ตอนที่ 15
บทที่ 15: ร่างกายที่เปลี่ยนไป
ร่างอวบอ้วนของเฉินอวี้กระแทกเข้ากับแผงอกกว้างของจางต้าหนิวอย่างจัง ทว่าแทนที่จะเป็นความรู้สึกแข็งกระด้างราวกับชนกำแพงหิน นางกลับสัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อที่ยืดหยุ่นและอบอุ่น ลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดเหนือศีรษะเจือไปด้วยกลิ่นเหงื่อบุรุษเพศและไอดิน กลิ่นอายดิบเถื่อนทว่าบริสุทธิ์ใจนี้ ทำให้ก้อนเนื้อในอกซ้ายของอดีตเทรนเนอร์สาวผู้ด้านชาเรื่องความรัก เต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ
"น... น้องอวี้ เจ้าเป็นอันใดหรือไม่! บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?" จางต้าหนิวละล่ำละลักถาม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก แขนแกร่งยังคงโอบรัดเอวของนางไว้แน่น ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือ นางจะหลุดลอยหายไป
เฉินอวี้ได้สติ รีบยันตัวออกจากอ้อมกอดของชายหนุ่ม ใบหน้าอวบอิ่มขึ้นสีเรื่อเล็กน้อยอย่างไม่อาจควบคุม "ข... ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ พี่ต้าหนิว ขอบคุณท่านมาก หากไม่ได้ท่าน ข้าคงลงไปนอนคลุกโคลนเป็นเพื่อนกบเขียดในนาแล้วแน่ๆ"
จางต้าหนิวเห็นหน้านางแดงก่ำ ก็พานให้ใบหน้าคร้ามแดดของตนแดงซ่านตามไปด้วย เขารีบปล่อยมือและถอยหลังไปครึ่งก้าว เกาหลังศีรษะแก้เกี้ยว "ม... ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ดินโคลนมันลื่น เจ้าต้องระวังให้มาก"
แม้จะพยายามทำตัวให้เป็นปกติ ทว่าในใจของจางต้าหนิวกลับเกิดระลอกคลื่นแห่งความประหลาดใจ เมื่อครู่ที่เขารับร่างของนางไว้ เขาสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อผ้าฝ้ายตัวเก่า แม้น้ำหนักตัวของนางจะยังคงหนักอึ้งดุจเดิม ทว่าเนื้อหนังที่เคยนิ่มเหลวราวกับเต้าหู้เละๆ กลับเริ่มมีความตึงกระชับขึ้น ซ้ำปฏิกิริยาตอบสนองของนางยามที่เสียหลัก ก็รวดเร็วและพยายามจัดระเบียบร่างกายไม่ให้ล้มฟาดอย่างรุนแรง ซึ่งผิดวิสัยของคนอ้วนฉุทั่วไปที่มักจะล้มตึงลงไปทั้งตัวอย่างไร้การควบคุม
'น้องอวี้... ดูเปลี่ยนไปมากจริงๆ' จางต้าหนิวลอบมองดรุณีที่กำลังก้มหน้าก้มตาหว่านเมล็ดข้าวต่อด้วยสายตาชื่นชม
เฉินอวี้พยายามสลัดความรู้สึกขัดเขินทิ้งไป นางจดจ่อกับการหว่านเมล็ดพันธุ์จนเสร็จสิ้น เมื่อก้าวขึ้นมาจากแปลงนาและล้างโคลนออกจากขา เสียงแจ้งเตือนจากระบบที่รอคอยก็ดังกังวานขึ้นในหัว
[ติ๊ง! ตรวจพบการทำงานหนักและการเผาผลาญพลังงานอย่างต่อเนื่อง! ระบบทำการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการฝึกฝนร่างกาย...]
[ขอแสดงความยินดีเจ้านาย! ค่าความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น 15% ค่าความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น 10% และปริมาณไขมันสะสมลดลง 5%! แม้น้ำหนักโดยรวมจะยังไม่ลดลงมากนัก ทว่ามวลกล้ามเนื้อได้เข้าไปแทนที่ไขมันเลวบางส่วนแล้ว ทำให้ร่างกายมีความคล่องแคล่วและทนทานต่อความเหนื่อยล้าได้ดียิ่งขึ้นขอรับ!]
เฉินอวี้ลอบยิ้มกว้างในใจ ผลลัพธ์นี้เป็นไปตามทฤษฎีการออกกำลังกายที่นางเชี่ยวชาญทุกประการ ในช่วงแรกของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม น้ำหนักบนตาชั่งอาจจะไม่ขยับเขยื้อน ทว่าสัดส่วนและความกระชับของกล้ามเนื้อคือตัวชี้วัดที่แท้จริง!
[และเพื่อเป็นรางวัลสำหรับความมุมานะอันยอดเยี่ยม ระบบขอมอบ 'น้ำอมฤตฟื้นฟู' ระดับเริ่มต้น จำนวนหนึ่งขวดขอรับ!]
สิ้นเสียงประกาศ ขวดกระเบื้องเคลือบสีขาวใบจิ๋วก็ปรากฏขึ้นในมิติสวนสวรรค์ เฉินอวี้ทราบดีว่าของสิ่งนี้ต้องมีสรรพคุณล้ำเลิศ นางจึงตัดสินใจจะเก็บไว้ใช้ในยามจำเป็น
"พี่ต้าหนิว วันนี้เหนื่อยท่านมากแล้ว กลับไปพักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ ข้าเองก็จะไปจัดการเรื่องอาหารการกินเสียหน่อย" เฉินอวี้เอ่ยปากชวนชายหนุ่มกลับ เมื่อเห็นว่าแดดเริ่มแรงขึ้น
"ได้สิ แต่พรุ่งนี้เช้า ข้าจะมาช่วยเจ้าดูระดับน้ำในนานะ ข้าวที่เพิ่งหว่านต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด" จางต้าหนิวตอบรับอย่างแข็งขัน ก่อนจะแบกจอบเดินแยกกลับไปที่บ้านของตน
เมื่ออยู่เพียงลำพัง เฉินอวี้ก็เริ่มต้นกระบวนการทำ 'อาหารคลีน' อย่างจริงจัง นางนำเนื้อหมูแดงที่ซื้อมาไปแล่เป็นชิ้นบางๆ หมักด้วยเกลือและสมุนไพรรากดินเหลืองเล็กน้อย นำไปย่างบนเตาถ่านไฟอ่อนๆ จนสุกหอม รีดไขมันส่วนเกินออกจนหมด กินคู่กับข้าวต้มผสมเนื้อหมูที่เหลือจากมื้อเช้า และผักหยกน้ำค้างลวกสุก แม้จะไร้ซึ่งเครื่องปรุงรสจัดจ้านเยี่ยงอาหารทั่วไป ทว่าความสดใหม่และปราณวิญญาณที่แฝงอยู่ในวัตถุดิบ กลับทำให้อาหารมื้อนี้เลิศรสยิ่งกว่าหูฉลามรังนกเสียอีก!
หลายวันผ่านไป กิจวัตรประจำวันของเฉินอวี้ดำเนินไปอย่างมีระเบียบวินัย เช้าตรู่นางจะเข้าไปดูแลมิติสวนสวรรค์ ออกกำลังกาย และดื่มน้ำพุวิญญาณ สายๆ ก็ออกมาดูแลแปลงนาข้าวไข่มุกแดงร่วมกับจางต้าหนิว ตกบ่ายก็ทดลองทำเมนูอาหารสุขภาพใหม่ๆ จากวัตถุดิบที่หาได้
ความเปลี่ยนแปลงของนางปรากฏชัดเจนขึ้นทุกวัน ผิวพรรณที่เคยหยาบกร้านและหมองคล้ำ บัดนี้เริ่มเปล่งปลั่งและมีเลือดฝาด แก้มที่อูมยุ้ยเริ่มยุบลงจนเห็นโครงหน้าที่แท้จริง ซึ่งซ่อนความจิ้มลิ้มพริ้มเพราไว้ไม่น้อย ท่วงท่าการเดินที่เคยอุ้ยอ้ายและเชื่องช้า กลายเป็นความทะมัดทะแมงและกระฉับกระเฉง แม้แต่หลี่ซื่อที่คอยจับผิดอยู่ตลอดยังต้องลอบกลืนน้ำลายด้วยความริษยา เมื่อเห็นว่าน้องสามีอัปลักษณ์กำลังดูดีขึ้นผิดหูผิดตา!
ทว่า ในขณะที่ชีวิตของเฉินอวี้กำลังดำเนินไปในทิศทางที่ดี ณ โรงเตี๊ยมฟู่หลินใจกลางเมืองชิงเฟิง ความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ที่เกิดจาก 'ผักหยกน้ำค้าง' ของนาง ก็กำลังสร้างพายุลูกใหญ่ในวงการอาหาร!
เถ้าแก่จ้าวยืนเอามือไพล่หลังมองดูความวุ่นวายภายในโรงเตี๊ยมของตนด้วยรอยยิ้มกว้างจนแก้มปริ บัดนี้ โต๊ะทุกตัวเนืองแน่นไปด้วยลูกค้าเศรษฐีและเศรษฐีท้องถิ่น ที่ต่างมาเฝ้ารอเพื่อลิ้มลองเมนูใหม่ล่าสุดที่สร้างเสียงฮือฮาไปทั่วเมือง
"เถ้าแก่! ผัดผักหยกน้ำค้างสวรรค์ของข้าได้หรือยัง! ข้ารอมาครึ่งชั่วยามแล้วนะ!" เศรษฐีร่างอ้วนผู้หนึ่งตะโกนเร่งเร้า
"ได้แล้วขอรับๆ! ร้อนๆ จากเตาเลยขอรับ!" หลงจู๊รีบยกจานกระเบื้องเคลือบใบใหญ่มาเสิร์ฟ
ทันทีที่ฝาครอบถูกเปิดออก กลิ่นหอมหวานปานน้ำผึ้งผสมผสานกับกลิ่นกระเทียมเจียวบางเบา ก็กำจายไปทั่วทั้งชั้น ผักใบสีเขียวมรกตที่ถูกผัดจนสุกกำลังดี ยังคงความเงางามและเต่งตึงไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ไร้ซึ่งรอยเหี่ยวเฉาหรือสีสันที่หมองลงดั่งเช่นผักทั่วไป
เศรษฐีผู้นั้นรีบคีบผักเข้าปาก เพียงแค่เคี้ยวกร้วมแรก ดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง รสชาติความหวานบริสุทธิ์และกรอบอร่อยที่ระเบิดออกในช่องปาก ทำเอาเขาแทบจะลืมกลืน! ซ้ำยังรู้สึกถึงความเย็นซ่านที่ไหลลงไปชโลมลำคอ ทำให้ร่างกายที่อ่อนล้าจากการตรากตรำทำงานพลันกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันตาเห็น!
"สวรรค์! อร่อย! เลิศรสยิ่งนัก! ข้าไม่เคยพานพบเมนูผักที่วิเศษปานนี้มาก่อน!"
เสียงอุทานชื่นชมดังขึ้นจากทุกโต๊ะที่ได้ลิ้มลอง เมนู 'ผัดผักหยกน้ำค้างสวรรค์' กลายเป็นเพชรเม็ดงามที่ดึงดูดผู้คนให้หลั่งไหลมายังโรงเตี๊ยมฟู่หลินราวกับสายน้ำ เถ้าแก่จ้าวลูบเคราตัวเองอย่างพึงพอใจ 'แม่นางเฉินผู้นั้น ช่างเป็นเทพธิดาแห่งโชคลาภของข้าโดยแท้! ข้าต้องรีบไปตกลงทำการค้าผูกขาดกับนางเสียแต่เนิ่นๆ มิเช่นนั้น หากมีผู้ใดล่วงรู้แหล่งที่มา ข้าคงต้องเสียของวิเศษนี้ไปเป็นแน่!'
คิดได้ดังนั้น เถ้าแก่จ้าวก็รีบสั่งการให้หลงจู๊เตรียมรถม้าและของกำนัลล้ำค่า มุ่งหน้าสู่หมู่บ้านชิงซีในทันที!
[โปรดติดตามตอนต่อไป: เมนูใหม่ของโรงเตี๊ยม]