สั่งสอนบ่าวทรยศ
แววตาของเยี่ยหว่านชิงพลันแข็งกร้าวขึ้นทันที นางขยับกายอย่างเงียบเชียบ ประคองร่างของชุนเถาให้นอนลึกเข้าไปในมุมห้อง ห่มผ้าทับอีกชั้นเพื่อป้องกันไอเย็น ก่อนจะลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับบานประตูที่ปิดสนิท
“เปิดประตู” น้ำเสียงของนางราบเรียบเย็นชา ปราศจากความหวาดหวั่นใดๆ
เสียงหัวเราะแหลมเล็กดังขึ้นจากด้านนอก ตามด้วยเสียงกลอนไม้ถูกปลดออกอย่างกระแทกกระทั้น ประตูไม้ผุพังเปิดอ้าออก เผยให้เห็นร่างท้วมของแม่นมหวังที่ยืนกอดอกเชิดหน้าอยู่ตรงทางเข้า ในมือของบ่าวรับใช้ที่ติดตามนางมาด้วยสองคน คนหนึ่งถือตะกร้าที่บรรจุถ่านไม้สีดำสนิทแต่กลับชื้นแฉะจนมีหยดน้ำเกาะพราว ส่วนอีกคนถือถาดอาหารที่ส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยวจางๆ ออกมา
แม่นมหวังย่างสามขุมเข้ามาในห้อง กวาดสายตาสำรวจไปทั่วด้วยความดูแคลน เมื่อเห็นสภาพอันน่าสมเพชของเรือนเหมันต์ร่วงโรย มุมปากของนางก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน
“โถ... พระชายาที่เคารพ ดูสิเพคะว่าพระองค์ต้องตกอยู่ในสภาพใด” นางแสร้งทำเสียงสงสาร “พระชายารองซูทรงเปี่ยมด้วยเมตตา แม้พระองค์จะทำความผิดมหันต์ แต่นางก็ยังเป็นห่วง กลัวว่าพระองค์จะหนาวตายเสียก่อน จึงสั่งให้บ่าวนำถ่านไฟมาให้”
นางพยักพเยิดให้บ่าวนำตะกร้าถ่านเปียกชื้นมาวางไว้กลางห้องเสียงดังโครม
“ส่วนนี่คืออาหารค่ำเพคะ แม้จะไม่อาจเทียบเท่าเครื่องเสวยในตำหนักใหญ่ แต่ก็พอให้ประทังชีวิตไปได้อีกมื้อ” ถาดอาหารที่ประกอบด้วยข้าวเย็นชืดกับผักดองที่เริ่มเปลี่ยนสีถูกวางลงข้างกัน
เยี่ยหว่านชิงมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า ราวกับว่าสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถสั่นคลอนอารมณ์ของนางได้แม้แต่น้อย นางเหลือบมองบ่าวรับใช้อีกสองคนที่ยืนตัวสั่นอยู่ด้านหลังแม่นมหวัง ก่อนจะหันกลับมาจับจ้องที่ดวงตาของหญิงชรา
“ซูเยว่ซินใช้ให้เจ้ามาเพียงเท่านี้หรือ?”
คำพูดของนางทำให้แม่นมหวังชะงักไปเล็กน้อย นางคาดหวังว่าจะได้เห็นท่าทีฟูมฟายหรือกราดเกรี้ยว แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นความสงบนิ่งที่น่าขนลุก
“บังอาจ! กล้าเรียกนามของพระชายารองโดยตรงเชียวรึ!” แม่นมหวังตวาดลั่นเพื่อกลบเกลื่อนความประหลาดใจ “ดูท่าว่าการถูกกักบริเวณยังไม่ทำให้เจ้าสำนึกสินะ!”
“สำนึก?” เยี่ยหว่านชิงหัวเราะในลำคอ “เรื่องที่ข้าไม่ได้ทำ เหตุใดข้าต้องสำนึก? หรือว่าบ่าวไพร่ในจวนหนิงอ๋องสมัยนี้ ถูกฝึกสอนให้แยกแยะผิดชอบชั่วดีไม่เป็นกันแล้ว”
“ปากดียิ่งนัก!” แม่นมหวังชี้หน้า “เจ้ามันก็แค่ชายาที่ถูกทอดทิ้ง ตราพระชายาก็ถูกยึดไปแล้ว ยังคิดว่าตัวเองเป็นนายหญิงอยู่อีกหรือ? อีกไม่นานเจ้าก็คงหนาวตายหรือไม่ก็อดตายอยู่ในเรือนโทรมๆ แห่งนี้!”
เยี่ยหว่านชิงไม่ตอบโต้ นางเพียงก้าวเท้าเดินเข้าไปหาแม่นมหวังอย่างเชื่องช้า ในขณะที่หญิงชรากำลังยืดอกรับอย่างท้าทายนั้นเอง ปลายนิ้วของเยี่ยหว่านชิงก็สะบัดเพียงเล็กน้อย ของสิ่งหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อก็ปรากฏขึ้นในฝ่ามือของนาง มันคือผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กๆ ที่ชุ่มไปด้วยของเหลวบางอย่างที่นางเตรียมไว้ล่วงหน้าจากในมิติ
“ในเมื่อพระชายารองซูมีเมตตาถึงเพียงนี้ ข้าในฐานะ ‘อดีต’ พระชายาเอก ก็ควรจะแสดงความขอบคุณต่อน้ำใจของนาง ผ่านบ่าวคนสนิทเช่นเจ้า...ใช่หรือไม่?”
ทันทีที่สิ้นเสียง ร่างของเยี่ยหว่านชิงก็พลันทรุดฮวบลงราวกับคนหมดแรง ร้องเสียงหลง “โอ๊ย! ข้า...ข้าหน้ามืด...”
แม่นมหวังตกใจระคนสมน้ำหน้า รีบก้าวเข้าไปเพื่อจะฉุดกระชาก “สำออย! คิดจะเล่นละครอะไรอีก!”
ทว่านั่นคือความผิดพลาดครั้งใหญ่! ในจังหวะที่แม่นมหวังโน้มตัวลงมา เยี่ยหว่านชิงที่แสร้งทำเป็นอ่อนแอก็พลันเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เคยเรียบเฉยกลับวาวโรจน์ด้วยประกายสังหาร นางใช้จังหวะนั้นตวัดผ้าเช็ดหน้าที่อยู่ในมือขึ้นปิดจมูกและปากของแม่นมหวังอย่างรวดเร็วและแม่นยำ!
“อื้อ! อื้อ!”
แม่นมหวังเบิกตาโพลงด้วยความตื่นตระหนก นางพยายามดิ้นรนและสะบัดหน้าหนี แต่เรี่ยวแรงของเยี่ยหว่านชิงกลับมากล้นผิดกับที่แสดงออกเมื่อครู่ นางกดผ้าไว้แน่น สูดกลิ่นฉุนอ่อนๆ เข้าไปเพียงไม่กี่อึดใจ สรรพางค์กายของหญิงชราก็พลันอ่อนเปลี้ยเพลียแรง แขนขาที่เคยทรงพลังกลับไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะต่อต้าน ดวงตาเริ่มพร่าเลือน ศีรษะหนักอึ้งราวกับถูกทับด้วยหินผา
“เจ้า...เจ้าทำอะไรข้า...” นางเค้นเสียงออกมาอย่างยากลำบาก
เยี่ยหว่านชิงปล่อยมือออก ผลักร่างที่อ่อนปวกเปียกของแม่นมหวังกระแทกกับเสาไม้อย่างแรง บ่าวรับใช้สองคนที่ติดตามมาเห็นเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็กรีดร้องด้วยความตกใจ กำลังจะหันหลังวิ่งหนี แต่กลับถูกสายตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปีของเยี่ยหว่านชิงตวัดมองจนร่างแข็งทื่ออยู่กับที่
“หากใครก้าวออกไปแม้แต่ก้าวเดียว ข้าจะทำให้มันไม่ได้พูดอีกตลอดชีวิต!”
น้ำเสียงของนางกดต่ำและอำมหิตจนน่าขนหัวลุก บ่าวทั้งสองตัวสั่นงันงก ไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย เยี่ยหว่านชิงไม่สนใจพวกนางอีกต่อไป นางหันกลับมากระชากคอเสื้อของแม่นมหวังที่นั่งพิงเสาอยู่
“ตอนนี้...เรามาคุยกันดีๆ เถิด แม่นมหวัง” รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเยี่ยหว่านชิง แต่เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ผู้พบเห็นต้องเย็นสันหลังวาบ
“ถ่านไฟดีๆ ที่พวกเจ้าเบียดบังไปซ่อนไว้ที่ใด?” นางถามเสียงเย็น
“ขะ...ข้าไม่รู้...” แม่นมหวังยังคงปากแข็ง ทว่าเรี่ยวแรงกลับหดหายไปจนหมดสิ้น
“ไม่รู้รึ?” เยี่ยหว่านชิงแค่นเสียง มือข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในอกเสื้อของแม่นมหวัง ควานหาบางอย่างอย่างไม่เกรงใจ “คนอย่างเจ้ามาที่นี่เพื่อเยาะเย้ยข้า ย่อมต้องพกเงินทองติดตัวมาบ้างสินะ เผื่อว่าข้าจะอดรนทนไม่ไหวคุกเข่าอ้อนวอนขอซื้ออาหารจากเจ้า”
เพียงครู่เดียว นางก็ดึงถุงเงินปักลายงดงามออกมาจากอกเสื้อของหญิงชรา เปิดออกดูเห็นแท่งเงินและอีแปะทองแดงอยู่ภายในจนเต็มถุง
“ดูสิ...ไม่น้อยเลยนี่” เยี่ยหว่านชิงเทเงินทั้งหมดลงบนฝ่ามือของตนเอง แล้วโยนถุงเงินเปล่าทิ้งลงบนพื้นอย่างไม่ไยดี “เงินนี่...ข้ายึดเป็นค่าชดเชยที่ทำให้ข้าต้องเสียอารมณ์”
แม่นมหวังเบิกตากว้างด้วยความตกใจและเสียดาย “นั่นมันเงินของข้า! เจ้า...เจ้าเป็นโจรหรือไร!”
“โจรรึ? เทียบกับการที่พวกเจ้าปล่อยให้ข้ากับสาวใช้ต้องทนหนาวเหน็บและหิวโหยจนเกือบตาย สิ่งที่ข้าทำยังนับว่าปรานียิ่งนัก!” เยี่ยหว่านชิงตวาดกลับเสียงกร้าว นางบีบคางของแม่นมหวังไว้แน่น “ข้าจะถามเป็นครั้งสุดท้าย ถ่านไฟดีๆ อยู่ที่ไหน!”
ความหวาดกลัวฉายชัดในแววตาของแม่นมหวัง นางรู้สึกได้ถึงจิตสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างของพระชายาที่เคยอ่อนแอผู้นี้ มันรุนแรงและจับต้องได้ราวกับปีศาจร้าย นางส่ายหน้าอย่างลนลาน ชี้นิ้วไปที่บ่าวรับใช้คนหนึ่งที่ยืนตัวสั่นอยู่
“นะ...นาง...นางซ่อนห่อถ่านชั้นดีไว้ที่เพิงเก็บฟืนด้านนอก...ตั้งใจจะนำกลับไปใช้เอง...”
เยี่ยหว่านชิงเหลือบมองบ่าวผู้นั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาแสยะยิ้มให้แม่นมหวัง “ดีมาก...ที่ยังรู้จักรักษาชีวิต”
นางปล่อยมือจากคางของหญิงชรา แล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง กวาดตามองบ่าวทั้งสามด้วยสายตาของผู้ชนะ
“กลับไปบอกนายของพวกเจ้าด้วยว่า...ของที่ส่งมาข้ารับไว้แล้ว แต่หากมีครั้งหน้าอีก ข้าไม่รับประกันว่าผู้ที่มาส่งจะมีลมหายใจกลับไปหรือไม่” นางกล่าวทิ้งท้าย ก่อนจะหันไปสั่งบ่าวที่ซ่อนถ่านไว้ “ไปเอาถ่านห่อนั้นมา แล้วไสหัวไปให้พ้น! ทั้งหมด!”
บ่าวรับใช้ผู้นั้นหน้าซีดเผือดเผือด รีบวิ่งหน้าตาตื่นออกไปจากเรือน ไม่นานก็กลับมาพร้อมกับห่อผ้าที่บรรจุถ่านไร้ควันชั้นดีเอาไว้ นางวางมันลงบนพื้นแล้วรีบวิ่งกลับไปพยุงแม่นมหวังที่ยังคงแข้งขาอ่อนแรง ก่อนจะพากันเผ่นหนีออกจากเรือนเหมันต์ร่วงโรยไปอย่างไม่คิดชีวิต
เมื่อภายในเรือนกลับสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง เยี่ยหว่านชิงจึงเดินไปปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา นางมองกองถ่านเปียกชื้นและอาหารบูดเน่าด้วยความรังเกียจ ก่อนจะเดินไปหยิบห่อถ่านชั้นดีและถุงเงินที่ยึดมาได้ขึ้นมา
ชัยชนะครั้งแรก...แม้จะเล็กน้อย แต่ก็หอมหวานยิ่งนัก
นางเหลือบมองชุนเถาที่ยังคงหลับสนิทอยู่บนเตียง มุมปากพลันยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา อย่างน้อยคืนนี้สาวใช้ผู้ภักดีของนางก็จะไม่ต้องทนหนาวอีกต่อไป
ทว่าขณะที่นางกำลังจะนำถ่านไปก่อไฟเพื่อสร้างความอบอุ่นนั้นเอง...หูของนางพลันได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้นจากด้านนอกอีกครั้ง!
เสียงฝีเท้าในครั้งนี้แตกต่างจากของแม่นมหวังโดยสิ้นเชิง มันเบาและระมัดระวังยิ่งกว่า ราวกับเป็นฝีเท้าของเงาที่กำลังย่องเข้ามาในความมืด...
เยี่ยหว่านชิงพลันชาวาบไปทั้งร่าง แววตาที่เพิ่งจะอ่อนลงกลับมาแข็งกร้าวอีกครั้งในบัดดล!
นอกจากคนของซูเยว่ซินแล้ว...ยังมีใครมาที่เรือนร้างแห่งนี้ในยามวิกาลอีก