ตอนที่ 7
***บทที่ 7: แผนสั่งสอนพี่สะใภ้***
หลี่ซื่อแลบลิ้นเลียริมฝีปากที่แห้งผาก แผนการฉกฉวยผลประโยชน์อย่างเงียบเชียบในยามวิกาลเริ่มก่อตัวขึ้นในหัวใจอันมืดบอด!
สตรีจอมตระหนี่รีบสาวเท้ากลับเข้าห้องนอนฝั่งตะวันออกอย่างระมัดระวัง นางล้มตัวลงนอนข้างกายสามีที่กำลังกรนเสียงดังสนั่น ทว่าดวงตาตี่เล็กกลับเบิกโพลงท่ามกลางความมืด ในหัวคำนวณราคาของผักหน้าตาประหลาดเหล่านั้นอย่างบ้าคลั่ง 'ผักใบเขียวที่อวบอิ่มและส่งกลิ่นหอมถึงเพียงนี้ หากนำไปเร่ขายในเมืองชิงเฟิง ย่อมต้องได้ราคาดีกว่าผักกาดขาวเหี่ยวๆ นับสิบเท่าเป็นแน่! นังเด็กอ้วนขี้เกียจนั่นคงฟลุคขุดเจอเมล็ดพันธุ์ดีเข้ากระมัง หึ! ของดีเช่นนี้ตกอยู่ในมือคนโง่ย่อมเสียของเปล่า ข้าในฐานะนายหญิงของบ้าน ย่อมมีสิทธิ์ที่จะริบมันมาเป็นของกองกลาง!'
เวลาล่วงเลยผ่านไปจนเข้าสู่ยามโฉ่ว (01.00 - 02.59 น.) เสียงสรรพสัตว์รอบหมู่บ้านชิงซีเงียบสงัดลง หลี่ซื่อเห็นว่าเฉินต้าซานหลับสนิทจนไม่อาจตื่นขึ้นมาขัดขวางได้แล้ว นางจึงผุดลุกขึ้น คว้าตะกร้าไม้ไผ่ใบสะพายหลัง และย่องเบาออกจากห้องราวกับแมวขโมย
ทว่าสิ่งที่หลี่ซื่อหารู้ไม่ คือทุกสรรพเสียงและความเคลื่อนไหวของนาง ล้วนตกอยู่ในโสตประสาทของดรุณีที่นางหมายมาดจะปอกลอก!
ภายในห้องพักซอมซ่อท้ายบ้าน ร่างอวบอ้วนที่บัดนี้ดูทะมัดทะแมงขึ้นเล็กน้อยค่อยๆ ลืมตาขึ้นในความมืด นัยน์ตาของเฉินอวี้ทอประกายคมกริบดุจพยัคฆ์ซุ่มซ่อน หลังจากผ่านการดื่มน้ำพุวิญญาณและชะล้างสารพิษในมิติสวนสวรรค์มาหลายชั่วยาม ประสาทสัมผัสทั้งห้าของนางก็เฉียบแหลมขึ้นอย่างก้าวกระโดด เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่พยายามย่องเบาของพี่สะใภ้ ดังชัดเจนในหูของนางราวกับเสียงกลองศึก
"คิดจะมาขโมยหยาดเหงื่อแรงงานของข้าเช่นนั้นหรือ? ช่างรนหาที่ตายเสียจริง!" เฉินอวี้แค่นเสียงหัวเราะเยาะในลำคอ
นางผุดลุกขึ้นจากเตียงไม้กระดาน คว้าถังไม้ออกไปตักน้ำจากลำธารชิงซีเงียบๆ จากนั้นจึงเดินไปที่แปลงดินท้ายสวนซึ่งมีต้นอ่อนผักหยกน้ำค้างปลูกทิ้งไว้เป็นเหยื่อล่อ ดินบริเวณรอบแปลงผักเป็นดินเหนียวปนทราย หากแห้งแล้งจะแข็งกระด้าง ทว่าหากผสมน้ำในสัดส่วนที่พอเหมาะ มันจะกลายสภาพเป็นโคลนเลนที่ลื่นปรื๊ดราวกับทาน้ำมันหมู!
ด้วยความรู้ด้านสรีรวิทยาและการเคลื่อนไหวร่างกายของอดีตเทรนเนอร์ เฉินอวี้คำนวณระยะก้าวเดินและจุดทิ้งน้ำหนักของมนุษย์อย่างแม่นยำ นางราดน้ำลงบนพื้นดินเหนียวบริเวณทางเดินแคบๆ ที่เป็นเส้นทางเดียวในการเข้าถึงแปลงผัก ก่อนจะใช้จอบเกลี่ยและนวดดินจนกลายเป็นแอ่งโคลนลื่นชั้นดีที่มองไม่เห็นในความมืดมิด เมื่อเตรียมการรับแขกยามวิกาลเสร็จสิ้น นางก็เร้นกายหลบมุมอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ รอดูงิ้วฉากเด็ดด้วยแววตาเย็นชา
ไม่นานนัก ร่างผอมเกร็งของหลี่ซื่อก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมตะกร้าใบใหญ่ นางย่องเข้ามาใกล้แปลงผักด้วยหัวใจที่เต้นระรัว แสงจันทร์สลัวๆ เผยให้เห็นใบผักหยกน้ำค้างที่สั่นไหวล้อสายลมราวกับกำลังกวักมือเรียก ความโลภบังตาจนสตรีหน้าเสี้ยมลืมสังเกตความผิดปกติบนผืนดินเบื้องล่าง นางก้าวเท้ายาวๆ หมายจะพุ่งเข้าไปถอนผักให้เกลี้ยงแปลง
*พรืดดดด!*
"ว้ายยยย!"
ทันทีที่ฝ่าเท้าเหยียบลงบนแอ่งโคลนมรณะ ร่างของหลี่ซื่อก็ลื่นไถลเสียสมดุลในชั่วพริบตา สองแขนตะเกียกตะกายปัดป่ายกลางอากาศราวกับนกปีกหัก ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะลอยละลิ่วและกระแทกหน้าคะมำลงไปในบ่อโคลนเละๆ เสียงดังสนั่นหวั่นไหว!
*พลั่ก! แผละ!*
ดินโคลนเหนียวหนืดสีน้ำตาลเข้มสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนไปทั่วใบหน้าแหลมเสี้ยม เข้าปาก เข้าจมูก จนหลี่ซื่อต้องสำลักออกมาอย่างทุลักทุเล นางพยายามจะยันตัวลุกขึ้น ทว่าพื้นโคลนนั้นลื่นเกินไป ทำให้ลื่นล้มหน้ากระแทกซ้ำแล้วซ้ำเล่า สภาพในยามนี้มอมแมมและน่าสมเพชไม่ต่างจากสุกรตัวเมียที่กำลังคลุกปลักโคลน!
"แค่กๆ! ถุย! สวรรค์! ดินบ้าอันใดกัน ลื่นเยี่ยงนี้!" หลี่ซื่อสบถด่าทอเสียงหลง พลางใช้มือปาดโคลนออกจากดวงตา
ในจังหวะนั้นเอง แสงสว่างจากตะเกียงน้ำมันก็สว่างพรึบขึ้น บดบังแสงจันทร์จนหมดสิ้น เฉินอวี้ก้าวเดินออกมาจากเงามืดอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าสง่างามและมั่นคงผิดกับรูปร่าง นางชูตะเกียงขึ้นสูง ส่องให้เห็นสภาพอันน่าอเนจอนาถของหัวขโมยได้อย่างชัดเจน
"โอ้โห! ดึกดื่นป่านนี้ ข้านึกว่ามีหนูผีตัวใหญ่แอบมาขโมยผัก ที่แท้ก็เป็นพี่สะใภ้ผู้สูงส่งนี่เอง" น้ำเสียงของเฉินอวี้ราบเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยความเย้ยหยันดุดัน "ดึกป่านนี้ ท่านมารดน้ำผักหรือมาอาบโคลนกันแน่เล่า?"
"นังอวี้! นังตัวดี! นี่เจ้าจงใจวางกับดักดักข้าใช่หรือไม่!" หลี่ซื่อแผดเสียงร้องลั่นด้วยความโกรธแค้นและอับอาย ใบหน้าที่เต็มไปด้วยโคลนบิดเบี้ยวจนน่าเกลียดน่ากลัว
เสียงเอะอะโวยวายดังกึกก้องจนปลุกเฉินต้าซานให้สะดุ้งตื่น ชายหนุ่มผู้ซื่อสัตย์รีบจุดตะเกียงและวิ่งกระหืดกระหอบออกมาที่หลังบ้าน ทันทีที่เห็นสภาพของภรรยาที่นอนคลุกโคลนอยู่หน้าแปลงผักของน้องสาว เขาก็เบิกตากว้าง อ้าปากค้างทำสิ่งใดไม่ถูก
"ภรรยา... น... นี่เจ้ามาทำอันใดที่นี่ในยามนี้?" เฉินต้าซานเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นๆ แม้จะรู้อยู่เต็มอก ทว่าก็ไม่อยากเชื่อว่าภรรยาตนจะลดตัวลงมาทำเรื่องน่าอายเยี่ยงการเป็นขโมยในบ้านตนเอง
"พี่ใหญ่ ท่านก็เห็นอยู่ว่าตะกร้าใบใหญ่หล่นอยู่ข้างกายนาง พี่สะใภ้คงหวังดี จะมาช่วยข้าเก็บเกี่ยวผักในยามวิกาลกระมัง" เฉินอวี้หันไปหาพี่ชาย แววตาของนางไม่มีความขลาดกลัวดั่งเช่นในอดีตอีกต่อไป มีเพียงความเด็ดขาดที่ทรงพลัง "ทว่าผืนดินของข้า ไม่ต้อนรับผู้ที่คิดไม่ซื่อ!"
เฉินต้าซานมองน้องสาวที่ยืนหยัดอย่างองอาจ สลับกับมองภรรยาที่ดิ้นพราดๆ อยู่ในปลักโคลน เขาถอนหายใจยาวเหยียดออกมาด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ มือหนาที่ถือตะเกียงสั่นเล็กน้อย แม้เขาจะรักและเกรงใจภรรยาเพียงใด แต่เรื่องในคืนนี้ นางเป็นฝ่ายผิดเต็มประตู ลึกๆ ในใจของบุรุษผู้ซื่อตรง เขากลับรู้สึกว่าการที่น้องสาวสั่งสอนหลี่ซื่อเสียบ้าง ก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว มิเช่นนั้นนางคงกำเริบเสิบสานไม่จบไม่สิ้น
"ลุกขึ้นมาเถิดภรรยา... กลับเข้าบ้านไปล้างเนื้อล้างตัวเสีย เจ้าทำตัวเจ้าเองแท้ๆ อับอายขายหน้าผู้อื่นนัก" เฉินต้าซานกล่าวเสียงอ่อย ก่อนจะยื่นมือไปดึงร่างที่ลื่นไถลของหลี่ซื่อขึ้นมาอย่างทุลักทุเล
หลี่ซื่อโกรธจนแทบกระอักเลือด ทว่าเมื่อเห็นสายตาเย็นชาดุจน้ำแข็งของเฉินอวี้ที่จ้องมองมา และท่าทีไม่เข้าข้างของสามี นางก็รู้ตัวว่าคืนนี้นางพ่ายแพ้อย่างราบคาบ สตรีหน้าเสี้ยมทำได้เพียงกระทืบเท้าเร่าๆ สะบัดหน้าเดินกะเผลกๆ กลับเข้าบ้านไปพร้อมกับคราบโคลนที่ส่งกลิ่นเหม็นคาว โดยไม่ลืมหันมาถลึงตาใส่เฉินอวี้อย่างอาฆาตมาดร้าย
"พี่ใหญ่" เฉินอวี้เอ่ยรั้งเฉินต้าซานไว้ก่อนที่เขาจะเดินจากไป "ข้าเคยลั่นวาจาไว้แล้ว ผืนดินนี้คือชีวิตของข้า หากยังมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก ข้าจะไม่ไว้หน้าผู้ใดทั้งสิ้น หวังว่าท่านจะเตือนสติภรรยาของท่านให้ดี"
เฉินต้าซานพยักหน้ารับอย่างเจียมตัว ความรู้สึกผิดและละอายใจตีตื้นขึ้นมาในอก เขามองแผ่นหลังของน้องสาวที่เปลี่ยนไปราวกับคนละคนด้วยความรู้สึกซับซ้อน ก่อนจะเดินคอตกกลับเข้าบ้านไป
เมื่อความวุ่นวายสงบลง เฉินอวี้สูดลมหายใจรับอากาศบริสุทธิ์ยามค่ำคืน รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นบนมุมปาก การสั่งสอนครั้งนี้น่าจะทำให้หลี่ซื่อสงบเสงี่ยมไปได้อีกพักใหญ่ นางหมุนตัวกลับเข้าห้อง ปิดประตูลงกลอน และนำสติสัมปชัญญะกลับเข้าสู่มิติสวนสวรรค์ เพื่อสานต่อการเพาะปลูกและฝึกฝนร่างกายที่ค้างไว้
กาลเวลาไหลเวียนผ่านไปจนกระทั่งแสงแรกแห่งรุ่งอรุณสาดส่องขอบฟ้า...
เฉินอวี้ก้าวออกจากมิติสวนสวรรค์อีกครั้งพร้อมกับกลิ่นหอมกรุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากผิวกาย ภายในพื้นที่ส่วนตัวนั้น ผักหยกน้ำค้างเติบโตเต็มที่แล้ว! ลำต้นอวบอิ่ม ใบสีมรกตทอประกายระยิบระยับสะท้อนแสงแดดอ่อนๆ หยาดน้ำค้างที่เกาะพราวบนใบส่งกลิ่นหอมหวานล้ำลึกที่สามารถกระตุ้นความหิวโหยของผู้ที่ได้กลิ่นได้อย่างน่าอัศจรรย์ นี่คือวัตถุดิบชั้นเลิศที่จะใช้เปิดตลาดในเมืองชิงเฟิง!
นางจัดการเก็บเกี่ยวผักทั้งหมดใส่ตะกร้าสานอย่างทะนุถนอม ทว่าปัญหาใหญ่กลับตามมา ปริมาณผักที่งอกเงยจากดินดำในมิตินั้นมีมากเกินกว่าที่นางจะแบกไหว และการเดินทางไปเมืองชิงเฟิงด้วยสองเท้านั้น ต้องใช้เวลาเดินกว่าครึ่งชั่วยาม
ในขณะที่เฉินอวี้กำลังยืนขมวดคิ้วมองตะกร้าผักกองโต เงาร่างสูงใหญ่ดุจกำแพงเมืองก็ทาบทับลงมาบดบังแสงอาทิตย์ยามเช้า
จางต้าหนิวปรากฏตัวขึ้นที่ริมรั้ว พร้อมกับท่อนไม้ไผ่ลำหนาหลายสิบท่อนบนบ่ากว้าง รอยยิ้มซื่อๆ แย้มกว้างบนใบหน้าคร้ามแดด เหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายตามกรอบหน้า บ่งบอกว่าเขาคงตื่นตั้งแต่ไก่โห่เพื่อไปตัดไม้ไผ่เหล่านี้มา
"น้องอวี้..." เสียงทุ้มแหบพร่าเอ่ยเรียก พร้อมกับวางไม้ไผ่ลงบนพื้นเสียงดังตึง "เมื่อวานข้าเห็นเจ้าปลูกผักไว้มากมาย หากเจ้าต้องการนำมันไปขายที่ตลาดเมืองชิงเฟิง ข้า... ข้าจะช่วยต่อรถลากไม้ไผ่ให้เจ้าเอง! รับรองว่าแข็งแรงและลากเบาแรงนัก วันนี้ข้าขออาสาเป็นคนลากรถพาเจ้าไปเปิดหูเปิดตาที่เมืองชิงเฟิงเถิด!"
แววตาของบุรุษหนุ่มมุ่งมั่นและเปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้น เส้นทางสู่การค้าขายและการปฏิวัติชีวิตในตลาดเมืองชิงเฟิงที่เต็มไปด้วยสีสันและการแข่งขัน กำลังจะเปิดฉากขึ้นแล้ว!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: เก็บเกี่ยวครั้งแรก]**