ตอนที่ 4
***บทที่ 4: เมล็ดพันธุ์จากมิติ***
แสงสีทองเรืองรองที่อาบไล้สติสัมปชัญญะค่อยๆ จางลง ฝาครอบกล่องไม้โบราณที่ลอยเด่นอยู่เบื้องหน้าเปิดอ้าออกจนสุด เผยให้เห็นม้วนคัมภีร์หยกสีมรกตที่เปล่งประกายระยิบระยับอยู่ภายใน ทันทีที่เฉินอวี้เอื้อมมืออันสั่นเทาไปสัมผัส ม้วนคัมภีร์นั้นก็พลันแตกฉานซ่านเซ็นกลายเป็นละอองแสง พุ่งเข้าสลักลึกในห้วงความคิดของนาง พร้อมกับหน้าต่างโปร่งแสงที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศ
[ติ๊ง! เปิดใช้งานฟังก์ชัน 'ร้านค้าแลกเปลี่ยน' สำเร็จ!]
เสียงใสแจ๋วของเสี่ยวเถียนดังเจื้อยแจ้ว [เจ้านาย ท่านสามารถใช้ 'คะแนนหยาดเหงื่อ' ที่ได้จากการทำภารกิจหรือการใช้แรงกาย แลกซื้อสิ่งของล้ำค่าในร้านค้านี้ได้ขอรับ บัดนี้ท่านมีคะแนนอยู่หนึ่งแต้ม ลองดูสิขอรับว่ามีสิ่งใดที่ท่านต้องการหรือไม่]
เฉินอวี้กวาดสายตามองหน้าต่างร้านค้าที่เต็มไปด้วยรายชื่อเมล็ดพันธุ์และเครื่องมือการเกษตรแปลกตา ทว่าส่วนใหญ่ล้วนถูกล็อกไว้และต้องการคะแนนหลักร้อยหลักพันขึ้นไป สายตาของนางมาหยุดอยู่ที่หมวด 'สินค้าแนะนำสำหรับผู้เริ่มต้น' ซึ่งมีรายการหนึ่งเปล่งแสงดึงดูดใจ
'เมล็ดพันธุ์ผักหยกน้ำค้าง : ราคา 1 คะแนนหยาดเหงื่อ'
คำอธิบาย : ผักใบเขียวสายพันธุ์พิเศษจากมิติสวนสวรรค์ เติบโตไว รสชาติหวานกรอบดุจน้ำค้างยามเช้า อุดมไปด้วยปราณวิญญาณที่ช่วยชะล้างสารพิษและฟื้นฟูความสดชื่นให้แก่ร่างกาย
"ยอดเยี่ยม! สิ่งนี้แหละที่ข้าต้องการ" เฉินอวี้ไม่รอช้า นางกดแลกเปลี่ยนทันที
[ติ๊ง! แลกเปลี่ยนสำเร็จ หัก 1 คะแนนหยาดเหงื่อ]
พลันปรากฏถุงผ้าแพรใบเล็กจิ๋วร่วงหล่นลงบนฝ่ามือที่เต็มไปด้วยรอยถลอก เมื่อเปิดปากถุงออก เมล็ดพันธุ์สีเขียวใสราวกับลูกปัดหยกเม็ดเล็กๆ ก็ทอประกายล้อแสงตะวันยามเย็น กลิ่นหอมสดชื่นจางๆ โชยแตะจมูก เพียงแค่สูดดมก็ทำให้ความเหนื่อยล้าทางกายทุเลาลงไปหลายส่วน
นางทรุดกายลงนั่งพักบนก้อนหินริมแปลงดิน ท้องที่ว่างเปล่าเริ่มส่งเสียงร้องประท้วง เฉินอวี้ก้มมองก้อนเนื้ออุ้ยอ้ายบริเวณหน้าท้องและท่อนขาของตนเองแล้วถอนหายใจยาว ในฐานะอดีตปรมาจารย์ด้านการปั้นรูปร่างผู้เลื่องชื่อ นางย่อมรู้ดีว่าการจะพลิกฟื้นร่างกายนี้ ไม่ได้พึ่งพาเพียงแค่การออกแรงขุดดินเท่านั้น แต่ 'อาหาร' คือหัวใจสำคัญ
'ร่างกายของเฉินอวี้ผู้นี้ แม้จะอ้วนท้วน ทว่ากลับขาดสารอาหารที่จำเป็นอย่างรุนแรง' นางวิเคราะห์ในใจอย่างรวดเร็ว 'ที่ผ่านมาคงกินแต่แป้งขัดขาวและเศษมันหมูราคาถูกต้มเละๆ สินะ ไขมันเลวและแป้งส่วนเกินจึงสะสมพอกพูนจนแทบจะอุดตันเส้นเลือด นับจากพรุ่งนี้เป็นต้นไป ข้าต้องปฏิวัติการกินเสียใหม่ ต้องลดปริมาณข้าวขาวและแป้งลงอย่างเด็ดขาด งดเว้นของมันของทอด เน้นกินเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมันและผักใบเขียวให้มากขึ้น... ผักหยกน้ำค้างนี่แหละ จะเป็นจุดเริ่มต้นของคัมภีร์โภชนาการฉบับใหม่ของข้า!'
ในขณะที่เฉินอวี้กำลังวาดฝันถึงแผนการดูแลสุขภาพและเตรียมตัวจะลงมือหย่อนเมล็ดพันธุ์ลงในหลุมดินที่ขุดเตรียมไว้ เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงแหลมสูงอันคุ้นเคยก็ดังแทรกเข้ามาทำลายความเงียบสงบ
"สวรรค์โปรด! ข้านึกว่าขอทานวิปลาสที่ใดมานั่งคุ้ยเขี่ยดินอยู่ท้ายหมู่บ้าน ที่แท้ก็เป็นน้องสามีผู้สูงส่งของข้านี่เอง!"
หลี่ซื่อที่เพิ่งกลับจากการไปจับกลุ่มนินทากับสตรีบ้านอื่น เดินนวยนาดเข้ามาใกล้แปลงดิน สายตาของนางกวาดมองเสื้อผ้าที่เปื้อนโคลนและใบหน้ามอมแมมของเฉินอวี้ ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะเยาะเย้ยอย่างปิดไม่มิด "นี่เจ้าเสียสติไปแล้วจริงๆ หรือ? ถูกตระกูลหลี่ถอนหมั้นจนสมองกระทบกระเทือน ถึงขั้นมานั่งเล่นดินเล่นทรายเป็นเด็กอมมือ! ถุย! ขุดดินเท่าแมวดิ้นตายแค่นี้ เจ้าคิดว่าจะมีทองคำงอกเงยขึ้นมาให้เจ้ากินหรืออย่างไร? ช่างน่าสมเพชเสียจริง!"
คำดูถูกเหยียดหยามที่สาดซัดเข้ามา ไม่ได้ทำให้เฉินอวี้รู้สึกสะทกสะท้านแม้แต่น้อย นางค่อยๆ วางถุงเมล็ดพันธุ์ลงอย่างเบามือ ยืดกายที่แม้อวบอ้วนทว่ากลับตั้งตรงดุจทวนเหล็กขึ้นช้าๆ นัยน์ตาที่เคยมืดหม่นบัดนี้ทอประกายวาวโรจน์และเย็นเหยียบราวกับน้ำแข็งพันปี
"พี่สะใภ้ สมองของข้ายังปกติดี และสายตาของข้าก็สว่างกระจ่างแจ้งยิ่งกว่าที่เคยเป็นมาเสียอีก" น้ำเสียงของเฉินอวี้ราบเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยแรงกดดันที่ทำให้หลี่ซื่อถึงกับหุบยิ้มและเผลอก้าวถอยหลัง "ท่านบอกว่าข้าขุดดินแล้วจะไม่มีข้าวกินเช่นนั้นหรือ? ย่อมดีกว่าคนที่เอาแต่นั่งชูคอรอคอยสูบเลือดสูบเนื้อจากหยาดเหงื่อของผู้อื่นก็แล้วกัน!"
"จ... เจ้าด่าผู้ใด!" หลี่ซื่อตวาดแหว ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความโกรธ
"ข้าพูดลอยๆ ให้สายลมฟัง หากผู้ใดร้อนตัวก็รับไป" เฉินอวี้ก้าวเท้าเข้าหาหลี่ซื่อหนึ่งก้าว รังสีความน่าเกรงขามแผ่ซ่านออกมาจนสตรีหน้าเสี้ยมรู้สึกลำคอตีบตัน "วันนี้ข้าขอประกาศให้ท่านรับรู้ไว้ตรงนี้เลยนะ พี่สะใภ้! นับแต่นี้เป็นต้นไป ข้า เฉินอวี้ จะใช้สองมือสองเท้านี้ทำมาหากินสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตนเอง ข้าจะไม่แตะต้องข้าวสารในหม้อของท่านแม้แต่เม็ดเดียว และจะไม่ขอเงินท่านแม้แต่อีแปะเดียว!"
หลี่ซื่อเบิกตากว้าง คาดไม่ถึงว่าน้องสามีที่เคยหัวอ่อนและเอาแต่เก็บตัว จะกล้าต่อปากต่อคำและประกาศแยกตัวชัดเจนเยี่ยงนี้
เฉินอวี้จ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่ตื่นตระหนกของอีกฝ่าย น้ำเสียงกดต่ำลงจนแทบจะเป็นเสียงคำราม "ทว่าในเมื่อข้าไม่พึ่งพาท่าน ท่านก็จงหดมือสกปรกของท่านกลับไปเสีย อย่าได้คิดจะมาวุ่นวาย แย่งชิง หรือเอาเปรียบสิ่งใดจากผืนดินของข้าอีกเป็นอันขาด! ผืนดินแปลงนี้คือชีวิตของข้า หากผู้ใดกล้ามาแตะต้องผลปะโยชน์ของข้า อย่าหาว่าข้าไม่รักษาน้ำใจคนในครอบครัว!"
คำประกาศกร้าวที่หนักแน่นดุจหินผา ทำเอาหลี่ซื่อถึงกับอ้าปากค้าง พูดสิ่งใดไม่ออก นางหวาดกลัวสายตาประดุจสัตว์ร้ายของเฉินอวี้จนก้าวขาไม่ออก ทำได้เพียงสะบัดหน้าหนีแล้วจ้ำอ้าวกลับเข้าบ้านไปอย่างหัวเสีย พลางสบถด่าทอในลำคอไม่ขาดปาก
เฉินอวี้มองตามแผ่นหลังของพี่สะใภ้ด้วยแววตาเย้ยหยัน ก่อนจะหันกลับมาให้ความสนใจกับเมล็ดพันธุ์หยกน้ำค้างในมือ นางค่อยๆ หย่อนเมล็ดสีเขียวใสลงในหลุมดินอย่างทะนุถนอม กลบดินบางๆ ทับลงไป และรดน้ำที่ตักมาจากลำธารเล็กๆ ใกล้เคียง ความหวังในการพลิกชีวิตได้ถูกเพาะปลูกลงในผืนดินนี้แล้ว
ดวงตะวันลับขอบฟ้าไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงแสงสลัวยามสนธยา ขณะที่เฉินอวี้กำลังปาดเหงื่อและเตรียมตัวจะกลับเข้าห้องพัก กลิ่นหอมกรุ่นของน้ำซุปที่เคี่ยวจนได้ที่ก็ลอยล่องมาตามสายลม กลิ่นหอมหวานของเนื้อไก่ต้มสมุนไพรทำเอากระเพาะของนางประท้วงเสียงดังลั่น
พร้อมกันนั้น เสียงนุ่มนวลและอ่อนโยนของผู้หญิงคนหนึ่ง ก็ดังกังวานข้ามรั้วไม้เตี้ยๆ มาจากบ้านตระกูลจาง
"อวี้เอ๋อร์... เจ้ายังอยู่ตรงนั้นหรือไม่ลูก? ป้าต้มน้ำแกงมาให้ มาซดน้ำแกงร้อนๆ บำรุงกำลังเสียหน่อยเถิด..."
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: น้ำใจจากเพื่อนบ้าน]**