เปิดฉากปะทะสะใภ้ใหญ่ ฟาร์มแต้มรัวๆ

เสียงสลักประตูไม้ที่ถูกงัดแงะดังแกรกกรากอย่างต่อเนื่อง ปลุกเร้าสัญชาตญาณระวังภัยของฟางซินให้พลุ่งพล่านถึงขีดสุด นางกำท่อนไม้ค้ำหน้าต่างไว้ในมือจนข้อขาวซีด ดวงตาจับจ้องบานประตูผุพังไม่กะพริบ ราวกับพยัคฆ์ร้ายที่ซุ่มรอตะครุบเหยื่อ

ในที่สุด เสียงงัดแงะก็เงียบลง ตามมาด้วยเสียงสลักไม้ถูกปลดออกดัง ‘ผลัวะ’ เบาๆ

หัวใจของฟางซินเต้นระทึก!

บานประตูแง้มเปิดออกอย่างเชื่องช้า เผยให้เห็นร่างอวบอ้วนของสตรีผู้หนึ่งที่ฟางซินจดจำได้แม่นยำ... หวังเหมยตาน สะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลเฉิน!

นางย่องเข้ามาในห้องอย่างเงียบกริบราวกับแมวขโมย ทว่าสิ่งที่นางถือมาด้วยนั้นไม่ใช่มีดหรือไม้ แต่เป็นกะละมังไม้ใบใหญ่ที่ส่งกลิ่นเหม็นอับชื้นคละคลุ้งไปทั่วห้อง

ฟางซินขมวดคิ้วมุ่น นางลดท่อนไม้ในมือลงอย่างเงียบเชียบ ซ่อนมันไว้ด้านหลังแล้วยืนพิงผนังทำทีเป็นคนป่วยที่เพิ่งลุกจากเตียง ใบหน้าซีดเซียวแต่แววตากลับคมปลาบดุจใบมีด

หวังเหมยตานวางกะละมังลงกับพื้นเสียงดัง ‘ปัง’ จนฝุ่นฟุ้งกระจาย นางเชิดคางขึ้น พลางปรายตามองฟางซินด้วยสายตาดูแคลน กล่าวด้วยน้ำเสียงเกียจคร้านว่า “น้องสะใภ้รอง เห็นว่าเจ้าดีขึ้นแล้ว แม่เลยให้ข้านำเสื้อผ้าของบ้านใหญ่มาให้เจ้าช่วยซักเสียหน่อย”

ฟางซินกวาดสายตาไปยังกะละมังใบนั้น เสื้อผ้ากองพะเนินเทินทึก ทั้งเสื้อตัวนอกตัวในของเฉินต้าจวินสามีของนาง ของตัวนางเอง และของลูกชายหญิงอีกสองคน ส่งกลิ่นเหงื่อไคลและสิ่งสกปรกโชยออกมาจนน่าสะอิดสะเอียน เห็นได้ชัดว่าถูกหมักหมมเอาไว้หลายวัน

โทสะสายหนึ่งพลันแล่นปราดขึ้นสู่สมอง! นี่มันไม่เห็นนางอยู่ในสายตาเกินไปแล้ว! คิดว่านางยังเป็นฟางซินคนเดิมที่อ่อนแอและยอมคนอยู่หรือ? ฝันไปเถอะ!

“พี่สะใภ้ใหญ่” ฟางซินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่เย็นเยียบ “พี่ดูสภาพข้าตอนนี้สิ แม้แต่แรงจะยืนยังแทบไม่มี ท่านยังจะให้ข้าซักผ้ากองเท่าภูเขานี้อีกหรือ? หรือว่าท่านอยากจะให้ข้าไปตายเร็วขึ้นกันแน่?”

หวังเหมยตานเบ้ปาก “พูดจาอะไรน่าไม่อาย แค่ซักผ้าจะไปตายได้อย่างไรกัน? เจ้าเป็นสะใภ้บ้านรอง ก็ต้องช่วยแบ่งเบาภาระของบ้านใหญ่บ้างสิ อย่าทำตัวขี้เกียจสันหลังยาวนักเลย”

“ขี้เกียจ?” ฟางซินแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “คนที่ขี้เกียจคือข้า หรือคือพี่สะใภ้ใหญ่กันแน่? เสื้อผ้าของครอบครัวตัวเองแท้ๆ กลับไม่ยอมซัก ปล่อยให้หมักหมมจนเหม็นเน่า แล้วโยนมาให้คนป่วยที่นอนซมมาสามวันซักให้ ท่านไม่รู้สึกว่ามันน่าละอายบ้างหรือ?”

คำพูดที่แทงใจดำทำให้ใบหน้าของหวังเหมยตานพลันสลับแดงสลับขาว นางชี้หน้าฟางซินอย่างเกรี้ยวกราด “นี่เจ้ากล้าว่าข้างั้นรึ! ฟางซิน! เจ้ามันก็แค่สะใภ้ที่สามีไม่อยู่บ้าน อย่าได้กำเริบให้มันมากนักนะ!”

“ข้าแค่พูดความจริง!” ฟางซินตวาดกลับเสียงดังลั่นไม่แพ้กัน นางไม่คิดจะทนอีกต่อไปแล้ว!

*ปึง!*

เท้าข้างหนึ่งของฟางซินฟาดเข้าที่กลางกะละมังไม้อย่างแรง!

กะละมังซักผ้าที่หนักอึ้งลอยคว้างกลางอากาศ ก่อนจะพลิกคว่ำลงบนพื้นดินกลางลานบ้าน เสื้อผ้าสกปรกกองมหึมาเทกระจาดเกลื่อนกลาด ส่งกลิ่นเหม็นฟุ้งไปทั่วบริเวณ

การกระทำอันอุกอาจของฟางซินทำให้หวังเหมยตานตกตะลึงจนอ้าปากค้าง ส่วนฟางซินไม่รอช้า นางก้าวพรวดออกจากห้อง ชี้หน้าด่ากราดสะใภ้ใหญ่กลางลานบ้านด้วยพลังเสียงทั้งหมดที่มี!

“มาดูกันเร็วพี่ป้าน้าอา! มาดูความหน้าไม่อายของสะใภ้ใหญ่บ้านตระกูลเฉินกันเร็ว!” เสียงของนางดังราวกับระฆังแตก ดึงดูดความสนใจจากเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียงได้ในทันที

“นางหวังเหมยตานคนนี้! ร่างกายแข็งแรงดีทุกอย่าง แต่กลับขี้เกียจตัวเป็นขน! ไม่ยอมซักเสื้อผ้าให้สามีและลูกตัวเอง ปล่อยให้หมักหมมจนหนอนจะขึ้น แล้วยังหน้าด้านยกมาให้ข้า...คนที่ป่วยจนแทบลุกไม่ขึ้นเป็นคนซักให้!”

ฟางซินชี้ไปยังเสื้อผ้าที่กองระเกะระกะบนพื้น “ทุกท่านดูสิ! นี่มันเสื้อผ้าหรือผ้าขี้ริ้วกันแน่! ข้าแต่งเข้าตระกูลเฉินมาเป็นสะใภ้ ไม่ได้มาเป็นทาสรับใช้ของบ้านใหญ่! สามีข้าเป็นทหารปกป้องประเทศชาติ แต่ภรรยาอย่างข้ากลับต้องมาถูกพี่สะใภ้ข่มเหงรังแกเยี่ยงนี้! มันยุติธรรมแล้วหรือ!”

คำพูดของนางทั้งโหยหวนและเจ็บปวด ประกอบกับสภาพร่างกายที่ผ่ายผอมและใบหน้าที่ซีดเผือด ทำให้ดูน่าสงสารจับใจในสายตาของชาวบ้าน

ประตูบ้านข้างๆ เปิดออก เผยให้เห็นใบหน้าสอดรู้สอดเห็นของป้าหลี่กุ้ยฟาง ปากลำโพงประจำหมู่บ้าน นางมองเหตุการณ์ด้วยดวงตาเป็นประกาย พร้อมกับเพื่อนบ้านอีกสองสามคนที่เริ่มออกมายืนมุงดูและซุบซิบกันเสียงเบา

“นั่นสิ สะใภ้รองก็ป่วยอยู่ไม่ใช่รึ? จะให้นางไปซักผ้ากองขนาดนั้นได้อย่างไร”

“สะใภ้ใหญ่นี่ก็เกินไปจริงๆ...”

“ดูท่าบ้านตระกูลเฉินจะวุ่นวายอีกแล้ว”

หวังเหมยตานได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบทิศทาง ใบหน้าของนางก็ร้อนผ่าวราวกับถูกตบด้วยฝ่ามือที่มองไม่เห็น นางทั้งโกรธทั้งอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี! นางชี้หน้าฟางซินตัวสั่นเทา พูดไม่ออกไปชั่วขณะ “เจ้า... เจ้า...”

ในขณะที่หวังเหมยตานกำลังเจ็บใจจนแทบกระอักโลหิตอยู่นั้นเอง...

*ติ๊ง!*

[ได้รับแต้มความโกรธจากหวังเหมยตาน +20 แต้ม!]

[ได้รับแต้มความอับอายจากหวังเหมยตาน +30 แต้ม!]

[ชาวบ้านเริ่มคล้อยตาม... ได้รับแต้มความอัปยศอดสูของเป้าหมายเพิ่มขึ้น!]

[ได้รับแต้มความโกรธจากหวังเหมยตาน +20 แต้ม!]

[ได้รับแต้มความอับอายจากหวังเหมยตาน +35 แต้ม!]

เสียงแจ้งเตือนของระบบดังขึ้นในใจของฟางซินไม่หยุดหย่อน! แต้มพุ่งพรวดพราดราวกับน้ำป่าไหลหลาก นางรู้สึกเหมือนได้ค้นพบขุมทรัพย์! การด่าคนต่อหน้าสาธารณชนมันได้แต้มดีขนาดนี้เลยรึนี่!

“ข้าทำไม!?” ฟางซินกอดอกเชิดหน้าขึ้น “ข้าพูดอะไรผิดงั้นหรือ? หรือว่าพี่สะใภ้ใหญ่กล้าทำแต่ไม่กล้ารับ! ถ้าท่านยังมีเศษเสี้ยวของยางอายอยู่บ้าง ก็จงเก็บผ้าขี้ริ้วของท่านกลับไปซักเองเสีย! อย่ามาระรานคนป่วยที่ไม่มีทางสู้!”

คำว่า ‘เศษเสี้ยวของยางอาย’ เป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ความอดทนของหวังเหมยตานขาดสะบั้น แต่นางกลับไม่สามารถโต้เถียงอะไรได้อีกต่อไปภายใต้สายตาของชาวบ้าน นางกรีดร้องออกมาคำหนึ่งด้วยความคลั่งแค้น ก่อนจะหันหลังวิ่งหนีกลับเข้าบ้านใหญ่ไปอย่างไม่คิดชีวิต ทิ้งกองเสื้อผ้าสกปรกและความอับอายไว้เบื้องหลัง

[ยอดรวมแต้มที่ได้รับจากเป้าหมาย: 105 แต้ม]

มุมปากของฟางซินยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ไม่มีใครสังเกตเห็น นางแสร้งทำเป็นอ่อนแรงจนซวนเซเล็กน้อย ก่อนจะหันไปขอบคุณเพื่อนบ้านที่มามุงดู แล้วเดินตัวปลิวกลับเข้าห้องของตนไปอย่างผู้ชนะ พร้อมกับปิดประตูลั่นดาลอย่างแน่นหนา

ทันทีที่อยู่ตามลำพัง ร่างกายที่แสร้งทำเป็นอ่อนแอก็กลับมายืนตรงอีกครั้ง ดวงตาของนางทอประกายแห่งความยินดีอย่างปิดไม่มิด

“ระบบ! เปิดร้านค้า!” นางออกคำสั่งในใจ

หน้าต่างโปร่งใสปรากฏขึ้นตรงหน้า มีรายการสินค้าจากยุค 60 เรียงรายอยู่มากมาย สายตาของฟางซินกวาดผ่านไข่ไก่และข้าวสาร ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่สินค้ารายการหนึ่งที่ทำให้นางถึงกับกลืนน้ำลาย

[เนื้อหมูสามชั้น: 1 จิน (500 กรัม) ราคา 100 แต้ม]

“แลก!” ฟางซินตัดสินใจโดยไม่ลังเล

[ยืนยันการแลกเนื้อหมูสามชั้น 1 จิน หัก 100 แต้ม]

สิ้นเสียงระบบ พริบตาต่อมา เนื้อหมูสามชั้นชิ้นงามก็ปรากฏขึ้นในมือของนาง!

มันเป็นเนื้อหมูที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่นางเคยเห็นในยุคนี้! ชั้นไขมันสีขาวนวลสลับกับชั้นเนื้อสีแดงสดอย่างงดงาม หนังหมูมันวาว แค่มองก็รู้แล้วว่าหากนำไปปรุงอาหารจะต้องอร่อยเลิศรสเพียงใด นี่คือเนื้อหมูชิ้นแรกที่นางหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรง...เอ่อ...น้ำลายของตัวเอง!

ฟางซินสูดกลิ่นหอมสดใหม่ของเนื้อหมูเข้าเต็มปอด หัวใจพองโตด้วยความสุขและความหวัง ก่อนที่รอยยิ้มจะเลือนหายไปเมื่อนึกถึงปัญหาต่อไป นางเหลือบมองเตาดินเล็กๆ ที่มุมห้องซึ่งไร้ฟืนและไฟ แววตาครุ่นคิดอย่างหนัก

ได้เนื้อหมูมาแล้ว... แต่จะทำอย่างไรถึงจะได้ลิ้มรสมันโดยไม่ให้ใครในบ้านเฉินล่วงรู้ได้เล่า? โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามค่ำคืนที่เงียบสงัดเช่นนี้ กลิ่นหอมของเนื้อหมูตุ๋น... คงไม่อาจปิดบังใครได้ง่ายๆ แน่...