวี้ยกตะกร้าส่งให้หวังอี้ด้วยท่าทีนอบน้อม แววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้ง "ป้าหวังเจ้าคะ วันนี้ข้าขายผักได้เงินก้อนใหญ่ เป็นเพราะได้รถลากของพี่ต้าหนิว และแรงกายของเขาที่ช่วยลากรถไปส่งข้าถึงเมืองชิงเฟิง ซ้ำเมื่อคืนท่านยังกรุณาต้มน้ำแกงไก่บำรุงกำลังให้ข้าอีก น้ำใจของครอบครัวจางหนักแน่นดุจขุนเขา เนื้อหมูเพียงไม่กี่ชั่งนี้ ไม่อาจเทียบได้เลยกับความมีน้ำใจของพวกท่าน ถือเสียว่านี่เป็นของขวัญตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ จากใจของอวี้เอ๋อร์นะเจ้าคะ นำไปทำหมูตุ๋นอร่อยๆ บำรุงร่างกายเถิด"

หวังอี้ดวงตาแดงระเรื่อ หยาดน้ำตาแห่งความตื้นตันเอ่อล้น นางรีบดันตะกร้ากลับไป "ไม่ได้ๆ! ของพรรค์นี้ราคาแพงหูฉี่ เจ้าเพิ่งจะได้เงินมา ควรเก็บไว้เป็นทุนรอนตั้งตัวสิลูก ป้ากับต้าหนิวช่วยเหลือเจ้าด้วยความเต็มใจ ไม่ได้หวังสิ่งใดตอบแทนเลย เจ้าเอาเนื้อพวกนี้กลับไปกินบำรุงตัวเองเถิด ร่างกายเจ้ายังอ่อนแอนัก"

"หากท่านป้าไม่รับ อวี้เอ๋อร์คงรู้สึกผิดจนนอนไม่หลับไปตลอดชีวิตเป็นแน่!" เฉินอวี้แสร้งทำหน้างอประหลับประเหลือก ก่อนจะยัดตะกร้าใส่มือหวังอี้อย่างรวดเร็ว "อีกอย่าง ข้าซื้อมาเยอะแยะกินคนเดียวไม่หมดหรอกเจ้าค่ะ รับไว้เถิดนะเจ้าคะ ถือว่าเห็นแก่ความตั้งใจของข้า"

จางต้าหนิวที่ยืนมองอยู่เงียบๆ ทนเห็นมารดาและสตรีในดวงใจเกรงใจกันไปมาไม่ไหว จึงเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าแดงก่ำ "ท่านแม่... รับไว้เถิดขอรับ น้องอวี้ตั้งใจนำมาให้ หากท่านปฏิเสธ นางคงเสียใจแย่"

เมื่อบุตรชายออกปาก หวังอี้จึงจำต้องรับตะกร้าเนื้อหมูมาถือไว้ นางลูบศีรษะของเฉินอวี้อย่างรักใคร่เอ็นดู "เด็กโง่เอ๊ย... เจ้าช่างเป็นเด็กดีเหลือเกิน ป้าขอให้เจ้ารุ่งเรืองและพบเจอแต่สิ่งดีๆ นะลูก หากวันหน้ามีสิ่งใดให้บ้านจางช่วยเหลือ เจ้าจงเอ่ยปากมาได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ"

ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจของเฉินอวี้ นางได้สร้างสายใยแห่งมิตรภาพและพันธมิตรที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่บ้านชิงซีขึ้นมาแล้ว

ทว่า เฉินอวี้หารู้ไม่ว่า โลกใบนี้มิได้มีเพียงมิตรแท้ที่คอยปรารถนาดี ข่าวลือเรื่องดรุณีอ้วนท้วนแห่งหมู่บ้านชิงซี ผู้ถูกถอนหมั้นอย่างอัปยศ แต่กลับขายผักประหลาดได้เงินก้อนโตถึงสองตำลึงเงิน ได้ติดปีกโบยบินไปเร็วกว่าสายลม บัดนี้... ข่าวลือนั้นได้ลอยไปเข้าหูของศัตรูตัวฉกาจ ผู้ซึ่งนั่งชูคออยู่บนหอคอยงาช้างในจวนตระกูลหลี่เข้าเสียแล้ว!

[โปรดติดตามตอนต่อไป: ข่าวลือและคำสบประมาท]