ตอนที่ 5

***บทที่ 5: น้ำใจจากเพื่อนบ้าน***

เฉินอวี้ชะงักมือที่กำลังเกลี่ยดินจางๆ หันขวับไปตามต้นเสียงอันคุ้นเคย ที่ริมรั้วไม้ไผ่เตี้ยๆ ซึ่งกั้นอาณาเขตระหว่างสองบ้าน ปรากฏร่างของหญิงวัยกลางคนสวมชุดผ้าฝ้ายสีซีด ทว่าใบหน้ากลับเปี่ยมไปด้วยความเมตตาและรอยยิ้มอบอุ่น นางคือ ‘หวังอี้’ มารดาของจางต้าหนิว หญิงม่ายผู้มีจิตใจงดงามที่สุดในหมู่บ้านชิงซี ในมือของนางประคองชามดินเผาใบใหญ่ที่ส่งควันกรุ่นและกลิ่นหอมฉุยยั่วน้ำลาย

เบื้องหลังของหวังอี้คือร่างสูงใหญ่ดุจหมีป่าของจางต้าหนิว ชายหนุ่มยืนกุมมือไว้ด้านหน้า ท่าทีเก้อเขินผิดกับขนาดตัวที่กำยำ สายตาของเขาหลุบต่ำลงพื้นดิน สลับกับลอบมองดรุณีร่างอวบที่ยืนอยู่กลางแปลงเกษตรเป็นระยะ

"ป้าหวัง..." เฉินอวี้เอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวันแทบจะปลาสนาการไปสิ้นเพียงแค่ได้เห็นรอยยิ้มอันจริงใจนั้น นางรีบเช็ดมือที่เปื้อนโคลนกับชายเสื้อ แล้วเดินเข้าไปหาที่ริมรั้ว

"เด็กโง่ ดูเจ้าสิ เหงื่อโทรมกายเปื้อนโคลนไปหมดแล้ว" หวังอี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย แววตาที่ทอดมองเฉินอวี้มีเพียงความเอ็นดูและสงสารจับใจ ไร้ซึ่งแววตารังเกียจเดียดฉันท์ในรูปร่างที่อวบอ้วนของนางเลยแม้แต่น้อย "ป้าได้ยินเรื่องที่ลานหมู่บ้านหมดแล้ว พวกตระกูลหลี่มันตาบอด! ร่างกายอวบอ้วนแล้วอย่างไรเล่า อวี้เอ๋อร์ของป้าทั้งแข็งแรงและเป็นเด็กดีเพียงนี้ พวกมันไม่มีวาสนาเองต่างหาก เจ้าอย่าได้เก็บคำพูดของเดรัจฉานพวกนั้นมาใส่ใจเลยนะลูก มาเถิด รีบรับน้ำแกงนี่ไปดื่มเสีย ป้าเคี่ยวไก่ดำกับรากดินเหลืองอยู่นาน กะว่าจะนำมาบำรุงกำลังให้เจ้าพอดี"

เฉินอวี้ยื่นมืออันสั่นเทาออกไปรับชามดินเผา ความอบอุ่นจากถ้วยน้ำแกงแผ่ซ่านผ่านฝ่ามือเข้าสู่ขั้วหัวใจ ทันทีที่ก้มมอง นางเห็นชิ้นเนื้อไก่ดำชิ้นโตและน้ำซุปสีเหลืองทองที่อุดมไปด้วยสรรพคุณทางยา กลิ่นหอมของสมุนไพรท้องถิ่นลอยเตะจมูกกระตุ้นความอยากอาหารจนกระเพาะส่งเสียงร้องประท้วงอีกครา

หยาดน้ำตาที่เฉินอวี้ไม่เคยเสียให้กับการถูกถอนหมั้น พลันรื้นขึ้นมาที่หางตาอย่างห้ามไม่อยู่ ในโลกก่อนนางเติบโตมาอย่างโดดเดี่ยว ปากกัดตีนถีบจนก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในสายอาชีพ แต่กลับไม่เคยสัมผัสถึงความรักความห่วงใยจากครอบครัวเลยสักครั้ง ทว่าในโลกใบนี้ หญิงม่ายต่างสายเลือดผู้นี้กลับมอบน้ำใจอันบริสุทธิ์ให้นางอย่างไม่มีเงื่อนไข

"ขอบคุณเจ้าค่ะป้าหวัง... ขอบคุณมากจริงๆ" เฉินอวี้กลืนก้อนสะอื้นลงคอ ก่อนจะยกชามขึ้นซดน้ำซุปอึกใหญ่ รสชาติกลมกล่อมและหวานล้ำของกระดูกไก่ที่เคี่ยวจนได้ที่ ผสมผสานกับความเผ็ดร้อนเล็กน้อยของรากดินเหลือง ไหลลื่นลงสู่ลำคอ สร้างความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ร่างกายที่เคยอ่อนล้าและขาดสารอาหารราวกับต้นไม้แห้งเหี่ยวที่ได้รับน้ำฝนชโลมดิน พลังชีวิตค่อยๆ ฟื้นคืนกลับมาอย่างน่าอัศจรรย์

หวังอี้มองดูเฉินอวี้ดื่มน้ำแกงอย่างเอร็ดอร่อยก็ยิ้มกว้างจนตาหยี นางอดไม่ได้ที่จะหันไปทางบุตรชายร่างยักษ์ของตนแล้วเอ่ยกลั้วหัวเราะ "ต้าหนิว เจ้าดูสิ อวี้เอ๋อร์ของพวกเราทั้งขยันขันแข็ง ทั้งกินง่ายอยู่ง่าย รู้จักทำมาหากินตั้งแต่ยังอายุน้อย หากบ้านจางของเรามีวาสนาได้นางมาเป็นลูกสะใภ้ แม่คงนอนหลับฝันดีตื่นมาหัวเราะได้ทุกเช้าเป็นแน่!"

สิ้นคำของมารดา ใบหน้าที่คร้ามแดดของจางต้าหนิวพลันแดงก่ำลามไปถึงใบหู ราวกับกุ้งต้มสุก ชายหนุ่มผู้ล้มวัวได้ด้วยมือเปล่าบัดนี้กลับทำตัวไม่ถูก เขาตะกุกตะกักลนลาน มือไม้ปัดป่ายไปมาในอากาศ "ท... ท่านแม่! เหตุใดท่านจึงกล่าววาจาเหลวไหลเช่นนี้เล่า น้องอวี้เพิ่งพบเจอเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจมา ท่านอย่าเพิ่งล้อเล่นให้นางต้องลำบากใจเลยขอรับ!"

พูดจบเขาก็รีบหันหลังขวับ ไม่กล้าสู้หน้าเฉินอวี้ ทว่าท่าทีลุกลี้ลุกลนและแผ่นหลังที่เกร็งแน่นนั้น กลับทำให้เฉินอวี้ที่กำลังเคี้ยวเนื้อไก่ดำอดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ความหนักอึ้งในใจที่แบกรับมาตลอดทั้งวันมลายหายไปจนสิ้น นางรับรู้ได้ถึงสายตาที่จางต้าหนิวลอบมองมาเสมอ แววตาของเขาบริสุทธิ์และจริงใจ ไร้ซึ่งเล่ห์เหลี่ยมใดๆ มิตรภาพจากครอบครัวจางนี้แหละ คือขุมกำลังสำคัญที่นางจะต้องรักษาไว้ให้ดีที่สุดในชีวิตใหม่นี้

เมื่อจัดการน้ำแกงจนหมดจดหยดสุดท้าย เฉินอวี้ก็ส่งชามคืนให้หวังอี้พร้อมกับโค้งกายคำนับอย่างนอบน้อม "บุญคุณข้าวแดงแกงร้อนมื้อนี้ อวี้เอ๋อร์จะจดจำไว้ในใจไม่ลืมเลือนเจ้าค่ะ วันหน้าหากข้าลืมตาอ้าปากได้ ข้าจะตอบแทนน้ำใจของป้าหวังและพี่ต้าหนิวอย่างแน่นอน"

"เด็กโง่ ตอบทงตอบแทนอันใดกัน ป้าเห็นเจ้ามาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย แค่เห็นเจ้าเข้มแข็งขึ้นได้ ป้าก็ดีใจแล้ว" หวังอี้ลูบศีรษะที่เต็มไปด้วยผมเผ้าหลุดลุ่ยของเฉินอวี้อย่างเบามือ "เอาล่ะ มืดค่ำแล้ว เจ้ารีบจัดการธุระให้เสร็จแล้วเข้าบ้านไปพักผ่อนเถิด หากขาดเหลือสิ่งใดก็ตะโกนเรียกป้าได้ตลอดเวลา"

เฉินอวี้ยืนส่งสองแม่ลูกตระกูลจางจนพวกเขากลับเข้าบ้านไป รอยยิ้มบางๆ ยังคงประดับอยู่บนริมฝีปาก นางหันกลับมาจดจ่อกับหน้าที่ของตนต่อ เมล็ดพันธุ์ผักหยกน้ำค้างถูกฝังลงดินเรียบร้อยแล้ว นางเดินไปตักน้ำจากลำธารชิงซีที่ไหลผ่านท้ายสวน หยดน้ำเย็นฉ่ำรดพรมลงบนผืนดินที่เพิ่งถูกพลิกฟื้นอย่างเบามือ ราวกับกำลังขับกล่อมทารกน้อยให้หลับใหล

"จงเติบโตอย่างเข้มแข็งเล่า ความหวังของข้าฝากไว้ที่พวกเจ้าแล้ว" นางกระซิบกับผืนดิน ก่อนจะยืดตัวขึ้น บิดขี้เกียจขับไล่ความเมื่อยล้า แล้วหมุนตัวเดินฝ่าความมืดกลับเข้าสู่ห้องพักซอมซ่อของตน โดยระมัดระวังไม่ให้เกิดเสียงดังรบกวนพี่สะใภ้ที่คงจะหลับไปแล้ว

ทันทีที่แผ่นหลังสัมผัสกับเตียงไม้กระดานแข็งๆ ความเหนื่อยล้าทางกายก็ถาโถมเข้าใส่ราวกับคลื่นยักษ์ ทว่าภายในร่างกายกลับรู้สึกถึงความร้อนผ่าวบางอย่างที่ไหลเวียนอยู่ตามเส้นประสาท นั่นคือผลลัพธ์ของน้ำแกงสมุนไพรที่เข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกายที่ขาดสารอาหาร ในจังหวะที่เปลือกตาของเฉินอวี้กำลังจะปิดลงเข้าสู่ห้วงนิทรานั้นเอง...

[ติ๊ง! ตรวจพบความเปลี่ยนแปลงของสภาวะร่างกาย...]

เสียงสังเคราะห์ที่คุ้นเคยดังกังวานก้องขึ้นในหัวอย่างกะทันหัน ทำเอาเฉินอวี้สะดุ้งสุดตัว

[รายงานเจ้านาย! พลังงานทางโภชนาการและพลังชีวิตได้รับการฟื้นฟูจนถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ เงื่อนไขการกระตุ้นระบบเสร็จสมบูรณ์!]

[ระบบกำลังทำการปลดล็อกพื้นที่ลับแห่งจิตวิญญาณ... สาม... สอง... หนึ่ง...]

[ยินดีต้อนรับสู่ 'มิติสวนสวรรค์'!]

สิ้นเสียงประกาศ แสงสว่างจ้าสีเขียวมรกตพลันระเบิดออกกวาดล้างความมืดมิดภายในห้องแคบๆ ร่างอวบอ้วนที่นอนอยู่บนเตียงพลันสูญเสียน้ำหนัก สติสัมปชัญญะของเฉินอวี้ถูกดูดกลืนหายเข้าไปในห้วงแห่งแสงสว่างนั้นอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าภายในห้องดินเหนียวอันเงียบงัน!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: มิติสวนสวรรค์]**