ตอนที่ 13

บทที่ 13: ข่าวลือและคำสบประมาท

ณ เรือนหลักของจวนตระกูลหลี่อันค่อนข้างโอ่อ่าในเมืองชิงเฟิง กลิ่นกำยานหอมกรุ่นลอยอวลไปทั่วห้อง ทว่าไม่อาจดับความร้อนรุ่มในใจของสตรีวัยกลางคนที่กำลังนั่งหน้าดำคล่ำเครียดอยู่บนตั่งไม้มะฮอกกานีได้

ปัง!

สวีซื่อกระแทกถ้วยชาเคลือบเคลือบใบงามลงบนโต๊ะจนน้ำชาสีอำพันกระฉอกหก ใบหน้าที่มักจะเชิดหยิ่งอยู่เสมอเวลานี้บิดเบี้ยวด้วยความเดือดดาล นางถลึงตาใส่สาวใช้ที่เพิ่งเข้ามารายงานข่าวลือจากลานตลาดสด

"เหลวไหลทั้งเพ! เจ้ากล้าเอาเรื่องไร้สาระพรรค์นี้มาหลอกข้าเชียวหรือ? นังหมูตอนอัปลักษณ์แซ่เฉินแห่งหมู่บ้านชิงซีนั่นนะหรือ จะปลูกผักวิเศษจนเถ้าแก่จ้าวแห่งโรงเตี๊ยมฟู่หลินยอมควักเงินตั้งสองตำลึงเงินเพื่อเหมาซื้อ! วันๆ มันเอาแต่กินแล้วก็นอนราวกับสุกรขุน สมองโง่งมเยี่ยงนั้น ต่อให้ขุดดินจนมือหักก็ไม่มีทางได้จับเงินก้อนโตปานนี้หรอก!"

"ฮูหยิน ข้าน้อยมิได้กล้าโป้ปดนะเจ้าคะ!" สาวใช้รีบคุกเข่าโขกศีรษะจนหน้าผากแดงเถือก "เรื่องนี้ลือกันให้แซ่ดไปทั่วทั้งตลาดชิงเฟิง ชาวบ้านนับร้อยต่างเห็นกับตาว่าเถ้าแก่จ้าวมอบก้อนเงินสีขาวเงินยวงให้นางจริงๆ ซ้ำนัง... เอ่อ แม่นางเฉินผู้นั้น ยังกว้านซื้อเนื้อหมูสิบชั่งและข้าวสารชั้นดีกลับไปเต็มคันรถลากเลยเจ้าค่ะ!"

"พอได้แล้ว!" เสียงทุ้มดังกังวานขึ้นจากหน้าประตู พร้อมกับร่างสูงโปร่งของหลี่เหวินปินในชุดบัณฑิตสีขาวสะอาดตาที่ก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่าผ่าเผย ทว่าคิ้วกระบี่กลับขมวดมุ่นจนแทบจะผูกเป็นปม เขาโบกมือไล่สาวใช้ให้ออกไปพ้นทาง ก่อนจะหันมาหามารดา

"ท่านแม่ ท่านจะไปลดตัวใส่ใจกับคำครหาของพวกชาวบ้านตลาดล่างทำไมกันขอรับ" หลี่เหวินปินแค่นเสียงหัวเราะเยาะในลำคอ แววตาแฝงไปด้วยความดูถูกเหยียดหยามอย่างลึกล้ำ "ต่อให้ข่าวลือนั่นจะเป็นจริง ต่อให้นังเฉินอวี้จะหาเงินได้ร้อยตำลึงหรือพันตำลึง แล้วอย่างไรเล่า? ในแผ่นดินนี้ บัณฑิตคือชนชั้นสูงสุดที่ผู้คนยกย่อง ส่วนพ่อค้าแม่ขายคือชนชั้นที่ต่ำต้อยที่สุด! นางก็เป็นได้แค่แม่ค้าหน้าเลือดที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายเหม็นคาวของเงินทอง ไร้ซึ่งเกียรติยศและศักดิ์ศรี ไม่มีวัน... และไม่มีทางที่จะนำมาเทียบเคียงกับตระกูลบัณฑิตผู้สูงส่งอย่างเราได้!"

สวีซื่อได้ยินถ้อยคำของบุตรชายก็คลี่ยิ้มออกมาได้ ความอึดอัดขัดเคืองในใจปลาสนาการไปสิ้น "จริงของเจ้า เหวินปินลูกแม่ สตรีที่ถูกพวกเราทิ้งเยี่ยงรองเท้าขาดๆ เช่นนาง คงเจ็บแค้นจนต้องดิ้นรนหาทางเรียกร้องความสนใจกระมัง หึ! อยากจะเป็นแม่ค้าเร่ขายของข้างถนนก็ปล่อยนางไปเถิด ยิ่งนางเกลือกกลั้วกับพวกพ่อค้ามากเท่าใด ก็ยิ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าตระกูลหลี่ของเราตัดสินใจถูกแล้วที่เขี่ยนางทิ้งไปเสียได้!"

"ถูกต้องแล้วขอรับ นางคงใช้เล่ห์เหลี่ยมหรือมารยาอันใดหลอกลวงเถ้าแก่จ้าวเป็นแน่ สตรีที่ไร้สิ้นยางอายเยี่ยงนั้น สักวันความจริงต้องปรากฏ และนางจะต้องพบกับจุดจบที่น่าสมเพช" หลี่เหวินปินสะบัดพัดจีบในมือ ท่วงท่าเย่อหยิ่งจองหองดุจพญาหงส์ที่กำลังทอดมองมดปลวกบนพื้นดิน

ในขณะที่สองแม่ลูกตระกูลหลี่ยังคงสาดเทคำดูถูกเหยียดหยามอยู่ในจวนอันสุขสบาย ณ ริมลำธารชิงซีในหมู่บ้าน กระแสลมแห่งการนินทาก็กำลังพัดโหมกระหน่ำไม่แพ้กัน

สตรีวัยกลางคนสามสี่คนกำลังนั่งซักผ้าและจับกลุ่มกระซิบกระซาบกันอย่างเมามัน

"นี่ พวกเจ้าได้ยินเรื่องนังอวี้บ้านตระกูลเฉินหรือไม่? ที่ว่ามันขายผักหน้าตาประหลาดได้เงินตั้งสองตำลึงน่ะ!"

"ได้ยินสิ! วันก่อนข้ายังเห็นมันลากรถหมูมันย่องกลับมาเต็มคัน แต่พวกเจ้าคิดว่ามันไม่แปลกไปหน่อยหรือ? สตรีที่วันๆ ขี้เกียจสันหลังยาว จู่ๆ จะปลูกผักล้ำค่าปานนั้นได้อย่างไร? ข้าได้ยินแม่ค้าจากเมืองชิงเฟิงเล่าว่า ผักนั่นใบสีเขียวปัดจนน่ากลัว ข้าว่านางต้องไปทำเรื่องบัดสี หรือไม่ก็แอบไปขโมยสมุนไพรมีพิษจากป่าลึกมาหลอกขายผู้อื่นเป็นแน่!"

"ชู่ว! เบาเสียงหน่อยสิ! แต่ข้าก็เห็นด้วยกับเจ้านะ หรือไม่นางอาจจะไปกราบไหว้ภูตผีปีศาจ ใช้มนต์ดำเสกผักพวกนั้นขึ้นมาก็ได้ ขืนใครกินเข้าไปมีหวังวิญญาณหลุดออกจากร่างแน่ๆ! ช่างน่ากลัวเสียนี่กระไร!"

ถ้อยคำนินทาที่เจือไปด้วยความอิจฉาริษยาและอคติอันมืดบอด ลอยตามสายลมไปกระทบโสตประสาทของร่างอวบอ้วนที่กำลังยืนหลบมุมอยู่หลังต้นหลิวริมลำธาร เฉินอวี้ที่ตั้งใจจะมาชำระล้างตะกร้าสาน ต้องหยุดชะงักฝ่าเท้าลง

มือที่จับหูตะกร้ากำแน่นจนข้อต่อขาวซีด ทว่าใบหน้าของนางกลับไม่มีร่องรอยของความโศกเศร้าหรือน้ำตาแม้แต่หยดเดียว กลับกัน นัยน์ตาของนางกลับทอประกายเย็นเยียบและลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความทะเยอทะยาน!

เฉินอวี้แค่นยิ้มหยันให้กับเงาของตนเองในผืนน้ำ 'หึ! ตระกูลบัณฑิตผู้สูงส่งงั้นหรือ? ชนชั้นพ่อค้าที่ต่ำต้อยงั้นหรือ? พวกชาวบ้านที่เอาแต่ริษยาจนหน้ามืดตามัว วันๆ เอาแต่พ่นวาจาสกปรกใส่ร้ายผู้อื่น นี่หรือคือผู้เจริญที่พวกเจ้ายกย่องนักหนา?'

ในโลกก่อน นางไต่เต้าจากเด็กกำพร้าผู้ยากไร้ ผ่านคำดูถูกเหยียดหยามมานับไม่ถ้วนจนก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในสายอาชีพ ความกดดันและคำสบประมาทเหล่านี้ มิอาจบดขยี้จิตวิญญาณของนางได้ ตรงกันข้าม มันกลับเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่โหมกระพือให้ไฟแห่งความมุ่งมั่นลุกโชนยิ่งกว่าเดิม!

'พวกเจ้าจงเบิกตาดูให้ดีเถิด หลี่เหวินปิน... สวีซื่อ... และชาวหมู่บ้านชิงซีทั้งหลาย! ข้า เฉินอวี้ จะใช้สองมือเปื้อนดินและกลิ่นอายเงินทองที่พวกเจ้าดูแคลนนี่แหละ สร้างอาณาจักรการเกษตรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดขึ้นมา! ข้าจะทำให้พวกเจ้าต้องแหงนหน้ามองข้าจนคอตั้งบ่า และต้องคุกเข่าอ้อนวอนขอเศษเสี้ยวความเมตตาจาก 'แม่ค้าตลาดล่าง' ผู้นี้ให้จงได้!'

ดรุณีร่างอวบหมุนตัวกลับหลังหัน ก้าวเดินอย่างมั่นคงและสง่างามมุ่งหน้ากลับสู่บ้านพักซอมซ่อของตน นางไม่เสียเวลาไปต่อล้อต่อเถียงกับพวกกบในกะลาเหล่านั้น เพราะนางรู้ดีว่า การตบหน้าคนตระกูลหลี่และพวกช่างนินทาให้เจ็บแสบที่สุด คือการประสบความสำเร็จจนพวกมันไม่อาจเอื้อมถึง!

เมื่อกลับถึงห้องพักที่เงียบสงบ เฉินอวี้ลงกลอนประตูแน่นหนา สติสัมปชัญญะของนางจมดิ่งเข้าสู่ 'มิติสวนสวรรค์' ทันที

บรรยากาศบริสุทธิ์และกลิ่นอายของดินดำปะทะเข้ากับใบหน้า ความเงียบสงบในมิติช่วยชะล้างความขุ่นมัวในจิตใจจนหมดสิ้น นางเดินไปทรุดกายลงนั่งริมบ่อน้ำพุวิญญาณ กวักน้ำใสสะอาดขึ้นลูบหน้าเพื่อเรียกความสดชื่น

"เสี่ยวเถียน เปิดหน้าต่างร้านค้าระบบ!" เฉินอวี้ออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด

[ติ๊ง! เปิดหน้าต่างร้านค้าแลกเปลี่ยนตามคำสั่งเจ้านาย!] เสียงสังเคราะห์ใสแจ๋วดังขึ้น พร้อมกับหน้าต่างโปร่งแสงที่ลอยเด่นอยู่เบื้องหน้า

เฉินอวี้กวาดสายตามองคะแนนหยาดเหงื่อที่เพิ่มขึ้นมาจากการทำฟาร์มและการออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงในช่วงที่ผ่านมา บัดนี้นางมีคะแนนสะสมมากพอที่จะก้าวข้ามจากการปลูกเพียงผักใบเขียว ไปสู่การเพาะปลูกพืชพรรณที่เป็นรากฐานสำคัญที่สุดของมนุษยชาติ!

นิ้วเรียวของนางเลื่อนไปหยุดอยู่ที่หมวด 'พืชผลหลัก' ดวงตาทอประกายวาววับเมื่อจ้องมองไปยังเมล็ดพันธุ์ชนิดหนึ่งที่ทอแสงสีแดงเรืองรอง รูปลักษณ์ของมันช่างงดงามและเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต

ในวินาทีที่ปลายนิ้วของนางกำลังจะกดแลกเปลี่ยนอยู่นั้นเอง หน้าต่างระบบพลันกะพริบถี่ๆ เป็นสีทองอร่าม พร้อมกับเสียงเตือนที่ดังกึกก้องไปทั่วทั้งมิติสวนสวรรค์!

[ติ๊ง! ตรวจพบความมุ่งมั่นและปณิธานอันแรงกล้าของเจ้านาย! ระบบขอทำการปลดล็อกเงื่อนไขพิเศษ...]

[โปรดติดตามตอนต่อไป: ปลูกข้าวไข่มุกแดง]