กลิ่นหมูตุ๋นน้ำแดงลอยคละคลุ้ง
ในความมืดมิดของห้องพักอันคับแคบ มีเพียงแสงจันทร์ซีดเซียวที่สาดส่องผ่านรอยแตกของหน้าต่างกระดาษลงมากระทบเงาร่างของฟางซิน นางจ้องมองเนื้อหมูสามชั้นในมือด้วยแววตาซับซ้อน มันคือสมบัติล้ำค่า คือความหวังในการต่อชีวิต แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นดั่งระเบิดเวลาที่พร้อมจะสร้างปัญหาใหญ่หลวงได้ทุกเมื่อ
ในบ้านตระกูลเฉินที่ทุกอย่างล้วนอยู่ในสายตาของจ้าวชุนฮวา การจะปรุงเนื้อหมูชิ้นนี้โดยไม่ให้ใครล่วงรู้เป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้
แต่ฟางซินในยามนี้ไม่ใช่หญิงสาวผู้อ่อนแอคนเดิมอีกต่อไป นางคือแม่ค้าออนไลน์จากศตวรรษที่ 21 ผู้ผ่านการแข่งขันอันดุเดือดมานับครั้งไม่ถ้วน ปัญหาแค่นี้หรือจะหยุดยั้งนางได้?
นางสูดหายใจลึก กวาดตามองไปรอบห้องที่ว่างเปล่า ก่อนจะหยุดลงที่เตาดินเผาขนาดเล็กซึ่งถูกทิ้งร้างไว้ที่มุมห้อง นางเดินไปหยิบมันขึ้นมาปัดฝุ่นอย่างเบามือ จากนั้นจึงเคลื่อนย้ายโต๊ะไม้เก่าคร่ำคร่ามาวางขวางประตูไว้ แล้วนำผ้าขี้ริ้วเก่าๆ ที่พอจะหาได้มาอุดตามรอยแยกของกรอบประตูอย่างแน่นหนาที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้จะรู้ว่าไม่อาจสกัดกั้นกลิ่นหอมได้อย่างสมบูรณ์ แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
ปัญหาต่อมาคือฟืนและเครื่องปรุง นางไม่มีสิ่งเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย
“ระบบ” นางเรียกในใจ “ในร้านค้ามีเครื่องปรุงขายหรือไม่?”
[มีเจ้าค่ะ โฮสต์ต้องการสิ่งใด?]
“ขอน้ำมันหมู ซีอิ๊ว น้ำตาลกรวด ขิง และโป๊ยกั้ก อย่างละเล็กน้อย”
[น้ำมันหมู 1 ช้อน ราคา 1 แต้ม, ซีอิ๊ว 1 ถ้วยเล็ก ราคา 2 แต้ม, น้ำตาลกรวด 3 ก้อน ราคา 1 แต้ม, ขิง 1 แง่งเล็ก ราคา 0.5 แต้ม, โป๊ยกั้ก 2 ดอก ราคา 0.5 แต้ม... รวมทั้งสิ้น 5 แต้ม ยืนยันการแลกเปลี่ยนหรือไม่?]
“ยืนยัน!”
นางเหลือแต้มอยู่เพียง 5 แต้มพอดีพอดิบ วัตถุดิบทั้งหมดปรากฏขึ้นในมือราวกับมีเวทมนตร์ ส่วนเชื้อเพลิงนั้น นางนึกขึ้นได้ว่าใต้เตียงมีเศษฟางแห้งและเศษไม้ที่เจ้าของร่างเดิมเก็บไว้สำหรับฤดูหนาว นางจึงค่อยๆ ลำเลียงมันออกมาใช้ทีละน้อย
เมื่อทุกอย่างพร้อมสรรพ ฟางซินก็ลงมืออย่างคล่องแคล่วว่องไว นางหั่นเนื้อหมูสามชั้นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมพอดีคำ บรรจงนำมันลงไปนาบในหม้อดินเล็กๆ ที่ตั้งบนเตาซึ่งมีเปลวไฟลุกโชนอยู่ภายใน เสียงไขมันที่สัมผัสกับความร้อนดัง ‘ฉ่า’ ขึ้นเบาๆ กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของเนื้อหมูเริ่มส่งกลิ่นอบอวลไปทั่วทั้งห้อง
ฟางซินรอจนเนื้อหมูเริ่มเป็นสีเหลืองทองและส่งกลิ่นหอมกรุ่น จึงใส่น้ำตาลกรวดลงไปเคี่ยวจนกลายเป็นสีคาราเมลเข้มสวย จากนั้นจึงเติมซีอิ๊ว ขิง และโป๊ยกั้กตามลงไป เติมน้ำจนท่วมชิ้นหมู แล้วจึงปิดฝาหม้อ ใช้ไฟอ่อนเคี่ยวตุ๋นอย่างช้าๆ
เวลาผ่านไปทีละน้อย กลิ่นหอมที่เคยถูกกักเก็บไว้ในห้องแคบๆ เริ่มไม่อาจต้านทานได้อีกต่อไป มันคือกลิ่นหอมหวานเค็มอันซับซ้อนของหมูตุ๋นน้ำแดงที่ปรุงอย่างพิถีพิถัน กลิ่นที่สามารถปลุกวิญญาณผู้หิวโหยให้ลุกขึ้นมาจากหลุมศพได้ กลิ่นนั้นค่อยๆ เล็ดลอดผ่านรอยแยกของประตูที่ถูกอุดไว้ ลอยคละคลุ้งออกไปตามสายลมยามค่ำคืนอันเงียบสงัด
ในห้องปีกตะวันออก เฉินเสี่ยวลี่ น้องสาวสามีผู้เอาแต่ใจกำลังนอนพลิกตัวไปมาด้วยความหิวโหย นางได้รับอาหารเย็นไม่ต่างจากฟางซินนัก มีเพียงมันเทศต้มไม่กี่หัวที่ไม่อาจเติมเต็มกระเพาะของนางได้ ทันใดนั้น จมูกของนางก็กระตุกน้อยๆ
กลิ่นอะไรกัน?
ทีแรกนางคิดว่าตนเองหิวจนจินตนาการไปเอง แต่กลิ่นนั้นกลับชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ มันเป็นกลิ่นเนื้อ! กลิ่นเนื้อตุ๋นที่หอมหวานเย้ายวนใจที่สุดเท่าที่นางเคยได้กลิ่นมาในชีวิต!
ดวงตาของเฉินเสี่ยวลี่เบิกกว้าง ร่างกายที่เคยอ่อนเพลียพลันเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง นางลุกพรวดจากเตียง เดินตามกลิ่นหอมนั้นไปราวกับถูกมนตร์สะกด ปลายทางของกลิ่นนำนางมาหยุดยืนอยู่หน้าห้องของฟางซิน สะใภ้รองที่นางชิงชัง
“นังแพศยาฟางซิน!” เฉินเสี่ยวลี่คำรามในลำคอ “ที่แท้ก็แอบซ่อนของดีไว้กินคนเดียวนี่เอง!”
ความหิวและความอิจฉาริษยาทำให้สติของนางขาดผึง นางไม่สนใจกาลเทศะอีกต่อไป ยกมือขึ้นทุบประตูอย่างแรง
ปัง! ปัง! ปัง!
“ฟางซิน! เปิดประตูนะ! ข้ารู้ว่าเจ้าแอบกินอะไรอยู่ข้างใน! เอาออกมาแบ่งข้าเดี๋ยวนี้!”
เสียงทุบประตูและเสียงตะโกนของเฉินเสี่ยวลี่ดังลั่นไปทั่วลานบ้าน ทำลายความเงียบสงบยามราตรีจนหมดสิ้น ฟางซินที่กำลังจะตักเนื้อหมูเข้าปากถึงกับชะงัก คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันอย่างไม่พอใจ
มาเร็วกว่าที่คิดไว้นัก!
“เปิดประตูสิฟางซิน! ถ้าเจ้าไม่เปิด ข้าจะพังเข้าไปแล้วนะ!” เฉินเสี่ยวลี่ขู่พลางใช้เท้าถีบประตูเสียงดังโครมคราม
ฟางซินแค่นเสียงเย็นชา นางรีบนำหม้อหมูตุ๋นร้อนๆ เข้าไปเก็บในมิติอย่างรวดเร็วเพื่อทำลายหลักฐาน จากนั้นจึงค่อยๆ ขยับโต๊ะที่ขวางประตูออก แล้วเปิดประตูออกไปเผชิญหน้า
ทันทีที่ประตูเปิดออก เฉินเสี่ยวลี่ที่กำลังจะถีบซ้ำก็เสียหลักถลาเข้ามาข้างใน ดวงตาของนางกวาดมองไปทั่วห้องอย่างละโมบ แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า มีเพียงกลิ่นหอมจางๆ ที่ยังคงตกค้างอยู่ในอากาศเป็นหลักฐานว่านางไม่ได้คิดไปเอง
“ของกินล่ะ! อยู่ไหน!” เฉินเสี่ยวลี่ตวาดถาม จ้องฟางซินเขม็ง “เจ้าเอาไปซ่อนไว้ที่ไหน! รีบเอาออกมาให้ข้า!”
ฟางซินกอดอกมองร่างอวบอ้วนของน้องสาวสามีด้วยสายตาเย็นชาดุจน้ำแข็ง “กลางค่ำกลางคืนไม่หลับไม่นอน มาทุบประตูห้องพี่สะใภ้ราวกับคนเสียสติ เจ้าได้รับการอบรมสั่งสอนมาเช่นนี้หรือ เฉินเสี่ยวลี่?”
“เจ้าอย่ามาทำเป็นพูดดี!” เฉินเสี่ยวลี่ชี้หน้า “ข้าได้กลิ่นชัดเจน! กลิ่นเนื้อตุ๋น! เจ้าต้องแอบกินของอร่อยอยู่คนเดียวแน่ๆ!”
“กลิ่นเนื้อ?” ฟางซินเลิกคิ้ว แสร้งทำเป็นประหลาดใจ “จมูกเจ้าคงดีเกินไปแล้วกระมัง ดีเสียยิ่งกว่าจมูกสุนัขเสียอีก ขนาดข้าอยู่ในห้องยังไม่ได้กลิ่นอะไรเลย แต่เจ้าที่อยู่ห้องถัดไปกลับได้กลิ่นเสียอย่างนั้น ช่างน่าอัศจรรย์ใจเสียจริง”
คำพูดที่เปรียบเปรยว่านางมีจมูกเหมือนสุนัขทำให้ใบหน้าของเฉินเสี่ยวลี่แดงก่ำด้วยความโกรธ “เจ้า...เจ้าด่าข้าหรือ!”
“ข้าเพียงแค่ชื่นชม” ฟางซินยิ้มเยาะ “แต่เอาเถอะ ถึงข้าจะกินเนื้อตุ๋นจริง หรือต่อให้ข้ากำลังกินทองคำแท่งอยู่ มันแล้วเกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย? นี่คือห้องของข้า ของที่อยู่ในห้องนี้ก็ย่อมเป็นของข้า เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาทุบประตูเรียกร้องขอส่วนแบ่งราวกับอันธพาลข้างถนน?”
“ขะ...ข้าเป็นน้องสาวของพี่รอง! ของของพี่รองก็เหมือนของของข้า!” เฉินเสี่ยวลี่เถียงข้างๆ คูๆ
“โอ้?” ฟางซินหัวเราะเสียงแผ่วเบา “เพิ่งจะรู้วันนี้เองว่ามีหลักการเช่นนี้อยู่บนโลกด้วย ถ้าเช่นนั้นเงินเดือนทหารที่พี่รองของเจ้าส่งกลับมาบ้านทุกเดือน ในฐานะภรรยาของเขา ข้าก็น่าจะมีสิทธิ์ในเงินนั้นด้วยใช่หรือไม่? แต่เหตุใดข้าถึงได้กินเพียงน้ำข้าวใสๆ มาตลอดครึ่งปีเล่า? หรือว่าหลักการของเจ้ามันใช้ได้ผลกับแค่การแย่งชิงของจากผู้อื่นเท่านั้น?”
คำสวนกลับที่เฉียบคมราวกับมีดสั้นแทงทะลุหัวใจทำให้เฉินเสี่ยวลี่ถึงกับพูดไม่ออก นางอ้าปากพะงาบๆ แต่กลับหาคำมาโต้แย้งไม่ได้ ความจริงที่ว่าครอบครัวฮุบเงินเดือนของพี่ชายไว้ทั้งหมดเป็นสิ่งที่นางรู้ดีแก่ใจ
เมื่อเห็นว่าตนกำลังตกเป็นรอง เฉินเสี่ยวลี่จึงใช้ไม้อ่อนที่ตนถนัดที่สุด...การร้องไห้ฟูมฟาย
“ฮือ...พี่สะใภ้รังแกข้า! เจ้ามันใจร้ายใจดำ! แอบกินของอร่อยคนเดียวแล้วยังมาด่าว่าข้าอีก!” นางแผดเสียงร้องไห้ดังลั่นบ้าน “ท่านแม่! ท่านพ่อ! รีบมาดูเร็วเข้า! พี่สะใภ้รองรังแกข้า!”
ฟางซินมองภาพนั้นด้วยสายตาสมเพช ก่อนจะปิดประตูดังปังใส่หน้าเฉินเสี่ยวลี่ที่กำลังนั่งร่ำไห้อยู่บนพื้น แล้วลงดาลอย่างแน่นหนา
[ได้รับ 30 แต้มจากอารมณ์โกรธและอับอายของเป้าหมาย: เฉินเสี่ยวลี่]
นางแค่นเสียงในใจ ‘แค่ 30 แต้มเองรึ ช่างไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย’
นางไม่สนใจเสียงร้องโวยวายข้างนอกอีกต่อไป เดินกลับไปที่มุมห้อง นำหม้อหมูตุ๋นออกมาจากมิติ กลิ่นหอมฟุ้งกระจายขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้นางไม่รอช้า ตักเนื้อหมูสามชั้นนุ่มๆ ที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำซอสสีแดงเข้มเข้าปาก
วินาทีที่เนื้อสัมผัสลิ้น รสชาติอันโอชะก็ระเบิดออกในโพรงปาก ความนุ่มละมุนของเนื้อและไขมันที่แทบจะละลายหายไป ความหอมหวานเค็มของน้ำซอสที่ซึมลึกเข้าถึงทุกอณู มันคือรสชาติแห่งสรวงสวรรค์!
ฟางซินกินอย่างไม่คิดชีวิต น้ำตาแห่งความซาบซึ้งไหลรินอาบแก้ม นี่คือเนื้อสัตว์มื้อแรกในรอบกว่าครึ่งปีของร่างนี้ ความอบอุ่นจากอาหารค่อยๆ แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ขับไล่ความหนาวเหน็บและความหิวโหยออกไปจนหมดสิ้น เรี่ยวแรงที่เคยเหือดหายไปค่อยๆ กลับคืนมาทีละน้อย
ทว่า ขณะที่นางกำลังดื่มด่ำกับความสุขนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังใกล้เข้ามา พร้อมกับเสียงตวาดอันเกรี้ยวกราดของจ้าวชุนฮวาที่ดังทะลุประตูเข้ามา
“นังตัวดีฟางซิน! เปิดประตูเดี๋ยวนี้! คิดว่ามีปีกแล้วจะบินหนีไปได้รึ! คืนนี้ถ้าข้าไม่สั่งสอนเจ้าให้หลาบจำ ข้าก็ไม่ขอมีชื่อว่าจ้าวชุนฮวาอีกต่อไป!”