ตอนที่ 8
***บทที่ 8: เก็บเกี่ยวครั้งแรก***
เฉินอวี้ยืนนิ่งงันไปชั่วขณะเมื่อได้ยินคำกล่าวอันซื่อตรงและแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้นของจางต้าหนิว ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลอาบซ่านไปทั่วหัวใจที่เคยเยือกเย็น ในโลกก่อน นางต้องต่อสู้ดิ้นรนเพียงลำพังมาตลอด ไม่เคยมีผู้ใดยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือโดยไม่หวังผลตอบแทนเช่นนี้มาก่อน
"พี่ต้าหนิว..." เฉินอวี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าปกติ รอยยิ้มจริงใจประดับบนใบหน้าอวบอิ่ม "ท่านตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเพื่อไปตัดไม้ไผ่พวกนี้มาให้ข้า ซ้ำยังจะช่วยต่อรถลากและเป็นธุระพากันไปตลาดอีก น้ำใจครั้งนี้ของท่าน ข้าเฉินอวี้จะจดจำจารึกไว้ในใจอย่างแน่นอน หากวันนี้ขายผักได้ราคา ข้าจะเลี้ยงอาหารมื้อใหญ่แก่ท่านและป้าหวังเป็นการตอบแทน!"
จางต้าหนิวได้ยินเช่นนั้นก็ยกมือหนาขึ้นเกาหลังศีรษะด้วยความเก้อเขิน รอยยิ้มซื่อๆ กว้างขึ้นจนเห็นฟันขาว "ตอบทงตอบแทนอันใดกันเล่า พวกเราเป็นเพื่อนบ้านกัน ช่วยเหลือกันย่อมเป็นเรื่องสมควร เจ้าไปเตรียมจัดการผักของเจ้าเถิด ทางนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเอง ประเดี๋ยวเดียวก็เสร็จแล้ว"
ชายหนุ่มไม่รอช้า เขาวางท่อนไม้ไผ่ลงบนลานดินหน้าบ้าน หยิบมีดพร้าเล่มเขื่องที่เหน็บอยู่ข้างเอวออกมา แล้วเริ่มลงมือผ่าและถากไม้ไผ่อย่างคล่องแคล่ว เสียงมีดปะทะเนื้อไม้ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ บนท่อนแขนแกร่งขยับเขยื้อนตามแรงฟัน หยาดเหงื่อบุรุษเพศเริ่มผุดพรายตามกรอบหน้าและแผ่นหลังกว้าง ทว่าเขากลับไม่ย่อท้อ บ่งบอกถึงพละกำลังและความชำนาญในงานช่างที่สั่งสมมาตั้งแต่เยาว์วัย
ทางด้านเฉินอวี้ นางใช้จังหวะนี้เดินกลับเข้าไปในบ้าน ปิดประตูมิดชิดเพื่อบังสายตาผู้คน ก่อนจะนำตะกร้าสานใบใหญ่สองใบที่บรรจุ 'ผักหยกน้ำค้าง' ซึ่งเก็บเกี่ยวจากมิติสวนสวรรค์ออกมาวางไว้ที่ชานบ้าน
เมื่อจางต้าหนิวประกอบล้อไม้ไผ่เข้ากับโครงรถลากจนเสร็จสมบูรณ์ เขาก็เงยหน้าขึ้นหมายจะเรียกเฉินอวี้ ทว่าสายตาพลันปะทะเข้ากับตะกร้าสานสองใบที่วางอยู่เบื้องหน้านาง ชายหนุ่มถึงกับเบิกตากว้าง อ้าปากค้างด้วยความตื่นตะลึง
"สวรรค์! น้องอวี้... นี่คือผักที่เจ้าปลูกเช่นนั้นหรือ?"
จางต้าหนิวทิ้งเครื่องมือในมือแล้วเดินเข้าไปใกล้ราวกับต้องมนต์สะกด ผักใบเขียวที่อัดแน่นอยู่ในตะกร้าเหล่านั้น ช่างงดงามและอวบอิ่มจนแทบไม่อยากเชื่อสายตา ลำต้นของมันอวบหนาสีขาวอมเขียวใสราวกับหยกสลัก ใบแต่ละใบกางแผ่ออกซ้อนทับกันอย่างสมบูรณ์แบบ สีเขียวมรกตทอประกายระยิบระยับล้อแสงตะวันยามเช้า ซ้ำยังมีกลิ่นหอมหวานสดชื่นดุจหยาดน้ำค้างบริสุทธิ์โชยมาแตะจมูก เพียงแค่ได้สูดดมก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าไปทั้งร่าง
"เป็นอย่างไรเล่า ผลผลิตหยาดเหงื่อแรงกายของข้า" เฉินอวี้ยืดอกขึ้นเล็กน้อยด้วยความภาคภูมิใจ "นี่คือ 'ผักหยกน้ำค้าง' ข้าทะนุถนอมดูแลพวกมันอย่างดี รสชาติของมันย่อมไม่เป็นสองรองผู้ใดในหมู่บ้านชิงซี หรือแม้แต่ในเมืองชิงเฟิงก็หาไม่ได้ง่ายๆ เป็นแน่"
ชายหนุ่มพยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วย เขาเติบโตมากับการทำไร่ไถนา ย่อมมองออกว่าผักเหล่านี้คือของล้ำค่าคุณภาพสูงสุดที่หาดูได้ยากยิ่ง ทว่าในขณะที่สายตาของเขาละจากตะกร้าผักขึ้นมามองใบหน้าของผู้ปลูก หัวใจของจางต้าหนิวก็พลันกระตุกวูบ
ยามนี้แสงแดดอ่อนๆ สีทองสาดส่องลงมาอาบไล้ร่างของเฉินอวี้ แม้รูปร่างของนางจะยังคงอวบอ้วนเทอะทะในชุดผ้าฝ้ายตัวเก่า ทว่าหยาดเหงื่อที่เกาะพราวบนใบหน้ากลับขับเน้นให้ผิวพรรณดูเปล่งปลั่งขึ้นอย่างประหลาด สิ่งที่ดึงดูดสายตาที่สุดคือดวงตาคู่สวยของนาง... มันมิใช่ดวงตาที่เลื่อนลอย ขลาดกลัว หรืออมทุกข์ดั่งเช่นในอดีต ทว่ามันกระจ่างใสดุจดารา สุกสกาวและเปี่ยมล้นไปด้วยพลังชีวิตอันเจิดจ้า แววตาแห่งความมุ่งมั่นและไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตานั้น มีเสน่ห์ลึกล้ำจนทำให้บุรุษร่างยักษ์ลืมหายใจไปชั่วขณะ
จางต้าหนิวรู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างกะทันหัน เขาเบือนหน้าหนีอย่างรวดเร็ว แสร้งทำเป็นกระแอมไอแก้เกี้ยว "อืม... ผักดีเยี่ยงนี้ ย่อมต้องขายได้ราคางามแน่ มาเถิด ข้าต่อรถลากเสร็จแล้ว พวกเราช่วยกันยกตะกร้าขึ้นรถ แล้วรีบออกเดินทางกันดีกว่า หากไปสาย ตลาดจะวายเสียก่อน"
เฉินอวี้ไม่ได้สังเกตเห็นท่าทีเก้อเขินของอีกฝ่าย นางพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน สองคนช่วยกันประคองตะกร้าสานใบหนักอึ้งขึ้นไปวางบนรถลากไม้ไผ่ที่ถูกออกแบบมาอย่างแข็งแรงทนทาน จากนั้นจางต้าหนิวก็ก้าวไปประจำที่ด้านหน้า คว้าคันชักไม้ไผ่ขึ้นพาดบ่ากว้าง ออกแรงดึงเพียงเล็กน้อย รถลากก็เคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างราบรื่นและเบาแรงสมดั่งคำคุย
"ไปกันเถิด สู่เมืองชิงเฟิง!" เฉินอวี้ประกาศก้อง แววตาเต็มไปด้วยประกายแห่งความหวัง
ล้อไม้ไผ่บดเบียดกับพื้นดินลูกรังเกิดเป็นเสียงเอี๊ยดอ๊าดดังเป็นจังหวะ สองหนุ่มสาวต่างเดินเคียงคู่กันไปตามเส้นทางสายเล็กๆ ที่มุ่งหน้าออกจากหมู่บ้านชิงซี ท่ามกลางม่านหมอกบางเบาและเสียงนกร้องขับขานยามเช้าตรู่
ใช้เวลาเดินทางเกือบครึ่งชั่วยาม ในที่สุดกำแพงหินและซุ้มประตูเมืองชิงเฟิงอันคึกคักก็ปรากฏแก่สายตา เสียงจอแจของพ่อค้าแม่ขายและชาวบ้านที่มาจับจ่ายซื้อของดังเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณ กลิ่นอายของการค้าขายและการแข่งขันลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ
จางต้าหนิวลากรถพาเฉินอวี้ฝ่าฝูงชนเข้ามาจนถึงโซนตลาดสด พวกเขาเลือกทำเลว่างๆ บริเวณหัวมุมถนนซึ่งพอจะมีคนเดินผ่านพลุกพล่าน เฉินอวี้สูดลมหายใจเข้าลึก เตรียมพร้อมที่จะเปิดฉากเส้นทางแม่ค้าเต็มตัว
ทว่า... ทันทีที่เกวียนไม้ไผ่จอดสนิท และเฉินอวี้กำลังจะอ้าปากตะโกนเรียกลูกค้า เสียงแหลมปรี๊ดราวกับนกหวีดแตกร้าว ที่แฝงไปด้วยความดูถูกเหยียดหยามอย่างไม่ปิดบัง ก็ดังแหวกอากาศเข้ามาปะทะโสตประสาท!
"สวรรค์โปรด! ข้านึกว่าภูเขาเนื้อหมูเคลื่อนที่ได้ที่ใดหลงเข้ามาในตลาด ที่แท้ก็สตรีบ้านป่าเมืองเถื่อนนี่เอง! หอบเอาหญ้าประหลาดอันใดมาวางเร่ขายเกะกะหน้าร้านข้า! ไสหัวไปให้พ้นเดี๋ยวนี้นะ นังอัปลักษณ์!"
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: สู่ตลาดเมืองชิงเฟิง]**