ฉีกหน้าพ่อสามีจอมปลอม

เสียงทุบประตูอันเกรี้ยวกราดและเสียงตวาดของจ้าวชุนฮวาดังอยู่ภายนอก ทว่าภายในห้องกลับเงียบสงัดราวกับไม่มีผู้ใดอยู่ ฟางซินค่อยๆ วางชามและตะเกียบลงในมือ ความอบอุ่นจากเนื้อหมูและข้าวสวยร้อนๆ ได้แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย เติมเต็มพลังงานที่ขาดหายไปจนเกือบหมดสิ้นแล้ว

นางลุกขึ้นยืนช้าๆ แววตาที่เคยอ่อนแอและหวาดหวั่น บัดนี้กลับสงบนิ่งและเย็นเยียบดุจน้ำในบ่อน้ำแข็งพันปี นางไม่รีบร้อนไปเปิดประตู แต่กลับเก็บหม้อและชามข้าวที่เหลืออย่างไม่รีบร้อนเข้าไปในมิติจนหมดสิ้น ทิ้งไว้เพียงห้องอันว่างเปล่าและกลิ่นหอมจางๆ ที่ยังอวลอยู่ในอากาศ

ปัง! ปัง! ปัง!

“นังตัวดีฟางซิน! หูหนวกรึอย่างไร! ข้าบอกให้เปิดประตู!”

เมื่อเห็นว่าข้างนอกเริ่มโกลาหลหนักขึ้น ฟางซินจึงเดินไปปลดดาลประตูออกช้าๆ

ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือใบหน้าบูดเบี้ยวด้วยความโกรธของจ้าวชุนฮวา ข้างกายนางคือเฉินเสี่ยวลี่ที่ใบหน้าเปรอะเปื้อนคราบน้ำตา ยืนสะอึกสะอื้นทำท่าราวกับน่าสงสาร แต่ที่น่าจับตามองที่สุดคือบุรุษวัยกลางคนผู้ยืนอยู่ข้างหลังจ้าวชุนฮวา เขามีใบหน้าตอบเล็กน้อย สวมเสื้อผ้าฝ้ายเก่าๆ แต่สะอาดสะอ้าน ยืนกอดอกทำหน้าเคร่งขรึม เขาคือหัวหน้าครอบครัวนี้ เฉินต้าชวน พ่อสามีของนางนั่นเอง

“ในที่สุดก็ยอมโผล่หัวออกมาแล้วรึ!” จ้าวชุนฮวาแผดเสียงทันทีที่เห็นหน้าฟางซิน “นังลูกสะใภ้ไม่รักดี! แอบซ่อนของอร่อยไว้กินคนเดียว ยังกล้าลงไม้ลงมือกับน้องสามีอีก! วันนี้ข้า...”

“พอแล้ว!” เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจของเฉินต้าชวนดังขัดขึ้น จ้าวชุนฮวาชะงักปากทันที แม้จะยังมองฟางซินด้วยสายตากินเลือดกินเนื้ออยู่ก็ตาม

เฉินต้าชวนก้าวออกมาข้างหน้า จ้องมองฟางซินด้วยสายตาที่แสร้งทำเป็นเมตตาและผิดหวัง เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ ราวกับกำลังระงับอารมณ์ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงของผู้ใหญ่ที่กำลังสั่งสอนเด็ก “อาซิน... พ่อรู้ว่าเจ้าลำบาก แต่การกระทำของเจ้าวันนี้มันเกินไปหน่อย ครอบครัวเราต้องสามัคคีกัน มีของดีก็ต้องแบ่งปันกันกิน นี่เจ้าแอบกินของอร่อยอยู่คนเดียวในห้อง ปล่อยให้แม่และน้องของเจ้าทนหิวอยู่ข้างนอก มันเป็นสิ่งที่สะใภ้ที่ดีควรกระทำหรือ?”

เขาเว้นจังหวะ มองปฏิกิริยาของฟางซิน ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “เนื้อนั่น... เอาออกมาแบ่งให้ทุกคนเถิด ถือว่าพ่อขอร้อง พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน อย่าให้เรื่องเล็กๆ น้อยๆ มาทำลายความสัมพันธ์ในบ้านเลย”

คำพูดของเขาช่างฟังดูมีเหตุผลและเปี่ยมด้วยความปรารถนาดี หากเป็นฟางซินคนก่อน คงได้แต่ก้มหน้าร้องไห้และยอมทำตามแต่โดยดี แต่สำหรับฟางซินคนใหม่ คำพูดเหล่านี้ช่างเสแสร้งและน่าขันสิ้นดี

เสียงเอะอะโวยวายหน้าบ้านตระกูลเฉิน ดึงดูดความสนใจของเพื่อนบ้านที่เพิ่งเลิกงานจากคอมมูนและกำลังเดินผ่านไปมา หลายคนเริ่มชะลอฝีเท้า ทำทีเป็นเดินช้าๆ แต่หูกลับผึ่งรอฟังเรื่องสนุก

ฟางซินไม่แสดงท่าทีตื่นตระหนกหรือสำนึกผิดแม้แต่น้อย นางก้มศีรษะลงเล็กน้อย กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่ชัดถ้อยชัดคำ “ท่านพ่อกล่าวได้มีเหตุผลยิ่งเจ้าค่ะ ครอบครัวเราต้องสามัคคีกัน มีของดีก็ต้องแบ่งปัน”

เฉินต้าชวนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ คิดว่าตนสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว

แต่แล้ว ฟางซินก็เงยหน้าขึ้น สบตาเขาโดยตรง แววตาของนางคมกริบดุจดาบ “เช่นนั้นลูกสะใภ้ก็อยากจะถามท่านพ่อเช่นกัน... เงินเดือนทหารของเฉินเจี้ยนจวินที่ส่งกลับบ้านทุกเดือน เดือนละ 40 หยวนนั้น เหตุใดลูกสะใภ้ที่เป็นภรรยาของเขา จึงไม่เคยได้เห็นแม้แต่เศษเสี้ยว ไม่เคยได้ลิ้มรสเนื้อแม้แต่ชิ้นเดียว หรือได้กินข้าวขาวแม้แต่คำเดียวเล่าเจ้าคะ?”

คำถามนี้ราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงกลางวงสนทนา!

ใบหน้าเปี่ยมเมตตาของเฉินต้าชวนพลันแข็งค้าง รอยยิ้มที่มุมปากหายวับไปในพริบตา จ้าวชุนฮวาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ไม่คาดคิดว่านังสะใภ้รองที่เคยเป็นเหมือนลูกไก่ในกำมือจะกล้าพูดเรื่องนี้ออกมา

ชาวบ้านที่แอบฟังอยู่โดยรอบถึงกับหยุดเดินโดยพร้อมเพรียงกัน บางคนถึงกับอ้าปากค้าง! เงินเดือน 40 หยวน! ในยุคที่คนงานในคอมมูนทำงานหนักทั้งปีอาจได้ส่วนแบ่งไม่ถึงหนึ่งร้อยหยวนด้วยซ้ำ เงิน 40 หยวนต่อเดือนนั้นถือเป็นจำนวนมหาศาล!

ฟางซินยังคงกล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แทงลึกถึงกระดูกดำ “ท่านพ่อกล่าวว่าต้องแบ่งปัน ข้าวสารในบ้านทุกเม็ด ท่านแม่ก็แบ่งให้ลูกสะใภ้เพียงน้ำข้าวใสๆ ที่แทบจะส่องเห็นเงาตัวเองได้ ผักดองเค็มจัดหนึ่งชิ้นต้องกินกับโจ๊กสามมื้อ เสื้อผ้าที่ลูกสะใภ้สวมใส่ก็เก่าจนแทบจะเปื่อยยุ่ย... ทั้งหมดนี้ท่านพ่อบอกว่าครอบครัวเราลำบาก ต้องอดทน”

นางชี้ไปที่ตัวเอง แล้วหันไปมองจ้าวชุนฮวาและเฉินเสี่ยวลี่ที่สวมเสื้อผ้าใหม่กว่าและมีเนื้อมีหนังกว่านางอย่างเห็นได้ชัด “แต่เงินเดือน 40 หยวนที่สามีส่งมาให้ทุกเดือนเล่าเจ้าคะ? เงินจำนวนนั้นหายไปที่ใด? เหตุใดน้องรองเฉินเจี้ยนกั๋วถึงมีเงินไปซื้อบุหรี่สูบได้? เหตุใดน้องเล็กเฉินเสี่ยวลี่ถึงมีเงินซื้อริบบิ้นผูกผมเส้นใหม่ได้? หรือเงินจำนวนนั้น...ไม่ได้นับว่าลูกสะใภ้คนนี้เป็น ‘ครอบครัวเดียวกัน’ ด้วยหรือเจ้าคะ?”

ทุกประโยคของนางคือความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ทุกถ้อยคำคือการตบหน้าเฉินต้าชวนและจ้าวชุนฮวาฉาดใหญ่กลางฝูงชน!

ใบหน้าของเฉินต้าชวนเปลี่ยนจากขาวเป็นเขียว จากเขียวเป็นแดงก่ำ เขาอับอายจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี คำพูดที่เตรียมมาสั่งสอนนางติดอยู่ในลำคอ ไม่สามารถเอ่ยออกมาได้แม้แต่คำเดียว หลักการเรื่อง ‘ครอบครัวเดียวกัน’ ที่เขาเพิ่งยกมาอ้าง บัดนี้ได้ย้อนกลับมาทิ่มแทงตัวเองจนพรุน

“บังอาจ! นังปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม! เจ้ากล้าใส่ร้ายพ่อแม่สามีรึ!” จ้าวชุนฮวาที่เพิ่งตั้งสติได้กรีดเสียงแหลม พยายามจะเข้ามาฉุดกระชากฟางซิน แต่กลับถูกเฉินต้าชวนคว้าแขนไว้

“พอได้แล้ว! ยังไม่น่าอายพออีกรึ!” เฉินต้าชวนตวาดภรรยาเสียงกร้าว ก่อนจะหันไปจ้องฟางซินด้วยสายตาอาฆาตแค้น แล้วสะบัดแขนลากจ้าวชุนฮวาและเฉินเสี่ยวลี่ที่ยืนตัวแข็งทื่อกลับเข้าบ้านไป ปิดประตูดังปัง! เป็นการจบการสนทนาอย่างผู้พ่ายแพ้โดยสมบูรณ์

ฟางซินมองบานประตูที่ปิดสนิทด้วยสายตาเย็นชา เสียงกระซิบกระซาบของชาวบ้านดังขึ้นทันทีราวกับผึ้งแตกรัง

“สวรรค์! บ้านเฉินได้เงินเดือนตั้ง 40 หยวนทุกเดือนเลยรึ!”

“แล้วดูที่พวกเขาทำกับสะใภ้รองสิ ผอมจนเหลือแต่กระดูก น่าสงสารจริงๆ”

“มิน่าเล่า จ้าวชุนฮวาถึงได้ดูมีน้ำมีนวลนัก ที่แท้ก็อมเงินของลูกสะใภ้ไว้นี่เอง!”

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นเรื่อยๆ หญิงวัยกลางคนรูปร่างท้วมคนหนึ่งที่รู้จักกันในนามป้าหลี่กุ้ยฟาง ปากลำโพงประจำหมู่บ้าน จ้องมองมาที่ฟางซินด้วยแววตาอยากรู้อยากเห็นเป็นพิเศษ ก่อนจะหันไปสมทบวงสนทนากับคนอื่นอย่างออกรส

ฟางซินไม่สนใจสายตาเหล่านั้น นางกำลังจะปิดประตู แต่แล้วเสียงใสของระบบก็ดังขึ้นในหัว

[ติ๊ง! ได้รับ 150 แต้มจากอารมณ์อับอายและโกรธแค้นอย่างรุนแรงของเป้าหมาย: เฉินต้าชวน!]

[ติ๊ง! ได้รับ 80 แต้มจากอารมณ์โกรธและเสียหน้าของเป้าหมาย: จ้าวชุนฮวา!]

ฟางซินยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย... การฉีกหน้าคนหน้าไหว้หลังหลอกเช่นนี้ ช่างให้ผลตอบแทนที่หอมหวานเสียจริง! แต่นางรู้ดีว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น สงครามในบ้านหลังนี้เพิ่งจะเปิดฉากขึ้นอย่างแท้จริง และศัตรูไม่ได้มีอยู่แค่ในบ้าน... สายตาของป้าหลี่กุ้ยฟางเมื่อครู่ บอกนางว่าปัญหาใหม่กำลังจะมาเยือนในไม่ช้า