ตอนที่ 18

บทที่ 18: แผนร้ายของเถ้าแก่เนี้ยอู๋

สายลมยามบ่ายพัดเอาฝุ่นดินคลุ้งขึ้นเป็นสาย เถ้าแก่เนี้ยอู๋ยืนหลบมุมอยู่หลังต้นอู๋ถงใหญ่ริมทางเข้าหมู่บ้าน นัยน์ตาเรียวเล็กราวกับงูพิษของนางจ้องเขม็งไปยังฝุ่นควันที่ลอยตามหลังรถม้าของเถ้าแก่จ้าว ริมฝีปากที่ทาชาดสีแดงสดบิดเบี้ยวด้วยความริษยาจนแทบจะฉีกขาด

นางเดินกระทืบเท้ากลับไปที่เรือนของตนทางท้ายตลาดเมืองด้วยอารมณ์ที่เดือดดาล เมื่อผลักประตูไม้บานเก่าเข้าไป สายตาก็ปะทะเข้ากับแปลงผักขนาดย่อมที่นางสั่งให้บ่าวไพร่ถางหญ้าและทดลองปลูกผักกาดเขียวเลียนแบบเฉินอวี้ ทว่าสิ่งที่ปรากฏตรงหน้ากลับเป็นเพียงต้นผักแคระแกร็น ใบสีเหลืองซีดเซียว ซ้ำยังมีรอยแมลงกัดกินจนแหว่งวิ่นประดุจผ้าขี้ริ้ว นางก้าวอาดๆ เข้าไปเด็ดใบผักกาดต้นหนึ่งขึ้นมายัดใส่ปาก เพียงแค่เคี้ยวไปคำเดียว รสชาติขมฝาดและสากลิ้นก็แผ่ซ่านจนนางต้องถ่มทิ้งลงพื้นอย่างรังเกียจ

"ถุย! ผักพรรค์นี้จะเอาไปขายให้สุนัขที่ไหนกิน!" เถ้าแก่เนี้ยอู๋ตวาดลั่น บ่าวไพร่ในเรือนต่างพากันก้มหน้าหดคอด้วยความหวาดกลัว นางพยายามสืบหาวิธีการเพาะปลูกของนังเด็กเมื่อวานซืนนั่นมาตลอดหลายวัน ทั้งรดน้ำพรวนดิน ซื้อปุ๋ยคอกราคาแพงมาบำรุง แต่ผลผลิตที่ได้กลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ผักของเฉินอวี้ทั้งกรอบหวาน อวบน้ำ และใบเขียวชอุ่มน่ารับประทาน ทว่าของนางกลับเป็นเพียงเศษวัชพืชไร้ราคา

ในเมื่อแข่งกันด้วยฝีมือไม่ได้ นางก็จะไม่สนวิธีการอีกต่อไป! ธุรกิจค้าผักในตัวเมืองเดิมทีเป็นของนาง นางจะไม่ยอมให้นังเด็กสิ้นคิดที่เพิ่งฟื้นไข้มาแย่งชามข้าวไปเด็ดขาด

ตัดกลับมาที่เรือนสกุลเฉิน แสงตะวันเริ่มคล้อยต่ำลงทุกขณะ เฉินอวี้กำลังนั่งคำนวณรายรับรายจ่ายอยู่บนแคร่ไม้ไผ่หน้าเรือน นิ้วเรียวขีดเขียนบนแผ่นไม้กระดานอย่างขะมักเขม้น การที่เถ้าแก่จ้าวต้องการผักถึงวันละยี่สิบชั่ง หมายความว่านางต้องใช้พื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อยสามเท่าตัว แม้ว่ามิติสวนสวรรค์ของนางจะช่วยเร่งการเจริญเติบโตได้ แต่หากนำผลผลิตออกมามากเกินไปโดยไม่มีแปลงผักภายนอกตบตาผู้คน ความลับอันยิ่งใหญ่นี้ย่อมถูกเปิดเผย

นางรู้ดีว่าการกระทำของนางในวันนี้ได้สร้างความตื่นตัวให้กับหลายฝ่าย ไม่เพียงแต่หลี่ซื่อที่จ้องจะฮุบที่ดิน แต่สายตาที่เต็มไปด้วยความริษยาจากภายนอกหมู่บ้านก็เริ่มจับจ้องมาเช่นกัน นี่คือบททดสอบแรกของการก้าวเข้าสู่เส้นทางสายการค้าอย่างเต็มตัว การประจันหน้ากับคู่แข่งที่พร้อมจะเล่นสกปรกเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เฉินอวี้ถอนหายใจยาว ก่อนจะลุกขึ้นไปตักน้ำจากบ่อมารดแปลงผักที่นางทะนุถนอมราวกับดวงใจโดยไม่รู้เลยว่า ภัยร้ายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้กว่าที่คิด

ยามโหย่ว ณ ตรอกแคบๆ หลังโรงเตี๊ยมจินไหลในตัวเมือง เถ้าแก่เนี้ยอู๋ยืนกอดอกอยู่ท่ามกลางความสลัวของแสงโคมไฟที่ส่องลอดมาจากถนนใหญ่ เบื้องหน้าของนางคือชายฉกรรจ์สามคนที่มีใบหน้าเหี้ยมเกรียม รอยแผลเป็นและรอยสักบนท่อนแขนบ่งบอกถึงอาชีพที่พวกมันทำเป็นประจำ

"นี่คือเงินมัดจำห้าตำลึง" เถ้าแก่เนี้ยอู๋โยนถุงผ้าใบเล็กที่มีเสียงเหรียญกระทบกันดังกังวานลงบนโต๊ะไม้ผุพัง "งานของพวกเจ้าคือไปที่หมู่บ้านชิงซี คืนนี้... ทำลายแปลงผักหลังเรือนของนังเด็กเฉินอวี้ให้ราบคาบ ถอนรากถอนโคนอย่าให้เหลือแม้แต่ต้นเดียว ทุบรั้วให้พังพินาศ หากทำสำเร็จ พรุ่งนี้มารับอีกห้าตำลึงที่เหลือ"

อาเปียว หัวหน้าอันธพาลที่มีรอยแผลเป็นทางยาวพาดผ่านคิ้วคว้าถุงเงินมาเปิดดูด้วยความโลภ ก่อนจะแสยะยิ้มกว้าง "แค่ถอนผักของสตรีตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ เถ้าแก่เนี้ยโปรดวางใจ พวกข้าจะทำให้มันไม่เหลือแม้แต่เศษใบไม้ให้ดูต่างหน้า"

ทว่าหนึ่งในลูกน้องที่ยืนอยู่ด้านหลังขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยกระซิบขึ้นว่า "ลูกพี่เปียว หมู่บ้านชิงซี... นั่นมันถิ่นของเจ้าหนุ่มหน้าโง่ที่ชื่อ 'ต้าหนิว' ไม่ใช่หรือขอรับ ข้าจำได้ว่าตอนที่มันเข้าเมืองมารับจ้างแบกหาม มันเคยทุ่มหินก้อนเบ้อเริ่มด้วยมือเปล่า หากเราไปส่งเสียงดังแถวนั้นแล้วกวนเวลานอนของมัน..."

"ถุย! เจ้าจะไปกลัวอะไรกับไอ้โง่นั่น!" อาเปียวถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างไม่แยแส "บ้านของนังเด็กนั่นอยู่ห่างจากตัวหมู่บ้านออกไปทางท้ายรอยต่อชายป่า ดึกดื่นค่อนคืนป่านนี้ ไอ้หน้าโง่นั่นคงหลับลึกเป็นสุนัขตายไปแล้ว พวกเราทำงานเงียบๆ ใช้เวลาเพียงไม่กี่เค่อก็หนีออกมาได้แล้ว ใครจะไปรู้เห็น!"

พวกมันหัวเราะร่วนลามปามไปถึงความโชคร้ายของแม่หนูสกุลเฉิน โดยไม่รู้ตัวเลยว่า บทสนทนาดังกล่าวได้ลอยไปเข้าหูของชายร่างสูงใหญ่ที่กำลังนั่งกินหมั่นโถวเงียบๆ อยู่ในมุมมืดของหลังคาตรอกฝั่งตรงข้าม นัยน์ตาดุดันใต้คิ้วหนาเข้มวาวโรจน์ขึ้นท่ามกลางความมืด

ยามจื่อ รัตติกาลแผ่คลุมลงมาอย่างสมบูรณ์แบบ เมฆดำทะมึนเคลื่อนตัวเข้าบดบังแสงจันทร์จนมิด ราวกับสวรรค์กำลังเป็นใจให้กับผู้ที่คิดกระทำการชั่วร้าย

อากาศเย็นเยียบในยามค่ำคืนพัดผ่านทิวไผ่หลังเรือนสกุลเฉินจนเกิดเสียงเสียดสีน่าขนลุก เงาดำสามสายลอบเร้นกายผ่านพงหญ้าสูงชัน มุ่งหน้าตรงไปยังแปลงผักอันอุดมสมบูรณ์ที่เฉินอวี้เพียรพยายามสร้างขึ้นมา พวกมันแต่ละคนในมือถือทั้งจอบและท่อนไม้ขนาดพอดีมือ ดวงตาของพวกมันวาวโรจน์ไปด้วยความละโมบเมื่อนึกถึงเงินรางวัลอีกห้าตำลึงที่รออยู่

"นั่นไงแปลงผักของมัน โห... ดูความอวบอ้วนของผักพวกนี้สิ มิน่าล่ะเถ้าแก่เนี้ยถึงได้เต้นเป็นเจ้าเข้า" อาเปียวพึมพำเสียงแผ่ว พลางกระชับจอบในมือแน่น

"ลงมือเลยไหมลูกพี่?" ลูกน้องอีกคนถามด้วยความฮึกเหิม

"ทำลายให้หมด! อย่าให้เหลือแม้แต่รากเดียว!"

สิ้นเสียงคำรามต่ำ อาเปียวเงื้อจอบในมือขึ้นสุดแขน หมายจะสับลงบนต้นผักกาดที่สวยงามที่สุดตรงหน้า ทว่าในวินาทีที่คมจอบกำลังจะสัมผัสกับผืนดินนั้นเอง...

ฟึ่บ! หมับ!

มือหนาใหญ่ราวกับคีมเหล็กพุ่งพรวดออกมาจากความมืดมิดด้านข้าง คว้าหมับเข้าที่ด้ามจอบของอาเปียวเอาไว้แน่นจนไม่อาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่ชุ่นเดียว!

แรงมหาศาลที่ส่งผ่านมาทางด้ามไม้ทำเอาแขนของหัวหน้าอันธพาลถึงกับชาหนึบ พวกมันทั้งสามเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อเมฆดำเคลื่อนตัวออก เผยให้เห็นแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมากระทบเงาร่างสูงตระหง่านราวกับหมีภูเขาที่ยืนขวางหน้าแปลงผักเอาไว้!

[โปรดติดตามตอนต่อไป: ผู้พิทักษ์ยามค่ำคืน]