ตอนที่ 19
บทที่ 19: ผู้พิทักษ์ยามค่ำคืน
"ปล่อยโว้ย! แกเป็นใครวะ!" อาเปียวสบถลั่น พยายามออกแรงกระชากด้ามจอบกลับคืน ทว่าด้ามไม้ในมือกลับนิ่งสนิทราวกับถูกตรึงไว้ด้วยหินผานับหมื่นชั่ง
เมื่อเมฆดำเคลื่อนตัวผ่านพ้นดวงจันทร์ แสงสีเงินยวงก็สาดส่องลงมากระทบใบหน้าคมเข้มของบุรุษหนุ่มร่างกำยำ จางต้าหนิวยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าแปลงผัก นัยน์ตาที่มักจะซื่อสัตย์และอ่อนโยนอยู่เสมอ บัดนี้กลับวาวโรจน์ไปด้วยโทสะดุดันประดุจพยัคฆ์ร้ายที่กำลังปกป้องอาณาเขต
"ผู้ใดกล้าแตะต้องหยาดเหงื่อแรงกายของอวี้เอ๋อร์ มันผู้นั้นต้องข้ามศพข้าไปก่อน!" เสียงทุ้มต่ำตวาดก้องกังวานในความมืด พร้อมกับฝ่ามือหนาที่ออกแรงบีบด้ามจอบจนเกิดเสียงไม้ลั่นเปรี๊ยะ ก่อนจะหักสะบั้นลงคามืออย่างง่ายดายราวกับหักกิ่งไม้แห้ง
อาเปียวเบิกตากว้างด้วยความหวาดหวั่น ถอยกรูดไปด้านหลังหลายก้าว "ทะ... ที่แท้ก็เจ้าคนแซ่จาง! พวกเรามีตั้งสามคน รุมมันเลย!" มันหันไปตะคอกสั่งสมุนอีกสองคนที่ยืนตัวสั่นอยู่ด้านหลัง
อันธพาลทั้งสองแม้จะหวาดกลัวพละกำลังของจางต้าหนิว ทว่าเมื่อนึกถึงเงินรางวัลที่รออยู่จึงกัดฟันกระชับท่อนไม้ในมือ พุ่งปราดเข้าใส่ชายหนุ่มจากทั้งซ้ายและขวา ทว่าจางต้าหนิวหาได้สะทกสะท้านไม่ เขาเบี่ยงกายหลบคมไม้ของคนทางซ้ายด้วยความว่องไวที่ขัดกับรูปร่างใหญ่โต ก่อนจะตวัดขาท่อนซุงเตะกวาดเข้าที่ข้อพับเข่าของมันอย่างจัง
"โอ๊ย!" เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นพร้อมกับร่างของอันธพาลที่ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น คลุกฝุ่นดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด
สมุนอีกคนเห็นท่าไม่ดีหมายจะเงื้อไม้ฟาดเข้าที่กลางหลัง ทว่าจางต้าหนิวหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้า มือใหญ่คว้าหมับเข้าที่คอเสื้อของมัน แล้วออกแรงยกร่างที่หนักนับร้อยชั่งขึ้นลอยเหนือพื้นดิน ก่อนจะทุ่มลงกระแทกกับพื้นดินอย่างแรงจนฝุ่นคลุ้ง
"อั่ก!" อันธพาลเคราะห์ร้ายกระอักน้ำลายออกมา จุกจนร้องไม่ออก ได้แต่นอนงอตัวเป็นกุ้งฝอย
อาเปียวเห็นลูกน้องล้มพับไปในพริบตาเดียวก็ใจฝ่อ ขาทั้งสองข้างสั่นเทาจนก้าวไม่ออก มันเพิ่งตระหนักได้ในวินาทีนี้เองว่า คำเตือนของลูกน้องที่บอกว่าบุรุษผู้นี้สามารถทุ่มหินก้อนใหญ่ด้วยมือเปล่านั้นหาใช่คำพูดเกินจริงไม่ จางต้าหนิวก้าวอาดๆ เข้ามาหา อาเปียวทิ้งเศษด้ามจอบในมือลงพื้น ยกมือขึ้นไหว้ปลกๆ
"พี่ชายจาง! ขะ... ข้าน้อยมีตาหามีแววไม่ โปรดไว้ชีวิตข้าน้อยด้วยเถิด!"
ภายในเรือนสกุลเฉิน เฉินอวี้ที่กำลังหลับสนิทสะดุ้งตื่นขึ้นเพราะเสียงเอะอะโวยวายและเสียงของหนักกระแทกพื้นจากทางหลังเรือน นางรีบคว้าเสื้อคลุมมาสวมทับอย่างลวกๆ มือดึงเคียวเกี่ยวข้าวที่ซ่อนไว้ใต้เตียงออกมาเป็นอาวุธป้องกันตัว ก่อนจะค่อยๆ แง้มประตูเรือนออกไปดูด้วยความระแวดระวัง
ทว่าภาพที่ปรากฏแก่สายตากลับทำให้นางต้องชะงักงัน
ท่ามกลางแสงจันทร์สลัว ร่างสูงใหญ่ของจางต้าหนิวยืนหยัดตระหง่านดั่งขุนเขาที่ไม่อาจสั่นคลอน เบื้องล่างของเขาคือชายฉกรรจ์สามคนที่นอนครางโอดโอยด้วยสภาพสะบักสะบอม แปลงผักที่นางทุ่มเทแรงกายแรงใจดูแลรักษา ยังคงปลอดภัยไร้รอยขีดข่วนแม้แต่ใบเดียว
"พี่ต้าหนิว..." เฉินอวี้หลุดปากเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ความรู้สึกหลากหลายประดังประเดเข้ามาในอก ทั้งตกใจ ประหลาดใจ และที่สำคัญที่สุด... คือความอบอุ่นที่ซึมซาบเข้าสู่ขั้วหัวใจ ตั้งแต่ทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้ นางมักจะยืนหยัดต่อสู้ด้วยตนเองมาตลอด การมีใครสักคนเอาตัวเข้าแลกเพื่อปกป้องนางโดยไม่หวังผลตอบแทนเช่นนี้ ทำให้นางรู้สึกตื้นตันจนขอบตาร้อนผ่าว
จางต้าหนิวได้ยินเสียงเรียกจึงหันขวับมามอง เมื่อเห็นว่าเป็นเฉินอวี้ แววตาดุดันอำมหิตเมื่อครู่ก็พลันมลายหายไป สบประสานเข้ากับความอ่อนโยนและห่วงใยอย่างปิดไม่มิด เขาละความสนใจจากพวกอันธพาล รีบก้าวยาวๆ เข้ามาหานาง
"อวี้เอ๋อร์ เจ้าออกมาทำไม ลมหนาวพัดแรงนัก ประเดี๋ยวก็จับไข้ขึ้นมาอีกหรอก" ชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรน พลางถอดเสื้อคลุมตัวนอกที่หยาบหนาของตนออก คลุมทับลงบนไหล่บอบบางของหญิงสาวอย่างเบามือ
"ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรเจ้าคะ ดึกดื่นป่านนี้แล้ว ซ้ำยัง... คนพวกนี้อีก" เฉินอวี้เงยหน้ามองบุรุษตรงหน้า ในใจรู้สึกถึงความปลอดภัยที่ไม่อาจบรรยายได้
จางต้าหนิวยกมือขึ้นเกาหลังคอด้วยความเก้อเขิน "ข้า... ข้าบังเอิญได้ยินพวกมันคุยกันในเมืองตอนหัวค่ำ ว่าจะมารับจ้างทำลายแปลงผักของเจ้า ข้าเป็นห่วงจึงแอบมาซุ่มดูอยู่เงียบๆ ไม่คิดว่าพวกมันจะกล้าลงมือจริงๆ ขอโทษด้วยที่ทำให้เจ้าต้องตื่นตกใจ"
เฉินอวี้ส่ายหน้าช้าๆ รอยยิ้มงดงามประดับบนริมฝีปาก "ขอบคุณท่านมากเจ้าค่ะ พี่ต้าหนิว หากไม่ได้ท่าน ผักพวกนี้คงไม่เหลือรอดไปถึงพรุ่งนี้แน่ บุญคุณครั้งนี้ ข้าจะจดจำไว้ในใจ"
คำพูดที่ออกมาจากใจจริงของนางทำให้ใบหน้ากร้านแดดของจางต้าหนิวขึ้นสีระเรื่อ ทว่าก่อนที่เขาจะได้เอ่ยสิ่งใดต่อ เฉินอวี้ก็หันขวับไปมองกลุ่มอันธพาลที่พยายามจะตะเกียกตะกายลุกขึ้นหนี นัยน์ตาของนางแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบดุจน้ำแข็งทะลุทะลวง
"พวกเจ้าหยุดอยู่ตรงนั้น!" นางตวาดเสียงเรียบแต่เปี่ยมไปด้วยอำนาจ "ใครเป็นคนจ้างพวกเจ้ามา หากไม่พูดความจริง วันนี้อย่าหวังจะได้เดินออกจากหมู่บ้านชิงซีด้วยขาทั้งสองข้าง!"
อาเปียวที่หวาดกลัวจางต้าหนิวอยู่เป็นทุนเดิม เมื่อถูกสายตากดดันของเฉินอวี้จ้องมองก็ยิ่งขวัญหนีดีฝ่อ มันรีบโขกศีรษะลงกับพื้นดินซ้ำๆ "แม่นางเฉินโปรดอภัย! พวกข้าน้อยเป็นแค่คนรับจ้าง... เป็นเถ้าแก่เนี้ยอู๋! เถ้าแก่เนี้ยอู๋แห่งร้านขายเต้าหู้ในตลาดเป็นคนจ่ายเงินห้าตำลึงให้พวกข้ามาทำลายแปลงผักของท่าน นางอิจฉาที่ผักของท่านขายดี ข้าน้อยพูดความจริงทุกประการ ขอแม่นางโปรดละเว้นด้วยเถิด!"
"เถ้าแก่เนี้ยอู๋งั้นรึ..." เฉินอวี้ทวนคำ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน "แข่งขันทางการค้าไม่ได้ ก็เลยใช้วิธีสกปรกต่ำช้าเช่นนี้ ช่างสมกับเป็นนางจริงๆ"
จางต้าหนิวขมวดคิ้วแน่น กำหมัดจนเส้นเลือดปูดโปน "อวี้เอ๋อร์ ให้ข้ามัดพวกมันส่งทางการเถิด แล้วพรุ่งนี้ข้าจะไปบุกพังแผงของเถ้าแก่เนี้ยอู๋ให้ราบเป็นหน้ากลอง โทษฐานที่กล้ารังแกเจ้า!"
"อย่าเพิ่งวู่วามไปเจ้าค่ะพี่ต้าหนิว" เฉินอวี้แตะท่อนแขนล่ำสันของเขาเบาๆ เพื่อดับโทสะ ชายหนุ่มถึงกับชะงักไปชั่วครู่เมื่อสัมผัสถึงมือนุ่มของนาง "ส่งพวกมันไปทางการก็เสียเวลาเปล่า กฎหมายเอาผิดคนจ้างวานที่ไม่มีหลักฐานมัดตัวชัดเจนได้ยาก ซ้ำเราอาจจะเดือดร้อนไปด้วย ข้ามีวิธีจัดการที่เด็ดขาดกว่านั้น"
นางหันไปมองพวกอันธพาลอีกครั้ง "พวกเจ้าไสหัวไปให้พ้นหน้าข้า แล้วจงจำไว้ หากข้าเห็นพวกเจ้าป้วนเปี้ยนแถวนี้อีก ข้าจะให้พี่ต้าหนิวหักขาพวกเจ้าทิ้งเสีย!"
"ขะ... ขอบคุณแม่นางเฉิน! ขอบคุณพี่ชายจาง!" พวกมันรีบลุกขึ้นพยุงกันวิ่งเตลิดหนีหายไปในความมืดราวกับสุนัขจนตรอก
เมื่อเหลือเพียงพวกเขาสองคนท่ามกลางความเงียบสงัดของยามราตรี จางต้าหนิวจึงอดไม่ได้ที่จะถามขึ้น "เจ้าปล่อยพวกมันไปง่ายๆ เช่นนี้ เถ้าแก่เนี้ยอู๋จะไม่ยิ่งได้ใจหรือ"
เฉินอวี้แหงนหน้ามองดวงจันทร์ที่เริ่มทอแสงกระจ่างอีกครั้ง แววตาของนางทอประกายเจ้าเล่ห์และล้ำลึก "ได้ใจรึ? นางกำลังรนหาที่ตายต่างหากเล่า พี่ต้าหนิว... พรุ่งนี้เช้า ท่านช่วยข้าขนผักเข้าเมืองแต่เช้าตรู่ทีเถิด ข้าจะใช้โอกาสนี้เล่นงิ้วโรงใหญ่ให้ชาวตลาดชิงเฟิงได้ชมกันสักครา ข้าจะทำให้เถ้าแก่เนี้ยอู๋รู้ซึ้งว่า การแหย่รังแตนนั้นมีจุดจบเช่นไร!"
[โปรดติดตามตอนต่อไป: การตอบโต้ที่เหนือชั้น]