ตอนที่ 6
***บทที่ 6: มิติสวนสวรรค์***
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เฉินอวี้พบว่าตนเองไม่ได้อยู่บนเตียงไม้กระดานแข็งกระด้างในห้องแคบๆ อีกต่อไป ทว่ากำลังยืนอยู่ท่ามกลางห้วงบรรยากาศอันบริสุทธิ์สดชื่น กลิ่นอายของไอดินและหญ้าอ่อนโชยแตะจมูก เบื้องหน้าของนางคือผืนที่ดินกว้างขวางขนาดประมาณหนึ่งหมู่ (ราวหกร้อยกว่าตารางเมตร) ทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตา ผืนดินแห่งนี้มิใช่ดินเหนียวแห้งแล้งดั่งเช่นภายนอก ทว่ามันคือ ‘ดินดำ’ อันอุดมสมบูรณ์ระดับสูงสุด เนื้อดินร่วนซุยและดำขลับจนแทบจะคั้นหยาดน้ำมันหล่อเลี้ยงพืชพรรณออกมาได้
ตรงกึ่งกลางของมิติมีบ่อน้ำพุที่ก่อตัวขึ้นจากหินหยกสีขาวบริสุทธิ์ กระแสน้ำใสกระจ่างดุจผลึกแก้วผุดพรายขึ้นมาจากก้นบ่อน้ำอย่างไม่ขาดสาย แผ่ซ่านละอองปราณวิญญาณสีขาวบางเบาที่หมุนวนไปทั่วอาณาบริเวณ เพียงแค่สูดลมหายใจเอาละอองวิญญาณนี้เข้าไป ความเหนื่อยล้าที่ฝังลึกถึงกระดูกก็พลันมลายหายไปจนสิ้น!
[ยินดีต้อนรับเจ้านายสู่มิติสวนสวรรค์อย่างเป็นทางการขอรับ!] เสียงใสแจ๋วของเสี่ยวเถียน จิตวิญญาณผู้ช่วยแห่งระบบดังกังวานขึ้นรอบทิศทาง [สถานที่แห่งนี้คือพื้นที่เอกเทศที่ผูกติดกับจิตวิญญาณของท่าน กฎเกณฑ์ของเวลา ณ ที่แห่งนี้แตกต่างจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง หนึ่งวันในโลกภายนอก เทียบเท่ากับสิบวันในมิติแห่งนี้ขอรับ!]
ดวงตาของเฉินอวี้เบิกกว้างเป็นประกายวาววับ "สิบวันเชียวหรือ! หากเป็นเช่นนั้น การเพาะปลูกในมิตินี้ย่อมร่นระยะเวลาเก็บเกี่ยวได้มหาศาล!"
[ถูกต้องแล้วขอรับเจ้านาย และสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดในมิตินี้ก็คือ ‘บ่อน้ำพุวิญญาณ’ ตรงหน้าท่าน น้ำพุนี้อุดมไปด้วยปราณฟ้าดินบริสุทธิ์ หากนำไปรดพืชพรรณ จะช่วยเร่งการเจริญเติบโตและยกระดับสรรพคุณให้กลายเป็นของล้ำค่า หากมนุษย์ดื่มกิน จะช่วยชะล้างสารพิษ ปรับสมดุลร่างกาย และรักษาอาการบาดเจ็บได้ขอรับ!]
เฉินอวี้ไม่รอช้า เมื่อได้ยินสรรพคุณอันล้ำเลิศ นางก็นึกถึงเมล็ดพันธุ์ ‘ผักหยกน้ำค้าง’ ที่เพิ่งฝังลงดินนอกบ้านไปเมื่อช่วงหัวค่ำ ด้วยความที่เมล็ดพันธุ์ของระบบย่อมไม่ใช่ของธรรมดา นางจึงตั้งจิตอธิษฐานพาร่างของตนออกจากมิติกลับสู่โลกภายนอกชั่วคราว ท่ามกลางความมืดมิดของยามราตรี นางย่องกลับไปที่แปลงดินท้ายสวน และต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
เพียงแค่เวลาไม่กี่ชั่วยาม เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นได้ดูดซับความชื้นและแทงยอดอ่อนสีเขียวใสราวกับมรกตทะลุผิวดินขึ้นมาแล้ว!
เฉินอวี้รีบนำตะกร้าใบเล็กมาขุดย้ายต้นอ่อนส่วนใหญ่กลับเข้าไปในมิติสวนสวรรค์อย่างระมัดระวัง โดยเหลือทิ้งไว้ในแปลงดินด้านนอกเพียงไม่กี่ต้นเพื่อไม่ให้ผิดสังเกต เมื่อกลับเข้ามาในมิติ นางจัดการฝังต้นอ่อนผักหยกน้ำค้างลงบนผืนดินดำที่อุดมสมบูรณ์ จากนั้นจึงกอบน้ำจากบ่อน้ำพุวิญญาณมารดพรมลงบนผิวดินอย่างเบามือ
ทันทีที่หยดน้ำวิญญาณสัมผัสกับราก สิ่งอัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้น!
ต้นอ่อนที่เดิมทีก็ดูแข็งแรงอยู่แล้ว พลันสั่นระริกเบาๆ ราวกับกำลังโห่ร้องด้วยความยินดี ลำต้นของมันยืดขยายสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า ใบผักแตกยอดอ่อนซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ สีเขียวมรกตทอประกายเรืองรองราวกับหยกเนื้อดีชั้นเลิศ กลิ่นหอมหวานปานน้ำผึ้งผสมหยาดน้ำค้างยามเช้ากำจายไปทั่วบริเวณ ผักหยกน้ำค้างเหล่านี้ดูมีชีวิตชีวาและอัดแน่นไปด้วยพลังงานบริสุทธิ์ยิ่งกว่าพืชพรรณใดๆ ที่นางเคยพานพบมาในชีวิต!
"ช่างวิเศษนัก! หากนำผักเหล่านี้ไปขาย ย่อมต้องได้ราคางามเป็นแน่" เฉินอวี้ยิ้มกว้างด้วยความพึงพอใจ
หลังจากจัดการเรื่องแปลงผักเสร็จสิ้น นางก็เดินกลับมาที่ริมบ่อน้ำพุวิญญาณอีกครั้ง กอบน้ำใสสะอาดขึ้นมาดื่มอึกใหญ่ รสชาติหวานล้ำและเย็นฉ่ำไหลลื่นลงสู่ลำคอ กระแสความร้อนสายหนึ่งชำแรกเข้าสู่เส้นประสาท แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูขุมขน เหงื่อกาฬสีดำคล้ำที่มีกลิ่นเหม็นคาวเริ่มผุดซึมออกมาตามผิวหนัง นี่คือกระบวนการขับสารพิษและไขมันเลวที่สะสมอยู่ในร่างกายนี้นับสิบปี
เฉินอวี้สูดลมหายใจเข้าลึก แววตาแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นและจริงจัง นัยน์ตาของอดีตปรมาจารย์ด้านการปั้นรูปร่างผู้ฝึกสอนผู้คนมานับไม่ถ้วนกลับมาลุกโชนอีกครั้ง "ในเมื่อมีเวลาสิบเท่า ซ้ำยังมีน้ำพุวิญญาณคอยฟื้นฟูกำลัง ข้าก็ไม่มีข้ออ้างใดที่จะเกียจคร้านอีกต่อไป ถึงเวลาปฏิวัติร่างกายที่หนักอึ้งนี้เสียที!"
นางจัดระเบียบท่าทาง เริ่มต้นจากการยืดเหยียดกล้ามเนื้ออย่างช้าๆ เพื่อวอร์มร่างกายที่ไม่ได้ขยับเขยื้อนอย่างถูกวิธีมานาน จากนั้นจึงเริ่มนำท่วงท่าการออกกำลังกายที่เน้นการใช้กล้ามเนื้อแกนกลางและช่วงล่างมาประยุกต์ใช้ นางย่อเข่าลงช้าๆ เกร็งหน้าท้อง ควบคุมลมหายใจเข้าออกให้สอดคล้องกับการขยับตัว ทุกท่วงท่าล้วนเปี่ยมไปด้วยความมั่นคงและหลักการทางสรีรวิทยาที่ถูกต้อง แม้รูปร่างจะยังอุ้ยอ้าย ทว่าความมุมานะและหยาดเหงื่อที่ไหลรินลงสู่ผืนดินดำ กลับทำให้นางดูสง่างามในแบบของตนเอง
เวลาในมิติไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว เฉินอวี้ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการสลับฝึกฝนร่างกาย ดื่มน้ำพุวิญญาณเพื่อชะล้างสารพิษ และเฝ้าดูการเติบโตของผักหยกน้ำค้างอย่างเพลิดเพลิน
ทว่าในขณะเดียวกัน ณ โลกภายนอกที่เวลาเพิ่งจะล่วงเลยเข้าสู่ยามจื่อ (เที่ยงคืน) สตรีหน้าเสี้ยมผู้หนึ่งกำลังเดินงัวเงียออกมาทำธุระส่วนตัวที่หลังบ้าน
หลี่ซื่อหาวหวอดๆ พลางเดินผ่านแปลงดินท้ายสวนที่เฉินอวี้เพิ่งขุดพรวนไว้ ทันใดนั้น หางตาของนางก็สะดุดเข้ากับแสงจันทร์ที่สาดส่องกระทบลงบนใบผักสีเขียวมรกตที่เหลือรอดอยู่ไม่กี่ต้นในแปลง ผักเหล่านั้นเติบโตขึ้นอย่างผิดหูผิดตาเพียงชั่วข้ามคืน ใบของมันอวบอิ่ม เต่งตึง และส่งกลิ่นหอมยวนใจจนหลี่ซื่อเผลอกลืนน้ำลายลงคอดังเอื้อก
ดวงตาที่เคยง่วงงุนของสตรีจอมตระหนี่พลันเบิกกว้าง แววตาแปรเปลี่ยนเป็นความโลภโมโทสันที่ฉายชัดราวกับหนูที่เห็นยุ้งฉางข้าว มุมปากของนางยกยิ้มเจ้าเล่ห์และชั่วร้าย แผนการฉกฉวยผลประโยชน์อย่างเงียบเชียบในยามวิกาลเริ่มก่อตัวขึ้นในหัวใจอันมืดบอด!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: แผนสั่งสอนพี่สะใภ้]**