ปะทะป้าหลี่ ปากลำโพงประจำหมู่บ้าน
ภายหลังจากที่เงาร่างของคนตระกูลเฉินทั้งสามหายลับเข้าประตูไป ความโกลาหลระลอกใหม่ก็ปะทุขึ้นในหมู่ชาวบ้านที่มุงดูเหตุการณ์อยู่ทันที เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังอื้ออึงราวกับตลาดสดตอนเช้า แต่สายตาของฟางซินกลับจับจ้องไปยังจุดเดียว... หญิงวัยกลางคนร่างท้วมผู้มีนามว่าหลี่กุ้ยฟาง
แววตาที่นางส่งมานั้นไม่ได้มีความเวทนาสงสารแม้แต่น้อย แต่กลับเต็มไปด้วยความกระหายใคร่รู้ราวกับหมาป่าที่ได้กลิ่นคาวเลือด อีกฝ่ายคือปากลำโพงไร้สายที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในหมู่บ้านหงซาน เรื่องราวใดที่ผ่านเข้าหูนาง ย่อมถูกขยายความและแต่งเติมสีสันจนแพร่สะพัดไปทั่วในเวลาไม่ถึงครึ่งวัน
ฟางซินกำลังจะปิดประตูเพื่อตัดรำคาญ แต่หลี่กุ้ยฟางกลับสาวเท้าเข้ามาหาเสียก่อน นางปั้นหน้าเปี่ยมเมตตาตามแบบฉบับของผู้หลักผู้ใหญ่ที่หวังดี ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่จงใจให้ดังพอที่ทุกคนจะได้ยิน
“อาสะใภ้รองเฉินเอ๋ย ไม่ใช่ป้าจะสอนนะ แต่เรื่องในครอบครัวน่ะ เปรียบเสมือนไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า การที่เจ้าออกมาโวยวายประจานพ่อแม่สามีเช่นนี้ มันไม่ถูกต้องนักหรอกนะ ถือเป็นการอกตัญญูอย่างร้ายแรง”
คำพูดของนางเคลือบไว้ด้วยน้ำตาล แต่เนื้อในกลับแฝงไว้ด้วยยาพิษชัดเจน เป็นการชี้นำฝูงชนว่าฟางซินคือฝ่ายผิดที่ไม่เคารพผู้อาวุโส
ฟางซินเหลือบมองอีกฝ่ายด้วยหางตา ก่อนจะคลี่ยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่เย็นเยียบจนทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกหนาวเยือกไปถึงไขกระดูก
“ป้าหลี่กล่าวได้ถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า” นางทวนคำพูดนั้นช้าๆ ชัดๆ “แต่สิ่งที่ป้าอาจจะไม่ทราบ คือไฟในบ้านเฉินนี้ไม่ได้ลุกโชนขึ้นมาเอง หากแต่มีคนคอยสุมฟืนเติมเชื้ออยู่ตลอดเวลา ข้าเพียงแค่เปิดประตูให้ควันมันได้ระบายออกมาบ้างเท่านั้น มิเช่นนั้น... คนที่ถูกรมจนตายคนแรก ก็คงจะเป็นข้า”
ถ้อยคำเปรียบเปรยที่แสนจะเรียบง่ายแต่กลับคมกริบราวกับมีดผ่าตัด กรีดลงไปบนตรรกะจอมปลอมของหลี่กุ้ยฟางจนเกิดเสียงฮือฮาขึ้นอีกครั้ง
หลี่กุ้ยฟางหน้าตึงไปชั่วขณะ ไม่คาดคิดว่าสะใภ้รองเฉินที่เคยอ่อนแอราวกับลูกไก่ในกำมือจะกล้าต่อปากต่อคำกับนางเช่นนี้ นางเชิดคางขึ้น พยายามรักษาท่าทีของผู้ใหญ่ “ถึงอย่างไรเจ้าก็ไม่ควรทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่โต คนเป็นลูกสะใภ้ ต้องรู้จักอดทนอดกลั้น พ่อแม่สามีจะดุด่าว่ากล่าวอย่างไร ก็เพราะรักและเอ็นดูเราไม่ใช่รึ”
“รักและเอ็นดู?” ฟางซินหัวเราะในลำคอ “รักและเอ็นดูจนปล่อยให้ข้ากินแต่น้ำข้าวใสๆ จนซูบผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกนี่น่ะรึเจ้าคะ? ถ้าความรักของป้าเป็นเช่นนี้ ข้าขอยอมเป็นคนอกตัญญูดีกว่า”
“เจ้า!” หลี่กุ้ยฟางเริ่มจนคำพูด นางจึงเปลี่ยนเป้าหมาย หันไปทางชาวบ้าน “พวกเจ้าดูสิ! ดูวาจาของนางเข้า! ปากคอเราะรายไม่เคารพผู้ใหญ่เช่นนี้ ต่อไปจะปกครองกันได้อย่างไร!”
ในที่สุด ฟางซินก็ตัดสินใจว่านางจะไม่เสียเวลาเล่นสงครามน้ำลายกับคนผู้นี้อีกต่อไป นางมองลึกเข้าไปในดวงตาของหลี่กุ้ยฟาง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่กลับดังชัดเจนไปทั่วบริเวณ
“ป้าหลี่... เมื่อคืนนี้ราวๆ ยามไฮ่ (ประมาณสามทุ่ม) อากาศหนาวเย็น ลมพัดแรง ข้าบังเอิญนอนไม่หลับจึงออกมาเดินเล่นสูดอากาศที่หลังบ้าน”
คำพูดที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทำให้หลี่กุ้ยฟางและชาวบ้านพากันฉงนสนเท่ห์
ฟางซินเว้นจังหวะเล็กน้อย ปล่อยให้ความเงียบและความสงสัยทำงาน ก่อนจะกล่าวต่อ “แล้วข้าก็เห็นเงาตะคุ่มๆ รูปร่างคุ้นตาไม่ผิดเพี้ยน สวมเสื้อผ้าฝ้ายสีเทาตัวเก่า ก้มๆ เงยๆ อยู่ที่ริมรั้วแปลงผักของคอมมูน... แปลงที่ปลูกหัวไชเท้ากับผักกาดขาวเอาไว้”
เพียงแค่ประโยคนี้จบลง ใบหน้าของหลี่กุ้ยฟางที่เคยแดงก่ำด้วยความโกรธก็พลันซีดเผือดลงทันทีราวกับกระดาษ ขาของนางเริ่มสั่นเทา เหงื่อกาฬผุดขึ้นเต็มหน้าผาก
การขโมยพืชผลจากแปลงรวมของคอมมูนในยุคสมัยที่อาหารคือทุกสิ่งทุกอย่างเช่นนี้ ถือเป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรงยิ่งกว่าการทะเลาะวิวาทในครอบครัวหลายเท่านัก! หากถูกจับได้ ไม่เพียงแต่จะถูกหักแต้มแรงงานจนหมดสิ้น แต่อาจจะถูกนำตัวไปวิพากษ์วิจารณ์ประจานกลางที่ประชุมใหญ่ของหมู่บ้านอีกด้วย!
“บังเอิญเสียจริงนะเจ้าคะ” ฟางซินแสร้งทำหน้าใสซื่อ “ว่าคนผู้นั้น ไม่เพียงแต่รูปร่างจะคล้ายป้าหลี่ แต่เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ยังเป็นตัวเดียวกับที่ป้ากำลังใส่อยู่ตอนนี้เลย”
สิ้นเสียงของฟางซิน สายตาทุกคู่ก็จับจ้องไปยังเสื้อผ้าฝ้ายสีเทาเก่าๆ ที่หลี่กุ้ยฟางสวมใส่อยู่เป็นตาเดียว แม้จะเป็นเสื้อผ้าที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่เมื่อประกอบกับท่าทีลนลานผิดปกติของนางแล้ว ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะประจวบเหมาะไปเสียหมด
“ไม่... ไม่ใช่ข้า! นังเด็กปากไม่มีสิ้นกลิ่นน้ำนม! เจ้าใส่ร้ายข้า!” หลี่กุ้ยฟางกรีดร้องออกมาเสียงหลง แต่น้ำเสียงนั้นกลับแหบพร่าและสั่นเครือจนขาดความน่าเชื่อถือโดยสิ้นเชิง
ฟางซินยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ “ข้าเพียงแค่เล่าสิ่งที่เห็นเท่านั้นเองเจ้าค่ะ ไม่ได้เอ่ยชื่อของป้าแม้แต่คำเดียว เหตุใดป้าต้องร้อนตัวถึงเพียงนี้ด้วยเล่า? หรือว่า... โจรที่ข้าเห็นเมื่อคืนนี้ จะเป็นป้าจริงๆ?”
“อ๊า!”
หลี่กุ้ยฟางอุทานออกมาสั้นๆ ราวกับถูกตบหน้าอย่างแรงกลางสี่แยก นางอับอายจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี สายตาของชาวบ้านที่เคยชื่นชมในความ ‘ผดุงคุณธรรม’ ของนาง บัดนี้เปลี่ยนเป็นสายตาดูแคลนและรังเกียจเดียดฉันท์ นางไม่กล้าสู้หน้าใครอีกต่อไป ทำได้เพียงหันหลังกลับและวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงกลับบ้านของตนเองไปอย่างไม่คิดชีวิต ทิ้งไว้เพียงเสียงซุบซิบนินทาที่ดังกระหึ่มยิ่งกว่าเก่า
“สวรรค์! ที่แท้หลี่กุ้ยฟางก็เป็นคนมือไวใจเร็วเช่นนี้!”
“มิน่าเล่า บ้านนางถึงได้มีผักดองกินไม่เคยขาด ที่แท้ก็แอบไปขโมยของส่วนรวมมานี่เอง!”
“สะใภ้รองเฉินนี่ก็ช่างร้ายกาจนัก! นางรู้ความลับของทุกคนในหมู่บ้านเลยหรืออย่างไร!”
ฟางซินมองตามร่างท้วมที่วิ่งหายลับไปด้วยแววตาเย็นชา ก่อนที่เสียงอันคุ้นเคยจะดังขึ้นในสมอง
[ติ๊ง! สุดยอด! การโจมตีครั้งนี้เข้าเป้าอย่างจัง! เป้าหมายได้รับความอับอายและตื่นตระหนกขีดสุด!]
[ติ๊ง! ได้รับ 300 แต้มจากอารมณ์ด้านลบขั้นรุนแรงของเป้าหมาย: หลี่กุ้ยฟาง!]
ฟางซินยกมุมปากขึ้นอย่างพึงพอใจ สามร้อยแต้ม! มากกว่าที่ได้จากพ่อแม่สามีรวมกันเสียอีก! ดูท่าว่าการจัดการกับพวกปากมากสอดรู้สอดเห็น จะให้ผลตอบแทนที่งดงามกว่าที่คิดไว้มากนัก
นางไม่สนใจเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของชาวบ้านอีกต่อไป ปิดประตูบ้านดังปัง แล้วเดินกลับเข้าห้องของตนเองทันที
ภายในห้องที่คับแคบและว่างเปล่า ฟางซินเรียกหน้าต่างระบบขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น ตอนนี้นางมีแต้มรวมทั้งสิ้น 530 แต้ม เพียงพอที่จะแลกของดีๆ ได้แล้ว
นางไม่ลังเลที่จะใช้แต้มจำนวน 250 แต้มแลกข้าวสารขาวอย่างดี 5 จิน (สองกิโลครึ่ง) และใช้แต้มอีก 200 แต้มแลกแป้งหมี่ขาวละเอียดอีก 5 จิน ทันทีที่กดยืนยัน ถุงกระสอบใบเล็กที่บรรจุข้าวสารและแป้งหมี่จนเต็มก็ปรากฏขึ้นบนพื้นห้องว่างเปล่า
กลิ่นหอมจางๆ ของข้าวใหม่และแป้งหมี่ลอยอบอวลไปทั่วห้อง มันคือกลิ่นของความมั่นคงและชีวิตรอด ฟางซินสูดหายใจเข้าลึกๆ ด้วยความรู้สึกเปี่ยมสุข ก่อนจะรีบนำถุงทั้งสองใบเข้าไปเก็บไว้ในมิติลับส่วนตัวของนางทันที
บัดนี้ ในมิติขนาด 5x5 เมตร นอกจากจะมีเนื้อหมูสามชั้นตุ๋นยาจีนที่ยังส่งกลิ่นหอมกรุ่นอยู่ ก็ยังมีข้าวสารและแป้งหมี่ขาวกองเป็นภูเขาขนาดย่อมเพิ่มขึ้นมาอีกสองกอง
มองดูเสบียงที่เพิ่มพูนขึ้น ฟางซินก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างประหลาด นางรู้ดีว่าสงครามยังไม่จบ แต่ตอนนี้ นางมีกระสุนดินดำเพียงพอที่จะต่อสู้ต่อไปได้อีกพักใหญ่แล้ว ชัยชนะในวันนี้ทำให้นางตระหนักได้อย่างชัดเจนว่า ในหมู่บ้านหงซานแห่งนี้ ไม่มีใครที่ขาวสะอาดบริสุทธิ์ ทุกคนล้วนมีความลับซ่อนอยู่ และความลับเหล่านั้น... คืออาวุธที่ดีที่สุดของนาง
ทว่า ในขณะที่นางกำลังดื่มด่ำกับความสำเร็จอยู่นั้น หูของนางพลันได้ยินเสียงเกรี้ยวกราดของจ้าวชุนฮวาลอดออกมาจากบ้านใหญ่ เสียงนั้นแม้จะไม่ชัดเจน แต่ก็พอจับใจความได้ว่ากำลังวางแผนการบางอย่างที่มุ่งเป้ามาที่นางโดยตรง
รอยยิ้มของฟางซินค่อยๆ หุบลง... ดูเหมือนว่าความสงบสุขของนางจะช่างสั้นนัก พายุลูกใหม่กำลังก่อตัวขึ้นเร็วกว่าที่คิดไว้เสียแล้ว