ตอนที่ 14

บทที่ 14: ปลูกข้าวไข่มุกแดง

[ติ๊ง! ตรวจพบความมุ่งมั่นและปณิธานอันแรงกล้าของเจ้านาย! ระบบขอทำการปลดล็อกเงื่อนไขพิเศษ แลกซื้อเมล็ดพันธุ์ 'ข้าวไข่มุกแดง' ในราคาลดพิเศษห้าสิบเปอร์เซ็นต์ จากเดิม 100 คะแนนหยาดเหงื่อ เหลือเพียง 50 คะแนนหยาดเหงื่อเท่านั้น!]

รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเฉินอวี้ "ยอดเยี่ยมมากเสี่ยวเถียน! ระบบนี้ถึงจะหน้าเลือดไปบ้าง แต่ก็ยังมีมุมใจดีอยู่เหมือนกัน" นางไม่รอช้า รีบกดปลายนิ้วลงบนปุ่มแลกเปลี่ยนที่ส่องแสงสีทองทันที

[ติ๊ง! แลกเปลี่ยนสำเร็จ หัก 50 คะแนนหยาดเหงื่อ ได้รับเมล็ดพันธุ์ 'ข้าวไข่มุกแดง' หนึ่งถุง!]

ถุงผ้ากระสอบขนาดกะทัดรัดร่วงหล่นลงมาบนฝ่ามือ เมื่อเปิดออกดูก็พบกับเมล็ดข้าวเปลือกสีแดงอมม่วงที่เปล่งประกายราวกับอัญมณีเม็ดเล็กๆ ตามข้อมูลในคลังความรู้ของระบบ ข้าวไข่มุกแดงนี้เป็นสายพันธุ์ข้าวกล้องโบราณที่หาได้ยากยิ่ง อุดมไปด้วยแร่ธาตุและเส้นใยอาหารชั้นสูง หากนำมาหุงต้มจะมีกลิ่นหอมกรุ่น รสชาติหนึบหนับเคี้ยวเพลิน และที่สำคัญที่สุดคือ มันสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลและลดไขมันสะสมในร่างกายได้อย่างชะงัดนัก!

'หากข้าสามารถปลูกผักหยกน้ำค้างควบคู่ไปกับข้าวไข่มุกแดงได้ อาณาจักรอาหารคลีนเพื่อสุขภาพของข้าก็จะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาจริงๆ' เฉินอวี้คิดในใจอย่างหมายมาด

ทว่า ปัญหาใหญ่ที่ตามมาก็คือ การปลูกข้าวมิใช่งานง่ายดายเหมือนการปลูกผักใบเขียว มันต้องใช้พื้นที่ราบลุ่ม มีน้ำขัง และต้องผ่านขั้นตอนการเตรียมดินที่ซับซ้อนกว่ามาก แม้ในมิติสวนสวรรค์จะมีดินดำอันอุดมสมบูรณ์ แต่พื้นที่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นที่ราบแห้ง นางจำเป็นต้องจำลองสภาพแวดล้อมของแปลงนาขึ้นมาใหม่ ซึ่งหมายถึงการต้องลงแรงขุดดิน พลิกหน้าดิน และทดน้ำจากบ่อน้ำพุวิญญาณเข้ามาหล่อเลี้ยง

สำหรับร่างกายที่ยังคงอวบอ้วนเทอะทะของนางในยามนี้ การขุดแปลงนาขนาดหนึ่งหมู่ด้วยตัวคนเดียวย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย อาจต้องใช้เวลาหลายวันแม้จะอยู่ในมิติที่เวลาเดินเร็วกว่าปกติก็ตาม

เช้าวันรุ่งขึ้น เฉินอวี้ตื่นขึ้นมาด้วยความมุ่งมั่น นางจัดการต้มข้าวต้มผสมเนื้อหมูสับบางส่วนเพื่อบำรุงกำลัง ก่อนจะเดินออกไปสำรวจพื้นที่ว่างเปล่าด้านหลังบ้าน ซึ่งเป็นที่ดินส่วนแบ่งอีกผืนหนึ่งของตระกูลเฉิน แม้จะรกร้างและเต็มไปด้วยวัชพืช แต่ก็มีข้อดีคืออยู่ใกล้กับลำธารชิงซี เหมาะสำหรับการทำเป็นแปลงนาทดลองในโลกภายนอก ควบคู่ไปกับการปลูกในมิติ

ขณะที่นางกำลังยืนจดๆ จ้องๆ คำนวณขนาดพื้นที่อยู่ในใจ เสียงฝีเท้าหนักๆ และเสียงถอนหายใจยาวก็ดังขึ้นจากด้านหลัง

"น้องอวี้... เจ้ามายืนทำอันใดอยู่ตรงนี้แต่เช้าตรู่ ผืนดินตรงนี้รกร้างมาหลายปี ดินแข็งราวกับหินผา ซ้ำยังมีหญ้าคาขึ้นรกชัฏ ไม่เหมาะแก่การปลูกผักหรอกนะ" จางต้าหนิวเดินเข้ามาใกล้ บนบ่ากว้างแบกจอบเล่มใหญ่เตรียมตัวจะไปทำงานที่นาของตน

เฉินอวี้หันกลับไปยิ้มให้ชายหนุ่ม "พี่ต้าหนิว ท่านมาพอดีเลย ข้าไม่ได้ตั้งใจจะปลูกผักหรอกเจ้าค่ะ แต่ข้า... กำลังคิดจะปลูกข้าวต่างหาก"

"ป... ปลูกข้าว!" จางต้าหนิวเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง "น้องอวี้ การทำนานั้นเหน็ดเหนื่อยแสนสาหัส ต้องไถหว่าน ดำนา ถอนหญ้า ร่างกายเจ้าเพิ่งจะฟื้นไข้ ซ้ำยัง... เอ่อ... ไม่เคยชินกับการกรำแดดกรำฝน จะทนไหวหรือ? อีกอย่าง ที่ดินตรงนี้ต้องใช้แรงวัวเทียมไถถึงจะพลิกหน้าดินได้ ข้าเกรงว่าเจ้าจะทนความลำบากไม่ไหวเอา"

"พี่ต้าหนิว ท่านประเมินข้าต่ำไปเสียแล้ว" เฉินอวี้หัวเราะเบาๆ "ข้าบอกท่านแล้วอย่างไรเล่า ว่าข้าจะไม่ยอมกลับไปเป็นสุกรขุนที่รอวันให้คนเชือดอีกต่อไป ความลำบากเพียงแค่นี้ ข้าทนได้! ทว่า... ข้าอาจจะต้องรบกวนขอคำแนะนำจากท่านเสียหน่อย เรื่องการกะระดับน้ำและทิศทางการทำคันนา ข้ายังอ่อนประสบการณ์นัก"

จางต้าหนิวมองเข้าไปในดวงตาที่มุ่งมั่นและเปล่งประกายเจิดจ้าของดรุณีเบื้องหน้า หัวใจของเขาพลันเต้นผิดจังหวะอีกครา ชายหนุ่มเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะทิ้งจอบในมือลงบนพื้นดินอย่างแรง

"ได้! ในเมื่อเจ้าตั้งใจมั่นถึงเพียงนี้ ข้าก็จะช่วยเจ้าเอง! เรื่องทำนา ขอให้ไว้ใจข้า จางต้าหนิวผู้นี้แหละจะเบิกแปลงนาผืนแรกให้เจ้าเอง!"

ไม่ต้องรอให้เฉินอวี้เอ่ยปากขอร้อง จางต้าหนิวก็ถกแขนเสื้อขึ้นจนเผยให้เห็นท่อนแขนล่ำสันที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม เขาลงมือถางหญ้าคาและวัชพืชที่สูงท่วมหัวอย่างว่องไวและทรงพลังราวกับเครื่องจักร พละกำลังของชายหนุ่มผู้นี้ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก เพียงไม่นาน ที่ดินรกร้างก็เริ่มเผยให้เห็นผิวดินเบื้องล่าง

เฉินอวี้ไม่ยอมแพ้ นางรีบวิ่งไปคว้าจอบเก่าๆ ของตนมาลงมือขุดพรวนดินช่วยเขา แม้เรี่ยวแรงจะสู้ไม่ได้ ทว่าท่วงท่าการลงจอบที่อาศัยแรงส่งจากแกนกลางลำตัว กลับทำให้นางทำงานได้ต่อเนื่องยาวนานกว่าที่จางต้าหนิวคาดคิดไว้มาก หยาดเหงื่อหยดแล้วหยดเล่าร่วงหล่นลงสู่ผืนดิน รดรินปณิธานอันแรงกล้าของทั้งสองหนุ่มสาว

แสงอาทิตย์ยามสายสาดส่องลงมาแผดเผา ทว่ากลับไม่อาจหยุดยั้งจังหวะการทำงานที่สอดประสานกันอย่างลงตัว จางต้าหนิวรับหน้าที่ขุดเปิดหน้าดินที่แข็งกระด้าง ส่วนเฉินอวี้คอยตามย่อยก้อนดินให้ร่วนซุย บางครั้งจอบของทั้งสองก็บังเอิญกระทบกัน เกิดเป็นเสียงโลหะกังวานใส ชายหนุ่มจะเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มเก้อเขินมาให้ ส่วนนางก็จะยิ้มตอบด้วยความจริงใจ รอยยิ้มที่เปื้อนคราบโคลนและหยาดเหงื่อนั้น กลับดูงดงามและบริสุทธิ์ยิ่งกว่าเครื่องประดับล้ำค่าใดๆ

"น้องอวี้ เจ้าเหนื่อยหรือไม่ ไปพักดื่มน้ำใต้ร่มไม้ก่อนเถิด ทางนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเอง" จางต้าหนิวเอ่ยด้วยความเป็นห่วง เมื่อเห็นว่าใบหน้าอวบอิ่มของนางแดงก่ำจากการตากแดด

"ข้ายังไหวเจ้าค่ะ พี่ต้าหนิวต่างหากที่ทำงานหนักกว่าข้าหลายเท่านัก" เฉินอวี้ส่ายหน้าปฏิเสธ นางยกหลังมือขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผาก "ข้าอยากเห็นแปลงนานี้สำเร็จเป็นรูปเป็นร่างโดยเร็ว ข้าวพันธุ์นี้ของข้า เป็นข้าววิเศษเชียวนะเจ้าคะ หากปลูกสำเร็จ พวกเราจะได้กินข้าวที่อร่อยที่สุดในแผ่นดิน!"

คำว่า 'พวกเรา' ที่หลุดออกจากปากนางโดยไม่ตั้งใจ ทำเอาหัวใจของจางต้าหนิวพองโตจนคับอก พละกำลังที่คล้ายจะหดหายพลันกลับมาเต็มเปี่ยมอีกครั้ง เขาลงจอบสับดินอย่างขะมักเขม้น ราวกับจะพลิกแผ่นดินทั้งผืนให้สตรีตรงหน้าได้สมปรารถนา

เวลาล่วงเลยผ่านไปหลายชั่วยาม ในที่สุด พื้นที่รกร้างก็ถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นแปลงนาขนาดย่อมที่ขุดคันนาล้อมรอบอย่างเป็นระเบียบ จางต้าหนิวจัดการขุดร่องน้ำเชื่อมต่อกับลำธารชิงซี ปล่อยให้น้ำใสเย็นไหลรินเข้ามาหล่อเลี้ยงผืนดินที่แห้งผากจนชุ่มฉ่ำ

เฉินอวี้ยืนมองแปลงนาเบื้องหน้าด้วยความภาคภูมิใจ นางล้วงเอาเมล็ดพันธุ์ข้าวไข่มุกแดงที่ซุกซ่อนไว้ออกมา

"เอาล่ะ ถึงเวลาหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังแล้ว!"

นางเดินลุยลงไปในโคลนตมที่เย็นเฉียบอย่างไม่รังเกียจ กอบเมล็ดข้าวสีแดงเรืองรองขึ้นมา แล้วค่อยๆ หว่านกระจายลงบนผิวน้ำอย่างเบามือ เมล็ดข้าวไข่มุกแดงค่อยๆ จมดิ่งลงสู่ผืนดินตม ซึมซับความชุ่มชื้นและเตรียมพร้อมที่จะหยั่งรากเติบโต

ขณะที่เฉินอวี้กำลังก้าวถอยหลังเพื่อหว่านเมล็ดข้าวในจุดถัดไป เท้าของนางบังเอิญเหยียบเข้ากับก้อนหินลื่นๆ ใต้น้ำ ร่างอวบอ้วนเสียหลักลื่นไถลหงายหลังกำลังจะล้มตึงลงไปในปลักโคลน!

"ว้าย!"

"น้องอวี้! ระวัง!"

จางต้าหนิวร้องเสียงหลง ร่างสูงใหญ่พุ่งพรวดเข้ามาด้วยความเร็วเหนือแสง วงแขนแกร่งตวัดโอบรอบเอวอวบของนางไว้ได้อย่างฉิวเฉียด รั้งร่างของเฉินอวี้ให้เข้ามาปะทะกับแผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามและหยาดเหงื่อของตนเอง!

[โปรดติดตามตอนต่อไป: ร่างกายที่เปลี่ยนไป]